ต้องไม่มีอภิสิทธิ์ชน

หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย กรณีโซเชียลเผยแพร่คลิปเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรขี่รถจักรยานยนต์นำรถเบนซ์ ขบวนวีไอพี บอกให้รถคันหนึ่งที่ขับเลนสวนกันให้หลบไป แต่คนขับไม่หลบ เพราะขับมาถูกเลน จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ “ตำรวจ” ตามมาอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในสังคมโซเชียลมีเดีย

และต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ 5 พ.ย.2564 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่คลิปรถจักรยานยนต์ตำรวจจราจรนำขบวนรถ VIP ที่กระจังหน้ามีสติกเกอร์ คำว่า “THONGLOR POLICE” ด้านข้างรถติด 061 โดยมีชายแต่งกายชุดตำรวจ ยศ "พ.ต.ท." เป็นผู้ขับขี่ ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (บก.น.5) ได้รายงานข้อเท็จจริงเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรตามคลิปดังกล่าว คือ พ.ต.ท.สังเวียน คำรังษี สว.จร.สน.ทองหล่อ ซึ่งทาง บช.น. ได้สั่งการให้ สน.ทองหล่อ ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วนั้น

เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 จึงได้มีคำสั่ง บก.น.5 ที่ 233/2564 ลงวันที่ 5 พ.ย.64 สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 5 (ศปก.บก.น.5) โดยให้ขาดจากต้นสังกัด โดยมอบหมายให้ พ.ต.ท.ณรงค์วิช สุดกังวาล รอง ผกก.จร.สน.ทองหล่อ ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและอำนวยความสะดวกจัดการจราจรให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนในพื้นที่ สน.ทองหล่อ แทน บช.น.

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลและโฆษก บช.น. ชี้แจงเรื่องนี้ไว้ตอนหนึ่งโดยระบุว่า ขณะนี้ได้มีการสั่งการให้ ผกก.สน.ทองหล่อ ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ว่าเหตุใดจึงต้องนำตำรวจจราจร สน.ทองหล่อ ไปนำขบวนรถเบนซ์คันดังกล่าว และนำในเส้นทางที่นอกเหนือพื้นที่รับผิดชอบ ส่วนเจ้าของรถเบนซ์คันดังกล่าว เบื้องต้นทราบว่าไม่ใช่บุคคลสำคัญ

นอกจากนี้ โฆษก บช.น.ขออภัยพี่น้องประชาชน และจะนำบทเรียนของการผิดพลาดในครั้งนี้มาปรับปรุงและแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ยืนยันจะตรวจสอบตำรวจจราจรที่ขับรถนำได้ปฏิบัติตามระเบียบของการขอรถนำขบวนหรือไม่ หากพบว่าไม่มีการทำตามระเบียบ ตำรวจผู้ที่ทำหน้าที่นำขบวนต้องรับโทษ มีความผิดทางวินัย

เรื่องดังกล่าว แม้ตอนนี้กระแสจะเริ่มเงียบลงไปบ้างแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่คนในสังคมต้องการทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเรื่องหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ

"การใช้รถตำรวจนำขบวนของบุคคลสำคัญหรือนักการเมือง หรือการใช้รถนำขบวนรับรองแขกต่างประเทศในการเยือนประเทศไทย"

บนข้อกังขาว่า มีการให้อภิสิทธิ์กับบุคคลบางกลุ่มโดยเฉพาะพวก นักธุรกิจ-คนรวยกระเป๋าหนัก ที่เป็นพวกวีไอพี ของตำรวจจราจรบางกลุ่ม เพื่อให้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษยามเมื่อเดินทางบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร ที่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นเมืองที่มีรถติดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวพบว่าทางตำรวจก็จับกระแสของสังคมได้ เลยพยายามที่จะรีบทำความชัดเจนถึงเรื่องดังกล่าว โดยมีความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 พ.ย. ที่ พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. มีวิทยุราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ถึง ผบช.น., ภ.1-9 และ ก. ใจความอ้างถึง หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0205/ว189 ลง 2 ตุลาคม 2545 แจ้งมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2544 เห็นชอบหลักเกณฑ์การใช้รถตำรวจนำขบวนของบุคคลสำคัญหรือนักการเมือง หรือการใช้รถนำขบวนรับรองแขกต่างประเทศในการเยือนประเทศไทย

มีการระบุว่า เพื่อให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในการอำนวยความสะดวกการจราจรและการรักษาความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้องตามระเบียบและข้อกฎหมาย จึงกำชับการปฏิบัติให้ทุกหน่วยดำเนินการ ดังนี้

1.การใช้รถตำรวจเพื่อนำขบวนบุคคลสำคัญ นักการเมือง แขกต่างประเทศ (ทั้งกรณีการนำขบวนเป็นประจำ และนำขบวนเป็นครั้งๆ ตามความจำเป็นแห่งโอกาส) ให้ถือปฏิบัติตามหนังสือที่อ้างถึงหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0205/ว189 ลง 2 ตุลาคม 2545 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาอนุญาตให้ใช้รถตำรวจนำขบวนเป็นครั้งๆ สำหรับรถอื่นนอกเหนือจากรถของบุคคลสำคัญที่กำหนดไว้นั้น ในเขต กทม. ให้ ผบก.จร. หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต นอกเขต กทม. ให้ ผบก.ทล. หรือผู้ได้รับมอบหมาย เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต โดยต้องพิจารณาถึงความจำเป็นที่ต้องใช้รถตำรวจนำขบวน เพื่อความปลอดภัยของขบวน หรือความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนตามความจำเป็นแก่กรณี เช่น รถนักเรียน ขบวนรถซึ่งเดินทางไปประกอบศาสนกิจหรือพิธีการต่างๆ หรือเป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนของบุคคลผู้มีตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ ในทางราชการเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจสำคัญของทางราชการ เท่านั้น

2.การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานจราจร ในการอำนวยการและจัดการจราจรตลอดจนการใช้รถฉุกเฉินขณะปฏิบัติหน้าที่ ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 อย่างเคร่งครัด

ขณะที่ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นไว้เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากพบว่าใครบกพร่องจะต้องดำเนินการทางความผิด หากพบว่าตำรวจทำไม่ถูกต้องตามระเบียบในการอำนวยความสะดวกในภาพรวมแต่ไปเฉพาะเจาะจงเฉพาะตัวบุคคล หากไม่ใช่เหตุฉุกเฉินเร่งด่วนจำเป็นถึงเรื่องที่มีเหตุผลเพียงพอรองรับก็ต้องถือว่ามีความบกพร่อง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนจับตาอยู่ ก็ต้องตรงไปตรงมา อะไรที่เป็นความบกพร่องของตำรวจเองก็ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง จะไม่มีการปกป้องหรือช่วยเหลือกัน ถ้าใครบกพร่องไม่ทำตามระเบียบขั้นตอนของระเบียบในการนำหรือการอำนวยความสะดวกก็ต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า หากพบว่าไม่มีความจำเป็นไปนำหรือไปช่วยเฉพาะรายอาจจะต้องมีความบกพร่องเกิดขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้น แม้สุดท้ายหลังจากนี้คงค่อยๆ ซาลงไป อย่างไรก็ตาม หากกองบัญชาการตำรวจนครบาลไม่เคลียร์ข้อสงสัยของคนในสังคม ถึงเรื่องความชัดเจนของรถวีไอพีดังกล่าว ว่าความจริงเป็นอย่างไร และที่ผ่านมารวมถึงต่อจากนี้ ตำรวจจราจรของนครบาลมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เรื่องการใช้รถตำรวจนำขบวนของบุคคลสำคัญหรือนักการเมืองอย่างถูกต้องหรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้น หากไม่ทำให้เกิดความกระจ่าง จนสังคมหมดข้อกังขา ผลที่ตามมาย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ-กองบัญชาการตำรวจนครบาล แน่นอน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”

'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน

ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่

'อนุทิน'ขันนอต'รมต.สีน้ำเงิน' หนีมรสุมการเมือง-ไร้ผลงาน

ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนเศษของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ยังอาจเร็วเกินไปที่จะตัดสินอนาคตว่าจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับประเด็นทางการเมืองหลายเรื่องที่ต้องชี้แจงและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง

ล้างกระดาน"ภูเก็ต"ใหม่ รีเซตเชื่อมั่น"ปราบอิทธิพล"

กลายเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อลหม่านในช่วงที่ผ่านมา สำหรับ ‘ภูเก็ต’ ไข่มุกแห่งอันดามัน ที่นอกจากความสวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วย ‘ผลประโยชน์มหาศาล’

มหากาพย์ฮั้วสว.เกมวัดใจกกต. ส่งศาลหรือฟอกขาวกลุ่มสีน้ำเงิน

คดีมหากาพย์ฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกจุดพลุขึ้นมาเขย่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อีกระลอก เมื่อพรรคประชาชน โดย "ไอติม" นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หงายไพ่เด็ดเปิดคลิปวิดีโอหลักฐานแฉกรรมการ กกต.และเจ้าหน้าที่ระดับสูง เดินยึดโพยรายชื่อและหมายเลขคาคูหาเลือก สว.ระดับประเทศ ทว่ากลับปล่อยผ่านไฟเขียวให้โหวตต่อจนจบพิธีกรรม กลายเป็นเบ็ดล็อกคอ กกต.ชุดใหญ่ บีบให้ต้องเลือกระหว่างการทำหน้าที่ผู้คุมกฎ หรือยอมถูกตราหน้าเป็นนั่งร้านกางปีกป้องขบวนการกินรวบสภาสูงที่มีรายชื่อผู้ต้องสงสัยกว่า 229 ชีวิต