
วันอังคารนี้แล้ว 16 พ.ย.ที่ทางที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับภาคประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อเสนอต่อรัฐสภา อันเป็นร่างแก้ไข รธน.ที่มีการเคลื่อนไหวภายใต้แคมเปญ ขอคนละชื่อ-รื้อระบอบประยุทธ์ ที่ดำเนินการโดยกลุ่ม Re-solution ที่มี 2 แกนนำหลักคือ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า-อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม
ที่เคลื่อนไหวล่ารายชื่อกันตั้งแต่ 6 เม.ย.2564 จนต่อมาได้รายชื่อประชาชนเอาด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมา 150,921 คน และมีการส่งร่างแก้ไข รธน. และรายชื่อทั้งหมดต่อรัฐสภา เมื่อ 30 มิถุนายน 2564 แต่สุดท้าย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ตรวจสอบพบว่ามีผู้มีสิทธิ์เข้าชื่อและมีเอกสารหลักฐานครบถ้วนทั้งหมด 135,247 ชื่อ จนมีการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมร่วมรัฐสภา 16 พ.ย.นี้ ที่เป็นการพิจารณาในวาระแรก ขั้นรับหลักการ ที่จะใช้เวลาการพิจารณาตลอดทั้งวัน และจะลงมติในวันรุ่งขึ้น 17 พ.ย. เพื่อชี้ขาดว่าร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวจะได้ไปต่อ หรือจะโดนคว่ำตั้งแต่วาระแรก
ท่ามกลางแรงต้านที่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วจากสมาชิกวุฒิสภา ที่เป็นด่านสำคัญในการเปิดไฟเขียวผ่านตลอด หรือไฟแดงสกัดร่วง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรอบ
เพราะร่างแก้ไข รธน.ที่จะฝ่าด่านวาระแรกไปได้ นอกจากจะต้องได้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ส.ส.-ส.ว.ที่ปฏิบัติหน้าที่รวมกันแล้ว ในเสียงเห็นชอบดังกล่าวจะต้องมี ส.ว.ลงมติเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 โดยแม้ตอนนี้จะเหลือ ส.ว.ปฏิบัติหน้าที่ 248 คน เพราะมีลาออกไปก่อนหน้านี้ 2 คน ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ แต่ตัวเลข 1ใน 3 ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 84 เสียงอยู่
ดูจากรูปการณ์ทางการเมืองแล้ว การที่ร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวจะฝ่าด่าน สภาสูง ไปได้ จึงยากไม่ใช่น้อย
โดยเฉพาะกับร่างแก้ไข รธน.ที่เสนอมา ที่มีการเสนอให้ ล้มสภาสูง คือ แก้ไข รธน.ให้ ส.ว.ชุดปัจจุบันพ้นสภาพไปทันที หากแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จแล้วเหลือให้มีแต่ สภาผู้แทนราษฎร เพียงสภาเดียว เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศไทยเป็นในรูปแบบของ สภาเดี่ยว ไม่ต้องมีวุฒิสภา
ซึ่งนั่นก็หมายถึง จะทำให้ ส.ว.ชุดปัจจุบันทั้งหมด ที่เสนอแต่งตั้งโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องตกงาน-พ้นสภาพไปโดยทันที ด้วยเหตุนี้วงการเมืองจึงมองว่า แล้ว ส.ว.จะมายอมโหวตผ่านร่าง รธน.เพื่อให้ตัวเองตกงาน พ้นสภาพการเป็นสมาชิกรัฐสภา ก่อนครบวาระร่วม 2 ปีกว่าได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้พอหลายฝ่ายเห็นร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวที่เริ่มรณรงค์ ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เสนอมาแบบนี้มันก็เสี่ยงจะโดนคว่ำตั้งแต่แรกแล้ว เพราะไม่ใช่แค่กับ ส.ว.ที่จะออกแรงต้าน แต่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพลังประชารัฐ ก็คงไม่อยากให้ร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวได้ไปต่อ เพราะเนื้อหา-ประเด็นในร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าว มันคือการทุบทำลายโครงสร้างอำนาจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์-พลังประชารัฐ อย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ใช่แค่การโละทิ้ง ส.ว. 250 คน ที่มีอำนาจโหวตนายกฯ ที่เป็นฐานอำนาจของพลเอกประยุทธ์-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และเป็นแต้มต่อของพลังประชารัฐมาตลอด ในการที่มีแล้ว 250 เสียงในการโหวตนายกฯ ที่ยังคงใช้ได้ต่อกับการเลือกตั้งสมัยหน้า แต่ประเด็นที่กลุ่มรีโซลูชั่นเคลื่อนไหวแก้ไข รธน.อีกบางประเด็น ก็คือการเขย่าฐานอำนาจของพลเอกประยุทธ์และพลังประชารัฐ มองไปแล้วจึงน่าจะทำให้พลังประชารัฐอาจไม่สะดวกใจในการที่จะเอาด้วยกับร่างแก้ไข รธน.ฉบับนี้
อีกทั้งแกนนำหลักๆ ในกลุ่มรีโซลูชั่น โดยเฉพาะหัวเรือใหญ่ ปิยบุตร ก็ชัดเจนว่า เป็นคนที่ฝ่าย ส.ส.รัฐบาล โดยเฉพาะพลังประชารัฐและ ส.ว.มีอาการหมั่นไส้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วกับบทบาทที่ผ่านมา โดยเฉพาะบทบาทเรื่องการยกเลิกมาตรา 112 และการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ ส.ว.และพลังประชารัฐมาตลอด
ดังนั้นฝ่าย ส.ว.และ ส.ส.พลังประชารัฐ หากจะเปิดหน้าแลกด้วยการดวลฝีปาก-แลกหมัดกันกลางห้องประชุมร่วมรัฐสภาอังคารนี้ แล้วสุดท้ายจะลงมติไม่เห็นชอบหรืองดออกเสียงร่างแก้ไข รธน.เพื่อทำให้ร่างแก้ไข รธน.ตกไป ก็เชื่อว่าทาง ส.ว.จำนวนไม่น้อย และ ส.ส.พลังประชารัฐ รวมถึง ส.ส.รัฐบาลอีกบางพรรค ก็คงพร้อมจะเปิดหน้าแลกด้วย ชนเป็นชน ภายใต้การตีไปที่ร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวที่เสนอมา มีจุดอ่อน-ข้อด้อยอย่างไร เพื่อทำให้มีความชอบธรรมในการทำให้ร่างแก้ไข รธน.ถูกตีตกไปตั้งแต่วาระแรก จะได้ไม่ถูกมองว่าไม่สนใจกับเสียงประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างแก้ไข รธน.หนึ่งแสนกว่ารายชื่อ
ซึ่งท่าทีดังกล่าวประเมินว่า ทาง ส.ว.จะต้องแสดงบทบาทค่อนข้างหนักกว่า ส.ส.รัฐบาลแน่นอน เพราะเมื่อ ร่างดังกล่าวเสนอให้โละ ส.ว.ชุดปัจจุบัน ทำให้ตกงานกันหมด หาก ส.ว.ตีร่างดังกล่าวตก ก็อาจทำให้ถูกมองว่าโหวตคว่ำเพื่อรักษาสถานภาพตัวเอง ดังนั้น ส.ว.ที่จะอภิปรายร่างแก้ไข รธน.วันอังคารนี้ในเชิงคัดค้านไม่เห็นด้วย คงต้องทำการบ้านมาหนักไม่ใช่น้อย โดยคาดว่า ส.ว.จะอภิปรายชี้ประเด็นไปว่าร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าว ทำให้ระบบตรวจสอบ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระอ่อนแอและเกิดการรวมศูนย์อำนาจประเทศไว้ที่สภาฯ เพียงแห่งเดียว ที่หากพรรคการเมืองใหญ่ พรรครัฐบาลคุมเสียงข้างมากไว้หมด ก็เสี่ยงต่อการเกิดสภาพ เผด็จการรัฐสภา เหมือนในอดีต
ในส่วนของกลุ่มรีโซลูชั่น เบื้องต้นพบว่าจะส่งคนไปชี้แจงหลักการ-เหตุผลในการเสนอร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา รวม 5 คน ประกอบด้วย ปิยบุตร แสงกนกกุล , พริษฐ์ วัชรสินธุ, ณัชปกร นามเมือง จากกลุ่มไอลอว์, ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในยุค คสช. ที่ปัจจุบันมีบทบาทไม่ใช่น้อยกับม็อบ 3 นิ้วที่ผ่านมา และมีข่าวว่าการเลือกตั้งรอบหน้าจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในสังกัดพรรคก้าวไกล, เอกรินทร์ ต่วนศิริ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่เคลื่อนไหวในกลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง
สำหรับเนื้อหา-ประเด็นหลักๆ ในร่างแก้ไข รธน.ฉบับดังกล่าว จะมีด้วยกัน 4 ประเด็นหลัก ภายใต้สโลแกนที่กลุ่มรีโซลูชั่นใช้ในการรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชนเสนอแก้ไข รธน.คือ ล้ม-โละ-เลิก-ล้าง ได้แก่
1.ล้มวุฒิสภา
โดยให้ ส.ว.ชุดปัจจุบัน 250 คน ที่มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ ด้วย พ้นสภาพทันทีหลังมีการแก้ไข รธน.สำเร็จแล้วให้ใช้ระบบสภาเดี่ยว มีแต่สภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องมีวุฒิสภาอีกต่อไป
2.โละศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันทั้งหมด ในลักษณะเซตซีโรหมด
แล้วนับหนึ่งใหม่ แก้ไขเรื่องที่มา-กระบวนการคัดเลือก-เพิ่มระบบตรวจสอบการใช้อำนาจ เช่น เรื่องที่มาตุลาการศาล รธน. ก็ให้สภาฯ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีอำนาจในการเสนอรายชื่อบุคคลเป็นตุลาการศาล รธน.ได้ฝ่ายละ 3 คน โดยให้สภาฯ เป็นผู้ลงมติเห็นชอบรายชื่อ ซึ่งประเด็นดังกล่าวน่าจะโดนโต้แย้งว่า จะเปิดช่องให้นักการเมืองเข้าแทรกแซงครอบงำศาล รธน.และองค์กรอิสระอื่นๆ ได้ จนอาจเกิดวิกฤตศาล รธน.และองค์กรอิสระขึ้นอีกครั้งแบบในยุคระบอบทักษิณ
3.ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศ โดยเสนอให้ตัดทิ้งมาตรา 257-261 ออกทั้งหมด
4.ล้างมรดกรัฐประหารจากยุค คสช.
โดยให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 เพื่อทำให้คำสั่ง คสช.และหัวหน้า คสช.มีผลเป็นโมฆะทั้งหมด ที่หากทำสำเร็จ ก็อาจเป็นช่องทางให้นำไปสู่การหาช่องเช็กบิลขั้วอำนาจเก่า คสช.ได้
จึงไม่แปลกที่เมื่อหลายคนเห็นเนื้อหาร่างแก้ไข รธน.ฉบับ ล้ม-โละ-เลิก-ล้าง ดังกล่าวของกลุ่มรีโซลูชั่นที่มีปิยบุตรเป็นหัวหอก เขียนพิมพ์เขียวร่างแก้ไข รธน.ฉบับดังกล่าว ที่เนื้อหาเป็นการ ดับเครื่องชนทั้งรัฐบาลพลเอกประยุทธ์-วุฒิสภา-ศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ-พรรคพลังประชารัฐ เลยทำให้แวดวงการเมือง พอจะประเมินได้ไม่ยากว่า ร่างแก้ไข รธน.ดังกล่าวจะได้ไปต่อในวาระสอง-วาระสาม หรือจะจบลงแค่ตอนโหวตออกเสียงในวันพุธที่ 17 พ.ย.นี้เท่านั้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เร่งปิดจ๊อบ‘โกงสอบท้องถิ่น’ป.ป.ช.หวังกู้มือปราบโกง
คดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำลังได้รับการจับตาจากสังคมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในมือขององค์กรปราบโกงอย่าง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมี นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข เป็นประธาน ที่เหมือนเป็นเจ้าภาพหลักในการตรวจสอบครั้งนี้
สถานการณ์“ไทย-กัมพูชา”ยังเปราะบาง เช็กการบ้านเตรียมความพร้อมชายแดน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 "สส.กังฟู" วสวรรธน์ พวงพรศรี
สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม
สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง
โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง
ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

