
มีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้แกนนำคณะราษฎรที่ชุมนุมปราศรัยเมื่อวันที่ 10 ส.ค.63 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นการล้มล้างการปกครองฯ
ฝ่ายหนึ่งมองว่า เป็นการเตือน ม็อบ 3 นิ้ว อย่าแตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ในขณะที่ฝ่ายมั่นคงน่าจะบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมเข้มข้นขึ้น ทำให้แกนนำต้องกลับไปตั้งหลักเพื่อกำหนดทิศทางต่อสู้ใหม่ ส่งผลให้อุณหภูมิความร้อนแรงของการเมืองนอกสภาลดลง
แต่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการเติมไฟให้การชุมนุมจะเริ่มมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นการกระชากหน้ากาก ปฏิรูป เป็นแค่วาทกรรม พร้อมทั้งเลิกประนีประนอม ปิดประตูตายในการเจรจา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหวเครือข่ายภาคประชาชนในนาม กลุ่มไม่เอาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ออกยืนยันข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ 10 ข้อ ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ได้ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2564 แม้จะไม่ได้มีมวลชนออกมาชุมนุมอย่างมืดฟ้ามัวดินอย่างที่คาดการณ์กัน แต่ก็เห็นถึงเค้าลางของความรุนแรงที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง
เมื่อฝ่ายม็อบ “ถอดรหัส” อีกฝ่าย ประกาศชักธงรบชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้อง “กระมิดกระเมี้ยน” ในการใช้คำที่ต้อง “ตีความ” อีกต่อไป จึงไม่แปลกที่ ยุทธศาสตร์ การชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะเคลื่อนไหวในนาม “กลุ่มไม่เอาระบอบสมบูรณาสิทธิราชย์” ยกระดับที่ “ระบอบ” และ “โครงสร้าง” มากกว่าตัวบุคคลหรือสถาบันฯ ที่มีการกล่าวอ้างกัน
เพียงแต่ ยุทธวิธี ในการรบของม็อบก็คงไปได้ไม่ไกลมากกว่านี้ ด้วยเหตุผล 3 ประการ
- การชุมนุมปราศรัย ขยายแนวคิด-อุดมการณ์ ขัดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวร่วมบางส่วนที่เริ่มอ่อนล้า โดยเฉพาะแกนนำม็อบ 3 นิ้ว ที่นำทัพในการชุมนุมเดินเข้า-ออกคุก เป็นว่าเล่น
- “กลุ่มฮาร์ดคอร์–การ์ด” ถูกจับกุม-คุมขัง ดำเนินคดีเช่นกัน บางส่วนถอยไปตั้งหลัก บางส่วนยังคง “เสพติดความรุนแรง” และเชื่อมั่นในแนวทาง “อนาธิปไตย” จะนำไปสู่ชัยชนะ หลังทุกทางในการเรียกร้อง “ถูกปิดตาย” แต่ขณะเดียวกัน “ความรุนแรง” ก็เป็นตัวบั่นทอน ทำลายมวลชนให้ถอยห่างจากการชุมนุม
- กลุ่มต่อต้านในโลกโซเชียลมีเดีย เป็นกลุ่มที่มีพลังในการขยายมวลชนได้มาก แต่เริ่มตั้งหลัก เรียนรู้ ในการสื่อสารอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ต้องการถูกฟ้องร้อง ดำเนินคดี กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง จึงใช้วิธีในการสื่อสารทางความคิดบนคีย์บอร์ดแทน
แต่อย่าลืมว่า ม็อบเด็ก ยุคดิจิทัล สามารถเรียนรู้และเท่าทันกับเหล่าบรรดา “นักคิด-นักวิจารณ์” ทั้งหลายได้ ไม่เหมือนแกนนำยุคเก่า ที่ยังต้องพึ่ง “นักวิชาการ-อาจารย์" เป็นผู้นำทางในการต่อสู้ กำหนดประเด็นในการเคลื่อนไหวเสียทั้งหมด เหล่าบรรดา “ศาสดา” ที่ถูกมองว่าชี้นิ้วบงการ ในความเป็นจริงอาจเป็นแค่เครื่องจักรผลิตชุดข้อมูลให้เท่านั้น
เพราะ “ม็อบเด็ก” มีความเป็นตัวของตัวเอง และเชื่อมั่นในการต่อสู้ อาจถึงขั้นว่า ไม่ค่อยฟังใคร แม้รู้ว่าสู้ไปก็ยากที่จะชนะ โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปี ที่โครงสร้างในระบอบฯ ปัจจุบันยังเข้มแข็ง และยังมีประชากรรุ่นเก่า-รุ่นกลาง ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแต่ก็ยังฝืนเดินหน้าสู้ต่อไป
แม้จะมีคำแนะนำ ข้อเสนอแนะ ให้ลดเพดานและปรับ “ยุทธวิธี” ใหม่ เพื่อออมกำลัง-รอเวลาที่เหมาะสม แต่ก็เหมือนยิ่งห้ามยิ่งยุ
จึงไม่แปลกถ้าการต่อสู้นับจากนี้จะขยับและยกระดับความเข้มข้นในประเด็นที่หมิ่นเหม่ สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายไปเรื่อยๆ จนกว่าฝ่ายตรงข้ามจะโรยรา-เพลี่ยงพล้ำไปเอง
ขณะที่ “ขาแรง” ที่เชื่อในวิธีสร้างความวุ่นวายเพิ่มมากขึ้น ให้เกินกว่าที่รัฐจะควบคุมได้ ยังคงเดินหน้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ ด้วยความเชื่อว่า “ตำรวจ-ทหาร” ควรอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่มุ่งรับใช้ผู้มีอำนาจเท่านั้น
บรรยากาศการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ “ปักธง” เปลี่ยนโครงสร้างในขณะนี้ จึงดำรงอยู่แบบทรงๆ ยากที่จะเพิ่มมวลชน หรือไปผนึกรวมกับ "ม็อบการเมือง” ที่หวังโค่นล้มรัฐบาล “รัฐบาลบิ๊กตู่” ซึ่งกลุ่มหลังนี้นับวันยิ่งถอยห่าง และไม่ยุ่งเกี่ยวกับประเด็นที่คาบเกี่ยวกับความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
สถานการณ์ในปัจจุบันจึงเปรียบเหมือนการประกาศสงครามที่ชัดเจนขึ้นของม็อบสามนิ้ว ภายใต้ความได้เปรียบของคู่ต่อสู้ ที่พรั่งพร้อมไปด้วยสรรพกำลัง ความชอบธรรม ตามระบอบ และกฎหมายทุกประการ
ในช่วง 3-5 ปีนี้ “ยุทธวิธี” ที่ใช้ ไม่น่าจะได้รับชัยชนะหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากนัก คงทำได้แค่ “ปักธง” กล่าวถึงสถาบันฯ ในทุกพื้นที่สาธารณะมากขึ้น รอคนในรุ่นถัดไปมารับไม้ต่อข้อเรียกร้องทะลุเพดานที่จุดพลุไว้ในช่วงนี้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เบื้องหลังโผครม.'อนุทิน2' จัดสมดุลอำนาจ-ฝ่าวิกฤตศก.
หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
ประธานศาล รธน. มั่นใจสรรหาตุลาการศาลคนใหม่ จะผ่านอะไรมาความเป็นอิสระก็อยู่ตลอด
ประธานศาลรธน. มั่นใจความเป็นอิสระของตุลาการศาล แม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผ่านความเห็น ชอบ สว.สีน้ำเงิน ชี้ มาตามกลไก รธน. 60 ด้าน "อุดม" พ้อ เจ็บช้ำน้ำใจถูกมองมาจาก สนช. เป็นผลไม้พิษ ถูกคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แม้ จะ ผ่านสว. ก็ไม่ติดใจ สามารถเช็ค ประวัติได้ ยก เพิ่งรู้มีขั้นตอน สส. ร่วมตรวจสอบคุณสมบัติด้วย
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว
ศาลรธน. แจงคดีบาร์โค้ด เปิดไต่สวน 'กกต.' หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักฐาน
'นครินทร์' เผยความคืบหน้าคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รอ กกต.-ผู้ตรวจฯ ส่งพยานหลักฐาน ชี้แจงเคลียร์ไม่ต้องเปิดไต่สวน ลับหรือไม่อยู่ที่ข้อกฎหมาย ดุลพินิจของตุลาการแต่ละคน ลั่นยึดรัฐธรรมนูญตัดสินคดี
ร้องผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ รมต. '2 บิ๊กเพื่อไทย'
'ศรีสุวรรณ' ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 'สุริยะ-ประเสริฐ' มีคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีได้หรือไม่
อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.
คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’

