
ทุนจีนสีเทา ผุดขึ้นรายวัน แทรกซึมอยู่เกือบทุกหน่วยงานรัฐ จุดเริ่มต้นมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลเข้าทลายผับ จินหลิง ของนายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือตู้ห่าว แหล่งอบายมุขทั้งยาเสพติด บ่อนการพนัน แหล่งฟอกเงิน ขยะที่ซุกอยู่ใต้กระบวนการยุติธรรมไทยมานานหลายปีถูกปัดกวาดด้วย “เฮียชู” นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ อดีตนักการเมืองและอดีตนักโทษคดีอาญา
เศษเงิน “ตู้ห่าว” ซื้อเจ้าหน้าที่รัฐนับตั้งแต่ต้นธารกระบวนการยุติธรรมคือ “ตำรวจ” การเข้าทลายผับครั้งนั้น ผู้บังคับใช้กฎหมายกลับยื่นมืออุ้มผู้ทำผิดให้หลุดพ้นความผิด แต่ด้วยที่ชูวิทย์ กัดไม่ปล่อย ทำงานเชิงสืบสวนคู่ขนานกับตำรวจ สังคมเฝ้าจับจ้อง ทำให้ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีจินหลิงตั้งแต่ระดับรองผู้การ-ผบ.หมู่ ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อนหลายราย
ต้นตอปัญหาขบวนการจีนเทาเข้ามาอาศัยแผ่นดินไทยกระทำความผิดถูกเปิดโปง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม.ประตูด่านแรกรับ พบมีการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์จำนวนมหาศาล อำนวยความสะดวกในการต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนชนิดวีซ่า จัดตั้งมูลนิธิ สมาคม โรงเรียนสอนภาษา เป็นฉากบังหน้าแสวงหาประโยชน์ ลำพังคนจีนทำไม่ได้แน่นอนถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐช่วย “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ได้รับมอบหมายจาก “บิ๊กเด่น” พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สะสางปัญหาซุกมานาน ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง นำไปสู่การเตรียมแจ้งข้อหา 110 ตำรวจ ตม.ตั้งแต่ระดับนายพลไปจนถึง ผบ.หมู่
ถึงแม้ขณะนี้ “ตู่ห่าว” จะยังอยู่ในเรือนจำ แต่บริวารรอบกายที่อยู่ข้างนอก ทั้งตำรวจ ทหาร นักการเมือง เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม ยังมีอีกมากที่แว่วว่ามีความพยายามวิ่งเต้นล้มคดีเหมือนที่เคยทำได้มาก่อน จากหนักให้เป็นเบา จากเบาให้กลายเป็นหลุด
ผลประโยชน์คู่กับตำรวจ กลุ่มจีนเทาหยั่งรากฝังลึกหลายสิบปี ไม่มีเฉพาะกลุ่มของตู้ห่าว “ทุนจีนเทา” เข้าสู่สภา เมื่อ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เปิดโปงการทุจริต คอร์รัปชัน เอื้อประโยชน์กลุ่มคนจีนนอกกฎหมายจากเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมือง
หยู ซินฉี ประธานสมาคมจีนจื้อกงแห่งอาเซียน, ประธานสมาคมมณฑลส่านซีแห่งประเทศไทย ตัวละครใหม่ จากการป้อนข้อมูลจากชูวิทย์ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 30 ปี แฟลตฟอร์มเดิม เมื่อเข้ามาไทยพยายามต่อสายสัมพันธ์ถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ร่วมถ่ายรูปในเฟรมเดียวกันสร้างบารมีให้กับตัวเอง แล้วนำไปแอบอ้างตั้งสมาคม มูลนิธิต่างๆ เพราะพื้นฐานคนจีนแล้วเชื่อว่าใครที่สามารถตั้งสมาคมได้คือคนที่น่ายอมรับ จึงอาศัยช่องทางนี้ชักชวนคนจีนเข้าร่วมลงทุน คนจีนที่จะเดินทางเข้าไทยหรือต้องการวีซ่าต้องผ่านสมาคม อาศัยแผ่นดินไทยก่ออาชญากรรมกันเป็นขบวนการ
การอภิปรายของ ส.ส.โรม ถ่ายทอดไปทั่วประเทศ สำทับด้วยชูวิทย์ออกมากระทุ้งการทำงานของตำรวจที่เรียกรับผลประโยชน์อำนวยความสะดวกต่อวีซ่าให้กับกลุ่มทุนจีน ชี้พิกัดที่อยู่ หยู ซินฉี เพียงข้ามคืน ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเข้าควบคุมตัวประธานสมาคมจีนจื้อกงแห่งอาเซียนทันที ทำงานฉับไวเพิกถอนวีซ่า แจ้งข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.เรี่ยไร และความผิดเกี่ยวกับการตั้งสมาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต
ย่ามใจเล่นใหญ่ แอบอ้างสถาบันเบื้องสูงโฆษณาแสวงหาผลประโยชน์ ความผิดอาญาแผ่นดิน ในฐานะพลเมืองดี นายชูวิทย์ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เอาผิดนายหยู มาตรา 112 เพื่อปกป้องสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทย พร้อมมอบหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมมามอบให้ตำรวจ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” โดย “บิ๊กโจ๊ก” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต้องมารับเรื่องด้วยตัวเอง และสั่งเร่งรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการเอาผิด
แฉให้สุดซอย จี้ “กรมปทุมวัน” ตรวจสอบหลังพบกลุ่มจีนเทากลุ่มใหม่ ตั้งสมาคมเถื่อนหาผลประโยชน์ “สมาคมหงเหมิน” ย่านถนนศรีวรา โดยมีนายไบ๋ เจ้ากวย มาเฟียแก๊ง 14 เค เป็นเจ้าของสมาคม ลักษณะเป็นการซ่องสุมอั้งยี่ “บิ๊กเด่น” พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์อยู่ไม่ได้ ต้องออกมาสั่งตรวจสอบข้อมูลตามที่ชูวิทย์ชี้พิกัด และให้ประสานงานกับมหาดไทย หากพบการทำผิดให้มหาดไทยกล่าวโทษดำเนินคดีทันที
คำถามตัวโตๆ ทำไมต้องให้ชูวิทย์แฉก่อนตำรวจถึงทำงาน..?? สังคมสงสัย เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ทราบหรือ ไม่มีข้อมูลหรือ หรือทราบ แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะหวั่นถูกเล่นงานมีผลต่อหน้าที่ หรือรับผลประโยชน์จนมองอะไรไม่เห็น นอกจากกลุ่มจีนเทาแล้ว การออกมาแฉข้อมูลการพนันออนไลน์ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องอย่าง “สารวัตรซัว” เจ้าพ่อพนันออนไลน์รายใหญ่ของไทย
ซึ่งการข่าวมีการจ่ายเงินให้กับผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ "นายพล จ." เป็นแบล็กเคลียร์เส้นทางธุรกิจสีเทา หรือแม้กระทั่งคดีตำรวจ สน.ห้วยขวาง งามหน้ารีดเงินดาราสาวชาวไต้หวันขณะตั้งด่าน จนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลกถึงการคอร์รัปชันของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย โดยนายชูวิทย์ต้องวิ่งหาหลักฐาน พยานบุคคล สู้กับตำรวจที่ปกป้องกันเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง หลักฐานมัดแน่นดิ้นไม่หลุดหมดอนาคตเครื่องแบบสีกากี
การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจจะมาเช้าชามเย็นชามเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ ในเมื่อมีคณะกรรมการการตรวจสอบจากภาคประชาชน รวมทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ (ITA) แต่ไฉนจึงต้องให้ภาคประชาชนออกมาแฉถึงจะออกมาแอคชั่นแบบขอไปที ทำไปทีให้พ้นๆ ไป
ถ้าไม่มีนายชูวิทย์ออกมากระทุ้งขบวนการทุนจีนสีเทาจะถูกกระชากหน้ากาก เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมืองจะยังเสพสุขกับเงินสกปรก สร้างความฉิบหายให้กับประเทศต่อหรือไม่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"
เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์
วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง
กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ
เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ
สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'
สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน
รุมจวก‘โรม’เพ้อเจ้อโกงสอบ
“อนุทิน” ฟาด “โรม” พูดไม่มีข้อมูลจริง จับโยงให้เอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ยันไม่มีหน้าที่ดูทีโออาร์ “วรศิษฎ์” ตอก พูดข้อเท็จจริงไม่ครบ
'อนุทิน' ฟาด 'รังสิมันต์' ชอบพูดคาดเดาตามสติปัญญาที่มี ยันไม่เกี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานกรรมาธิการ มีการอ้างชื่อนายกรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น

