ทนเสียงทักท้วงจนรัฐบาลเพื่อไทยไม่สามารถฝ่ากระแส ลุยไฟ ไปไหว หลังคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อน โครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ที่มี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ต้องยอมถอยจากการแจกเงินถ้วนหน้า ตั้งแต่ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป
ด้วยการปรับ 3 หลักเกณฑ์ใหม่ 3 ข้อคือ 1.ตัดกลุ่มที่มีเงินเดือนเกิน 2.5 หมื่นบาท และหรือผู้มีบัญชีเกิน 1 แสนบาท 2.ตัดกลุ่มผู้มีเงินเดือนเกิน 5 หมื่นบาท และหรือมีเงินในบัญชีเงินฝากเกิน 5 แสนบาทออกไป และ 3.ให้สิทธิ์เฉพาะผู้มีบัตรคนจนจำนวน 15-16 คน เพื่อประหยัดงบประมาณลง
นอกจากนี้ยังเลื่อนจ่ายเงินจาก 1 ก.พ.2567 ออกไปก่อน เพื่อรอให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 มีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.-พ.ค.67 และโครงการนี้จะใช้งบประมาณเป็นหลัก หลีกเลี่ยงการกู้เงิน ซึ่งจะเป็นทางออกท้ายๆ โดยข้อเสนอดังกล่าวเตรียมชงให้คณะกรรมการชุดใหญ่ที่มี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน เป็นผู้เคาะในขั้นตอนสุดท้าย
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วิเคราะห์สาเหตุรัฐบาลเพื่อไทยต้องเปลี่ยนท่าที กรณีแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท
1.จะใช้งบประมาณแผ่นดินปี 2567 กว่า พ.ร.บ.งบประมาณปีนี้จะผ่าน ก็ 17 เมษายน 2567 ใช้ก่อนไม่ได้ ผิดกฎหมาย
2.จะใช้มาตรการกึ่งการคลัง ยืมเงินออมสิน ออมสินบอกช่วยได้บางส่วน แต่พอถามกฤษฎีกา กฤษฎีกาตอบว่า ขัดกับ พ.ร.บ.ธนาคารออมสิน ไม่สามารถทำได้
3.จะกู้เงิน ก็เกรงโดนด่าทั้งประเทศว่า กู้มาแจก สร้างหนี้ให้ลูกหลาน จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา ก็ไม่มีเหตุผลฉุกเฉินจำเป็น และอาจขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ
4.ทางออกที่เหมาะสมแล้วคือ ใช้งบประมาณแผ่นดินจากการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ลดขอบเขตการแจก และการขยับวันแจกเป็นปลายเมษายน หรือต้นพฤษภาคม หลัง พ.ร.บ.งบประมาณผ่านสภา
"บทเรียนสำหรับพรรคการเมืองในเรื่องนี้คือ การเสนอนโยบายต้องมองความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ไม่ใช่พูดตัวเลขประชานิยมใหญ่โต แล้วเป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน ถึงเวลาก็มีข้อจำกัดมากมาย ไม่สามารถทำได้จริง ทำให้ต้องเสียหน้า เสียความน่าเชื่อถือ และหากจะดึงดันต่อ ก็อาจสูญเสียมากกว่านั้น" นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้ การยอมถอยจากเงื่อนไขเดิมที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงลง ด้านหนึ่งอาจเป็นผลดี เพราะรับฟังเสียงคัดค้านจาก อาทิ แบงก์ชาติ รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์และองค์กรอิสระดังกล่าว ที่ออกมาให้คำนึงขั้นตอนทางกฎหมายและวิธีทางงบประมาณ ที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย
หากไม่ฟังอาจทำให้คนในรัฐบาลเพื่อไทยมีชะตากรรมซ้ำรอยใน โครงการรับจำนำข้าว ที่สังเวยด้วยการติดคุก และ อดีตนายกฯ-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหนีคดีอยู่ต่างประเทศ โดยยังมีหนี้อีกประมาณ 2 แสนล้านบาท ที่ยังไม่หมด และคนไทยต้องตามเช็ดตามล้าง
แต่ในทางการเมืองถือเป็นความพ่ายแพ้ เนื่องจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตถือเป็นเรือธงของพรรคเพื่อไทย ที่หวังจะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และหวังกอบกู้ภาพลักษณ์ทางการเมือง หลังผสมพันธุ์ข้ามขั้วกับ พรรค 2 ลุง จนเกิดล้มละลายทางวิกฤตศรัทธา หรือหมดสภาพความน่าเชื่อถือ ซึ่งสุดท้ายก็ทำไม่ได้
ไม่นับคำถามที่ตามมาอีกมากมาย เช่น นิยามของคนที่รวยหรือคนจนเป็นเช่นใด เอามาตรฐานตรงไหนเป็นผู้กำหนด รวมทั้งคนที่ไม่ได้เงินส่วนใหญ่ก็เป็นผู้จ่ายภาษี แต่สุดท้ายก็รับกรรมตกเป็นหนี้อย่างถ้วนหน้า ฯลฯ
รวมถึงข้อพิรุธเรื่องผู้จัดทำซูเปอร์แอปในโครงการนี้ แทนที่จะใช้ แอปเป๋าตัง เดิม โดยมีผู้ตั้งข้อสังเกตใช้งบประมาณสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท และจะรั่วไหลไปอยู่ในมือใครหรือไม่
จนขณะนี้โลกโซเชียลได้ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ "เพื่อไทยตระบัดสัตย์" อีกครั้ง พร้อมพยายามโยงเรื่องอื่นๆ ขุดขึ้นมาโจมตี
อย่างเช่น พรรคร่วมรัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทย โหวตคว่ำญัตติการขอให้สภาฯ พิจารณาเห็นชอบ และแจ้งให้ ครม.ดำเนินการออกเสียงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นผู้เสนอ โดยมีสาระสำคัญให้มี ส.ส.ร.จากการเลือกตั้ง 100% รวมถึงเปิดทางให้แก้ไขหมวด 1 และ 2
ทั้งที่ช่วงหาเสียง คนพรรคเพื่อไทย แม้แต่ นายกฯ เศรษฐา ประกาศเอาไว้ว่าจะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่การประชุม ครม.นัดแรก โดยให้ทำประชามติโดยกระบวนการ ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยเร็ว
แต่ถึงเวลาเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยเลือกซื้อเวลาตั้งคณะกรรมการศึกษาการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ที่ใช้เวลาแก้ไขประมาณ 4 ปี หวังพยุงรัฐบาลให้บริหารประทศครบวาระ ก่อนเลือกตั้งด้วยกติกาและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่สนใจว่าจะใช้งบประมาณทำประชามติกี่ครั้ง จะสิ้นเงินไปกี่หมื่นล้านบาทก็ตาม
ยิ่งล่าสุดพรรคเพื่อไทยจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการชุดใหม่ ในวันที่ 27 ต.ค. โดยมีชื่อ "อุ๊งอิ๊ง" แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรค หวังนำทัพต่อสู้กับพรรคก้าวไกล ด้วยการดึงคะแนนคนรุ่นใหม่ให้กลับคืนมา
แต่คำถามคือ "อุ๊งอิ๊ง" จะทำได้หรือไม่ โดยเฉพาะวิกฤตศรัทธาที่พรรคสีแดงยังไม่สามารถกอบกู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจับมือกับพรรคสองลุง ส่วนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท ที่ดูแล้วไม่ตรงปกอย่างที่คุยโวเอาไว้
สำคัญสุด “ผู้นำพรรคคนใหม่” ยังไม่สามารถพิสูจน์ผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าประสบความสำเร็จอะไรมาบ้าง นอกจากเป็นคน ตระกูลชินวัตร รวมถึงความเป็นอิสระ ว่าจะสลัดร่างทรงของคนชั้น 14 ได้หรือไม่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สถานการณ์“ไทย-กัมพูชา”ยังเปราะบาง เช็กการบ้านเตรียมความพร้อมชายแดน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 "สส.กังฟู" วสวรรธน์ พวงพรศรี
สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม
สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง
โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง
ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท
นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่
การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”

