
“อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เสียคะแนนมากที่สุด แม้จะเป็นเกมจี้จุดอ่อนเพื่อดิสเครดิตจากฝ่ายตรงข้ามพรรคก้าวไกล ซึ่งดาหน้าออกมาขยับกันเป็นเครือข่าย และเปิดแนวรบเป็นระลอก"
ไม่รู้ว่าจะเรียกว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัด หรือ สนิมเกิดแต่เนื้อในตน สำหรับพรรคก้าวไกล ที่ต้องเจอกับความยากลำบากสุดแสนสาหัสในการก้าวเข้าไปมีอำนาจในฝ่ายบริหาร หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แถมยังกลายสภาพเป็นฝ่ายค้านที่โดดเดี่ยว มีปัญหาภายในพรรครุมเร้า อันเกิดจากปัญหาส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนฝ่ายตรงข้ามหยิบจับไปดิสเครดิตด้วยวิธีย้อนแนวคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตย สร้างบรรทัดฐานคุณค่าความดีงาม รังสรรค์มาตรวัดที่เหนือกว่าคนในอาชีพนักการเมืองด้วยกัน กลายเป็น หลุมดำ ที่เป็นกับดักให้ตัวเอง
จากแนวคิดของพรรคที่เปิดกว้างให้คนทุกสาขาอาชีพได้เข้ามาเสนอตัวเพื่อเป็นผู้สมัคร สส.หน้าใหม่ให้กับประชาชนได้ลองเลือกใช้ในช่วง “เบื่อลุง” ประกอบกับกระแสพรรค “ติดลมบน” จากการทำตลาดในโซเชียลมีเดีย ทำให้นักการเมืองจากพรรคก้าวไกลเดินเข้าสภาเป็นจำนวนมาก กลายเป็นผู้ทรงเกียรติที่มีสถานะทางสังคมมากกว่าเมื่อก่อน แต่ก็ไม่มีผู้บริหารหรือคนในพรรคเข้าถึงพฤติกรรมส่วนตัวของแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง
หลายครั้งที่พรรคพยายามอธิบายเรื่องกระบวนการกลั่นกรองคน คู่ขนานไปกับหลักคิดเรื่องบรรทัดฐาน ความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพ เพศสภาพ ตามทฤษฎีตะวันตก ควบคู่ไปกับการต่อสู้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของภาคประชาชน แต่มันก็มีความย้อนแย้งในเรื่องของปฏิบัติที่คนในพรรคใช้บรรทัดฐานอธิบายต่างกัน
ไม่เท่านั้น ความรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ในค่านิยมทางการเมือง ที่พรรคเรียกร้องมาตลอดว่าผู้มีอำนาจ หรือนักการเมือง ต้องตระหนักและต้องกล้าแสดงออกในสิ่งเหล่านี้ เช่นเดียวกับนักการเมืองในประเทศที่มีการพัฒนาการเมือง อย่าไปอยู่ในวังวนของการเมืองแบบเก่าที่เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ และความล้าหลัง
แต่ดูเหมือนว่า “หลักการ” เหล่านั้นถูกฝ่ายตรงข้ามนำกลับมาทิ่มแทงอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งการแยกตัวไปของหัวขบวนทางความคิดของ “คณะก้าวหน้า” ที่ต้องหมอบให้กับปฏิบัติการ “สมรู้ร่วมคิด” ของผู้มีอำนาจพรรคตัวจริง
นโยบาย จุดยืนที่เคยประกาศกร้าว ปักธงในการหาเสียง ถูกงัดออกมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกรณี 2 สส.ที่ถูกร้องเรียน คุกคามทางเพศ จากเพจไอโอ กับการเมืองฝ่ายมีอำนาจ “รุมกินโต๊ะ” พรรคก้าวไกลจากทุกทิศทุกทาง
ที่สำคัญคือ ข้อหาต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นมาตั้งโจทย์คำถามนั้น เริ่มต้นจาก “ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์” อันเกิดจากจุดอ่อนของคนในพรรคเองที่ไม่สามารถบ่มเพาะพฤติกรรมให้เป็นไปตามแนวทางที่พรรคประกาศไว้ และการแก้ไขปัญหาที่ออกมาก็ไม่ได้รับการตอบรับจากกระแสสังคม หรือแฟนคลับของพรรคก้าวไกลที่เคยประทับใจในช่วงการเลือกตั้งเท่าที่ควร
อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ “เสียคะแนน” มากที่สุด แม้จะเป็นเกม "จี้จุดอ่อน” เพื่อดิสเครดิตจากฝ่ายตรงข้ามพรรคก้าวไกล ซึ่งดาหน้าออกมาขยับกันเป็นเครือข่าย และเปิดแนวรบเป็นระลอก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง
แนวทางเดียวที่พรรคจะดำรง หลักการ เอาไว้ได้คือ การใช้กลไกของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ จัดการยุติปัญหาอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าใช้มติพรรคแก้ปัญหา และรอ “สปิริต” จากคนในข่าว ก็จะถูกอีกฝ่ายจี้ไปที่อุดมการณ์ของพรรคอย่างไม่จบสิ้น
จึงไม่แปลกที่ ชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรค จะโพสต์เฟซบุุ๊กในวันรุ่งขึ้นหลังสมาชิกพรรคที่ไม่ได้รับการโหวตให้พ้นจากพรรคยังคงเดินหน้าตอบโต้ข้อมูลของอีกฝ่าย แถมใช้วิธีการ “โค้งคำนับ” ในช่วงของการแถลงข่าว จนกลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาพูดอย่างขบขัน
ผมได้ฟังการแถลงของคุณไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ แล้ว และมีความเห็นส่วนตัวว่า แม้คุณไชยามพวานจะแถลงว่าน้อมรับมติของพรรคและขอโทษ หากเห็นว่าการกระทำของตนเองถือเป็นการคุกคามทางเพศ แต่เมื่อพิจารณาสาระสำคัญในการแถลงแล้วจะเห็นได้ว่า คุณไชยามพวานไม่ได้สำนึกหรือยอมรับว่าพฤติการณ์ของตนนั้นเข้าข่ายเป็นการคุกคามทางเพศแม้แต่น้อย และไม่ได้ขอโทษต่อผู้เสียหายอย่างจริงใจ
โดยจะเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคอีกครั้งว่า การกระทำจากการแถลงข่าวครั้งนี้เป็นไปตามมติพรรคหรือไม่ และถ้าขัดมติก็จะเข้าสู่กระบวนการทางวินัย หากผิดจริงก็ต้องให้พ้นจากสมาชิกพรรคต่อไป
ก็จะเหมือนกับกรณีของ วุฒิพงศ์ ทองเหลา สส.ปราจีนบุรี ที่พรรคมีมติให้พ้นจากการเป็นสมาชิก และต้องไปหาพรรคใหม่อยู่ภายใน 90 วันตามรัฐธรรมนูญ
แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะมีพรรคไหนกล้ารับ 2 สส.เข้าไปเป็นสมาชิกพรรค เพราะกรณีที่เกิดขึ้นจะต่างจากกรณีของ “ศรีนวล บุญลือ” อดีต สส.เชียงใหม่ ที่เคยอยู่พรรคอนาคตใหม่ และย้ายไปพรรคภูมิใจไทย หรือแม้กระทั่ง "กลุ่มสามมิตร” ที่ย้ายจากพลังประชารัฐไปซบพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นเรื่องการหาที่ยืนทางการเมือง
นั่นเป็นเพียงการ จั่วหัว ในเกมเปิดแผลพรรคส้มที่หลายฝ่ายพร้อมจะ “ยำใหญ่” ไปด้วยกัน เพราะทุกพรรคตกชั้นลงมาในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คงไม่อยากให้ก้าวไกลแข็งแกร่งไปกว่านี้
นอกจากเป็นคู่แข่งของนักการเมืองด้วยกัน ก้าวไกลยังเป็น “ศัตรู” ของฝ่ายจารีตที่มุ่งหวังไม่ให้พรรคขาดเอกภาพ ลดความน่าเชื่อถือ โดยใช้วิธีเปิดโปงเนื้อในที่ไม่ได้เป็น “ของจริง”
จึงไม่แปลกที่ตอนนี้จะมี “พันธมิตร” ออกมาเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงในการตรวจสอบอย่างแข็งขัน ทั้งเสื้อเหลือง-เสือแดง เพจเครือข่ายที่รับลูกกันเป็นระบบ
ที่น่าสนใจคือปฏิกิริยา “รุกรบ” ของ สส.พรรคส้ม ก็ไม่ได้แข็งกร้าวใช้สไตล์ถือไมค์ไฮด์ปาร์กเรียกมวลชนเหมือนเมื่อก่อน แต่ใช้กลไกสภาในการทำหน้าที่กรรมาธิการฯ ตรวจสอบตามระบบ พัฒนาการทำงานไปตามวัยวุฒิและคุณวุฒิ โดยมีคดีความในชั้นศาลกำลังไล่ล่า ตามติด หายใจรดต้นคออยู่หลายคน
ยิ่งเมื่อเจอมาตรการ “ไม้นวม” จากรัฐบาลในการใช้ภาษาดอกไม้พูดคุยทำความเข้าใจ เชื้อเชิญมาพบปะกับหน่วยงานที่เป็นปัญหา ลดระดับความเข้มข้นในการเกาะติดประเด็นต่างๆ ลง ภาพที่ออกมาจึงไม่ได้ดั่งใจแฟนคลับพรรคก้าวไกลเท่าใดนัก
แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ก้าวไกล” เองก็มีข้อจำกัดในเรื่องของข้อมูลเชิงลึก และมีแหล่งข้อมูลอย่างจำกัด การตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลต่างๆ “ยังเป็นรอง” นักการเมืองชั้นอ๋องอย่างพรรคประชาธิปัตย์
การเลือกประเด็นตรวจสอบกองทัพตามยุทธวิธี “ชนกับทหาร” ก่อน “ชนเพดาน” ตั้งแต่เรือดำน้ำ ไอโอกองทัพ หรือการยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรนั้นยังเป็นข้อมูลชั้นต้น ทำให้ฝ่ายรัฐกล้อมแกล้มพอชี้แจงได้
โดยเฉพาะเรื่องการยื่นยกเลิก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ตามการเสนอของ “รอมฎอน ปันจอร์" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เข้าชื่อร่วมกันกับ สส.ภายในพรรคเสนอต่อสภานั้น เมื่อจัดจำแนกแล้วก็ถือว่าเป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงิน ที่คงไปไม่ถึงสุดทาง
เนื่องจากเข้าองค์ประกอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ที่บัญญัติว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อสภา หากเป็นร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวด้วยการเงิน จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี
นั่นก็คือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ต้องเซ็นชื่อรับรองให้ ทางสภาถึงจะบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการพิจารณาของสภาได้ โดยหากนายเศรษฐาไม่เซ็นรับรอง ก็ไม่สามารถส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวไปบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ ซึ่งล่าสุดประกาศชัดว่า “ไม่ยุบ กอ.รมน.”
พร้อมย้ำว่า ไม่อยู่ในนโยบาย “เพื่อไทย” การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่วิธีหักโค่นทำลายกันและกัน แต่ก็ปรารถนาจะทำกองทัพให้ทันสมัย สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตย และจะทำให้ กอ.รมน.เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางประชาธิปไตย ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในยามวิกฤตพร้อมช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน
ส่วนเรื่อง “เรือดำน้ำ” นั้นมีมิติที่เกี่ยวพันกับยุทธศาสตร์ความมั่นคง และความขัดแย้งของมหาอำนาจ ซึ่งรัฐบาลต้องลงไปล้วงเอง นอกเหนือไปจากเรื่อง “เครื่องยนต์” ที่มีเรื่องซับซ้อนเกี่ยวกับ “ใบอนุญาต” การผลิตที่ต้องตีความว่าเป็นเยอรมนีหรือของจีน ซึ่งรัฐบาลกับกองทัพมีการตั้งคณะทำงานหารือเรื่องนี้กันให้จบในเดือน ธ.ค. โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขานุการ รมว.กลาโหม เป็นแกนกลาง
จึงไม่แปลกที่กองทัพเรือทำหนังสือเลื่อนการชี้แจงกรรมาธิการฯ ทหาร ที่มี “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” เป็นประธานออกไปก่อน และรอเวลาก่อนทุกอย่างจะคลี่คลาย
ส่วนทัพ 2 ซึ่งมี “รังสิมันต์ โรม” พร้อมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปพบ “สุทิน คลังแสง” รมว.กลาโหม ที่กระทรวงกลาโหม ศรีสมาน เพื่อตั้งโจทย์ถามในหลายเรื่อง “บิ๊กทิน” ก็เชิญผู้แทนเหล่าทัพมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมด ภาพที่ออกมาก็ชื่นมื่น
นับจากนี้การทำงานของ “พรรคก้าวไกล” ซึ่งทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้าน ตรวจสอบรัฐบาล คงไม่ราบรื่นนัก เพราะเจอกับปฏิบัติการ “ตัดกำลัง” ด้วยการเปิดแผลที่มีอยู่เต็มไปหมด ยังไม่นับคดีความของแกนนำ และความเสี่ยงที่ถูกยุบพรรคยังดำรงอยู่เป็นระเบิดเวลาที่พร้อมทำงานอยู่เสมอ
เลยไปถึงกลยุทธ์ในการสร้างมิตรในศัตรู การแบ่งกลุ่มพวก เพื่อลดทอนความเข้มแข็งของพรรคก้าวไกล ในการปักธงที่เป็นอันตรายต่อสังคม
แต่ก็ต้องเจอ “วิบากกรรม” อีกหลายเรื่อง ที่เข้าคิวถูกขุดคุ้ยมาตีแผ่ เปิดโปง อย่างไม่หยุดหย่อน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม
สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง
โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง
ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว
ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท
นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่
การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”
'อนุทิน' ปลุกทัพสีน้ำเงิน ฝ่าศึกการเมืองรอบด้าน
ในห้วงเวลาเพียงกว่า 2 เดือนของรัฐบาลที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศ อาจยังเร็วเกินไปที่จะชี้ชะตาว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถประคองตัวอยู่ครบวาระได้หรือไม่

