ดูเหมือน ‘อุ๊งอิ๊ง’ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เริ่มจะเข้าใจมากขึ้นว่า การเป็น ‘ผู้นำประเทศ’ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และไม่สามารถถ่ายทอดทางดีเอ็นเอได้
หลังจากบริหารประเทศมาสักพักใหญ่ๆ บททดสอบของการเป็นนายกฯ ของประเทศไทยเริ่มยากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในระยะหลังๆ ที่เริ่มถูกตั้งคำถามถึง ‘ภาวะผู้นำ’
ความ ‘อายุน้อย’ ของนายกฯ หญิงคนที่ 2 ของประเทศไทย ไม่ใช่สาระสำคัญ หากแต่อยู่ที่ ‘วุฒิภาวะ’ และ ‘การวางตัว’ ในช่วงที่ผ่านมา
ล่าสุด ‘แพทองธาร’ ถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องการลำดับความสำคัญ ในช่วงเดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ครั้งแรกของรัฐบาลที่ จ.เชียงใหม่ และลงพื้นที่ จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 29 พ.ย.-1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่กำลังหนักหนาสาหัสในภาคใต้
‘แพทองธาร’ ใช้เวลาลงพื้นที่อย่างเต็มที่ตลอด 3 วันที่ภาคเหนือ ในขณะที่สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ กลับมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงไป
แน่นอนว่า กำหนดการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.เชียงใหม่ ถูกกำหนดเอาไว้นานแล้ว ก่อนที่จะมีสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้
หากแต่ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ ‘แพทองธาร’ สามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมการลงพื้นที่ภาคเหนือได้ โดยอาจจะเหลือแค่การเข้าร่วมประชุม ในขณะที่กำหนดการลงพื้นที่อื่นๆ สามารถมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทำแทนได้ เพราะไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วน หรือฉุกเฉินแต่อย่างใด
ตรงกันข้ามกับสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ที่ช่วงระหว่าง ‘แพทองธาร’ อยู่ จ.เชียงใหม่นั้น กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนเดือดร้อนเป็นอย่างมาก
ในฐานะนายกฯ สามารถปรับเปลี่ยนโปรแกรมได้ทันที เช่นเดียวกับการตัดสินใจลงพื้นที่ได้ทันที
‘แพทองธาร’ ไม่จำเป็นต้องลงไปเกะกะการทำงานของเจ้าหน้าที่หน้างาน แต่การที่นายกฯ ลงไป ย่อมเห็นสภาพปัญหา และสั่งการแก้ไขปัญหาได้ทันที
ไม่เพียงการไม่รีบลงไปช่วยพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเท่านั้น ภารกิจของนายกฯ ที่ภาคเหนือก็ถูกติติงว่า ไม่ได้เร่งด่วนถึงขนาดจะละหรือมอบคนอื่นแทนไม่ได้
ทั้งการไปเดินถนนคนเดิน ทั้งการไปสวนสัตว์ ตลอดจนการพาครอบครัวเดินทางมาในครั้งนี้ด้วย ซึ่งเหมือนไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรกับสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้เลย
แม้ ‘แพทองธาร’ จะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดรามาในเรื่องนี้ว่า ไม่ได้ละเลยภาคใต้ แต่คำอธิบายดูจะยิ่งทำให้ตัวเองวิกฤตกว่าเดิม
“โอ้ คำว่าละเลยภาคใต้ สามีเป็นคนใต้ ครอบครัวสามีเป็นคนใต้ ถ้าละเลยคนใต้ ไม่รักคนใต้ แต่งงานคนใต้ไม่ได้นะคะ”
คำตอบดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์กว่าเดิมว่า นายกฯ สามารถชี้แจงด้วยการยกเหตุผลอื่นๆ ที่ฟังดูแล้วเหมาะสมมากกว่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องยกเรื่องสามีขึ้นมาเปรียบเปรย
เพราะคำตอบไม่ได้ทำให้คนฟังเข้าใจมากขึ้น แต่ยิ่งตั้งคำถามถึง ‘วุฒิภาวะ’ ว่า นี่เป็นคำตอบของคนระดับนายกฯ
ไม่เพียงเรื่องอุทกภัยในภาคใต้ เรื่องการเดินทางไปโชว์ วิสัยทัศน์ หรือให้สัมภาษณ์ในเวทีระดับชาติก็ถูกตั้งคำถามมาสักพักเหมือนกันว่า ‘แพทองธาร’ จะพาประเทศไปรอดหรือไม่ พร้อมทั้งถูกค่อนแคะว่า เป็น ‘นายกฯ ไอแพด’
โดยเฉพาะเมื่อตอนให้สัมภาษณ์กับรองประธานบริหาร Forbes Media เมื่อเดือนพฤศจิกายน นายกฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ตอบไม่ตรงคำถาม และพูดวกไปวนมา จนถูกติงแรกๆ ว่า เหมือนถามช้างตอบม้า ทั้งที่มีการส่งสคริปต์เอาไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกัน บางข้อมูล บางตัวเลข ก็สื่อสารไปผิด อย่างเช่น ตัวเลขการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา
ขณะที่เรื่องการใช้ ‘ภาษาอังกฤษ’ ที่ดูเหมือนคล่องแคล่ว ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า หลายประโยคไม่สามารถจับใจความได้ว่า ต้องการจะสื่ออะไร
ไม่เว้นแม้แต่การเล่นโซเซียลมีเดียของ ‘แพทองธาร’ ที่แน่นอนว่า ก่อนหน้านี้สามารถโพสต์อะไรก็ได้มากมาย ทั้งรูปภาพ ทั้งการแสดงความเห็น เพราะไม่ได้เป็นนายกฯ แต่เมื่อเป็นนายกฯ แล้ว กลับยังทำเหมือนเดิม ไม่ค่อยระมัดระวัง
ซึ่งแม้โซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว แต่ในเมื่อนายกฯ เป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมต้องระมัดระวังมากกว่าเก่า เพราะทุกโพสต์ ทุกคำพูด มันสะท้อนถึงประเทศได้
ล่าสุด โพสต์คำคมผ่าน Intragram story ระบุว่า…“ความคิดในเชิงลบของคุณ สะท้อนถึงความเป็นจริงในตัวคุณ” “คนที่ไม่มีความมั่นคง มักดูถูกคนอื่น เพื่อยกระดับตัวเอง” ซึ่งชวนให้ถูกตีความว่า กำลังสื่อถึงใคร หมายถึงใคร ระหว่างที่กำลังมีดรามาเรื่องอุทกภัยอยู่หรือไม่?
ถ้า ‘แพทองธาร’ เป็นบุคคลธรรมดา ก็มีสิทธิ์ แต่เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย การโพสต์อย่างนี้ยิ่งทำให้ถูกตั้งคำถามถึง ‘วุฒิภาวะ’ อีกคำรบ
ด้าน ‘สวนดุสิตโพล’ ก็เผยแพร่ผลสำรวจรอบล่าสุดพบว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนพฤศจิกายน ลดลงต่ำกว่า 5 คะแนน สะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาล ในขณะที่คะแนนผลงานของนายกฯ ก็ลดลง
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ‘แพทองธาร’ ยิ่งกลับต้องเผชิญแรงกดดันและคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ถึง ‘ความสามารถ’ และ ‘วุฒิภาวะ’
บางคนเริ่มพูดเสียงดังๆ ว่า ทำเนียบรัฐบาลไม่ใช่ ‘สถานที่ฝึกงาน’ และประเทศไม่ใช่ ‘หนูทดลอง’
หากผลงานไม่ออก ในขณะที่ผู้นำเริ่มถูกกังขาถึงความเหมาะสม จะทำให้การทำงานลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฮั้วสว.'ข้อเท็จจริง'ปะทะ'กระแส' จบที่ศาล หรือรอวันแตกหัก?
สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานี้เปรียบเสมือนฉากทัศน์ของ สงครามตัวแทน ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจที่มียุทธวิธีต่างกันสุดขั้ว ระหว่างฝ่าย 'สีส้ม' นำโดยพรรคประชาชนอย่าง “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ์ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ไอลอว์ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” พ่วง สว.ประชาชน และผู้สมัคร สว.สำรอง ที่เดินเกมใช้ข้อมูลข่าวสาร สำนวนในคดี เปิดโปงความไม่โปร่งใสในคดีฮั้ว สว.รายวัน
“สำนวนฮั้ว สว.229”รั่วกลางทาง “กกต.”หนีตาย“ลอยตัว”ลดแรงเสียดทาน
นาทีนี้คงไม่มีประเด็นการเมืองไหนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงขั้วอำนาจในสภาสูงได้เท่ากับมหากาพย์ "คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา" อีกแล้ว จากการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการจัดตั้งและบล็อกโหวต วันนี้คดีที่หลายฝ่ายคิดว่าจะถูกเตะถ่วงจนเงียบหาย กลับมาพูดถึงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และกำลังบีบให้องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตกอยู่ในสภาพ "หลังชนฝา"
"ใครรุก-ใครรับ"ในเกมไฟใต้ "การเมือง" กระตุก"กองทัพ"
ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส
‘นิรโทษกรรม’ ล้างอดีตความขัดแย้ง อาจวนลูปเดิมหากรบ.อนุทินล้มเหลว
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา
26ส.ค.ไต่สวนลับ บัตรเลือกตั้ง ปิดคดีกันยายน
คำร้องคดี บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจใช้สืบค้นย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 มี.ค. ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย
หลังเปิดสภา 25 ส.ค. การเมืองร้อนกลางสายฝน ล็อกเป้าซักฟอกถล่ม'อนุทิน'
แน่นอนว่าไคลแมกซ์การเมืองในช่วงการประชุมสภาสมัยล่าสุด ที่จะเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.นี้เป็นต้นไป คือ

