ผลการค้นบ้านพักของ นายหมิง เฉินซัน ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังพบอาวุธสงครามในรถของนายหมิง เฉินซัน ขณะเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ปรากฏว่าเจออาวุธสงครามอีกหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ดินระเบิด C4 จำนวน 1 กล่อง น้ำหนัก 2,486.4 กรัม และ ดินระเบิด C4 จำนวน 2 แท่ง น้ำหนัก 1,173 กรัม (น้ำหนักรวม 4,832.4 กรัม) หรือประมาณ 16 ปอนด์ น้ำมันเบนซิน ถังละ 20 ลิตร จำนวน 4 ถัง
กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 (ฝักข้าวโพด) รัสเซีย จำนวน 4 ลูก ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ BA/WA จำนวน 4 ลูก ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ K75 เกาหลี จำนวน 1 ลูก ระเบิดสังหารบุคคลชนิดขว้าง แบบ M6/01 พม่า จำนวน 1 ลูก เชื้อปะทุไฟฟ้า จำนวน 7 ดอก เรือนชนวนกับดักระเบิด PONZ2 จำนวน 3 เรือน เซฟตี้พิม PONMZ2 จำนวน 2 ชิ้น ชุดรีโมต ภาครับ-ส่ง จำนวน 2 อัน ที่เหลือก็เป็นปืนเล็กยาว M16 กระสุนปืนขนาด 5.56 มม. เสื้อเกราะกันกระสุน หน้ากากกันแก๊สพิษ
นอกจากนี้ยังพบว่า นายหมิง เฉินซัน มีพาสปอร์ตทั้งประเทศจีน และประเทศกัมพูชา มีชื่อเป็นผู้พักอาศัยอยู่ในทะเบียนบ้านหลังหนึ่งย่านคลองสามวา กรุงเทพมหานคร จากการตรวจค้นในโทรศัพท์มือถือ พบคลิปซ้อมยิงปืนโดยใช้ไก่ที่มีชีวิตเป็นเป้า การฝึกใช้อาวุธทางทหาร และปาระเบิดกับทหารกัมพูชา
ซึ่งจุดพิกัดในการไปฝึก ปรากฏอยู่ที่บริเวณค่ายรบพิเศษ 911 กัมพูชา และได้ใช้แอปพลิเคชัน ChatGPT สอบถามแนวทางการก่อเหตุวินาศกรรมในสถานที่สำคัญ รวมถึงอนุภาคการทำลายล้างของระเบิดซีโฟร์
นายหมิง เฉินซัน ให้การว่า เดิมเปิดร้านขายสุราอยู่ที่ประเทศกัมพูชา แต่ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย หลังจากมีปัญหาชายแดน ส่วนอาวุธสงครามที่พบภายในบ้าน ซื้อมาจากกลุ่มไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะ ไปซื้อที่จังหวัดระยอง โดยไม่ทราบว่าที่ไหน นายหมิง เฉินซัน อ้างว่าระเบิดที่พบในบ้านจะนำมาระเบิดฆ่าตัวตาย เนื่องจากตนเป็นโรคซึมเศร้า
ขณะที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร แถลงข่าวว่า จากการสืบสวนและสายข่าว ยังไม่พบเรื่องการก่อวินาศกรรม แต่จะมีการขยายผลและตรวจสอบข้อมูลต่อไป ซึ่งการได้มาซึ่งข่าว จำเป็นจะต้องมีการสอบปากคำตัวผู้ต้องหา โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าว กอรมน.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตรวจสอบ
“หลังจากการสอบปากคำเบื้องต้นก็ยืนยันได้ว่าไม่มีข้อมูลปรากฏในเรื่องของการก่อวินาศกรรม หรือรับงานใคร เนื่องจากอาวุธที่มีการตรวจจับได้นั้นส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มีการซื้อขายจากช่องทางออนไลน์เท่านั้น” ผบ.ตร.แถลงในวันที่มีการจับกุมในวันแรก
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันในวันถัดมาว่า ยังไม่ตัดประเด็นเกี่ยวกับการก่อวินาศกรรม การก่อการร้าย หรือความเชื่อมโยงกับองค์กรที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และพฤติกรรมของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
โดยในขณะนี้มีความคืบหน้าในประเด็นเรื่องอาวุธปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตํารวจแจ้งข้อหา ทหารเรือ-พลเรือน รวม 5 คนแล้ว
สะท้อนให้เห็นเม็ดเงินจำนวนมากในวงการค้าอาวุธที่มี “คนมีสี” เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยมีการนำปืนสวัสดิการซื้อขายเปลี่ยนมือไปยังคนต่างชาติในตลาดมืด และทำกันเป็นล่ำเป็นสัน
รวมไปถึงการสะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของมาตรการ “ฟรีวีซ่า” จนทำให้คนต่างชาติเข้ามาใช้ชีวิต ประกอบอาชีพได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการตรวจสอบที่มาที่ไป ทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งพักคอยของพวกนอกกฎหมาย หรืออาชญากรรมข้ามชาติ
ทั้งนี้ กรณีการขายอาวุธดังกล่าว เป็นคนละส่วนกับการตระเตรียมดินระเบิด C4 ประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ติดตั้งวงจรพร้อมใช้งาน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญในการสืบหาแรงจูงใจในการเตรียมก่อเหตุ หรือเตรียมไว้ให้ใครดำเนินการต่อหรือไม่
ซึ่งก็ยังมีข้อสงสัยว่า เสื้อเกราะที่ต่อวงจรระเบิดทำไมต้องเตรียมไว้ถึง 2 ตัว และแนวความคิดแบบสุดโต่งที่หวังก่อเหตุด้วยระเบิดพลีชีพในประเทศไทยนั้นมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยข่าวกรอง ต้องสอบเจาะลึกทั้งทัศนคติ พฤติกรรม แนวคิด และเบื้องหลัง
ณ ขณะนี้คงยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า นายหมิง เฉินซัน เป็นแค่พวกนักสะสมอาวุธ มีอาการป่วยทางจิต หรือหวังผลลดความน่าเชื่อถือในระดับของรัฐ สร้างความปั่นป่วน ด้วยการใช้วิธีการพลีชีพอย่างที่กล่าวอ้างหรือไม่
ยิ่งเมื่อดูจากประวัติแล้ว นายหมิง เฉินซัน ภายนอกเหมือนกับนักธุรกิจที่เข้าไปลงทุนทั่วไป เทรดคริปโตลงทุนเหมือนปกติ แต่เบื้องหลังน่าจะไม่ธรรมดา
เพราะเจ้าตัวสามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 แทรกซึมเข้าไปในเซลล์ของกลุ่มค้าอาวุธใต้ดิน ซึ่งมีทั้งทหารและตำรวจที่อยู่ในนั้นเต็มไปหมด ที่สำคัญสามารถเข้าไปฝึกในค่ายทหารของกัมพูชาได้
ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ย่อมต้องมีเงินหนาพอ หรือต้องเป็น คนจีนระดับ “บอส” ที่ระดับ “บิ๊ก” ของกัมพูชเกรงใจ
อย่างไรก็ตาม ต้องพิสูจน์ทราบต่อไปว่าเขามีความเกี่ยวข้องกับเครือข่าย “จีนเทา” และ “แก๊งสแกมเมอร์” หรือ มีความเชื่อมโยงสนับสนุนหน่วยงานความมั่นคงของกัมพูชาจากผลประโยชน์ที่เกาะเกี่ยวกันหรือไม่
แม้จะมีกระแสข่าวในทำนองว่า อาจจะมีเป้าหมายเพื่อแก้แค้นกับกลุ่มสแกมเมอร์ด้วยกัน และหวังไปเอาคืนในกัมพูชา แต่ก็ดูไร้เหตุผลที่ต้องเตรียมการ “เบอร์ใหญ่” ขนาดนั้น
เพียงแต่วันนี้เจ้าหน้าที่รัฐยังต้องตีกรอบในประเด็นเฉพาะบุคคลตามหลักฐานข้อมูลที่บ่งชี้ไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ที่ยังต้องการเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การที่ประเทศไทยเปิดกว้างเกินไป การไม่บังคับใช้กฎหมายในเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มข้น ก็ทำให้เรากลายเป็นจุดนัดพบของพวกนอกกฎหมาย และจุุดหมายของคนชาติอื่นที่อยากเข้ามาตั้งถิ่นฐาน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จากความคับแค้น สู่การเปิดโปง อนุทิน-สีน้ำเงินพันฮั้วสว. เป้าใหญ่รอถล่มศึกซักฟอก
เริ่มโหมโรง-เรียกแขกกันแล้ว สำหรับ “ศึกซักฟอก เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ของพรรคฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาชน
วิปฝ่ายค้านดีด'กธ.'เคลียร์'งูเห่า' ทดสอบคุณภาพ ตรวจสอบเชิงลึก
การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน ได้ตัดสินใจปรับ พรรคกล้าธรรม ออกจาก องค์ประกอบวิปฝ่ายค้าน ไม่ใช่เพียงเรื่องความขัดแย้งเชิงกติกาการโหวตเท่านั้น แต่เป็นการ "ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางการเมือง"
พลิกเกมคดีฮั้วสว.ล้างไพ่ดีเอสไอ ระวังดาบสองคม“หันทิ่มรัฐบาล”
มติ ครม.วันอังคารที่ 22 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา เกิดฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เมื่อมีคำสั่งย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ พ้นเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งไปลอยแพเป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับ 11 ปลอบใจ พร้อมตีตั๋วข้ามห้วยดึง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เสียบเก้าอี้เบอร์ 1 ดีเอสไอแทนแบบไร้รอยต่อ
‘น้ำเงิน’เลี้ยงความหวัง‘กธ.’ เครื่องมือคานอำนาจ‘พท.’
‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เตรียมนำเสนอรายชื่อ ‘กรรมการวิปฝ่ายค้านชุดใหม่’ ต่อผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ต่ออายุ'ไทยช่วยไทยพลัส 2' ลดค่าครองชีพหรือกู้เรตติ้ง?
คนไทยเฮ! อีกรอบ เมื่อรัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไฟเขียวต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ ออกไปอีก 2 เดือน
อธิบดีสรรพากรคนใหม่ ทวงภาษีทักษิณ1.7หมื่นล้าน ผวาซ้ำรอย"เบญจา"คุก2ปี
วิบากกรรมของ ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่หมด เพราะแม้พ้นโทษคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 เมื่อ 11 พ.ค.2569 แต่ตอนนี้ยังมีชนักติดหลังอยู่อย่างน้อยที่เห็นก็ 2 เรื่อง

