โหมโรงศึกซักฟอก “ดีลแลกประเทศ”

ภายหลังที่ประชุม วิป 3 ฝ่าย’ ได้ข้อยุติกรอบเวลาใน ‘การอภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ทั้งหมด 37 ชั่วโมง ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 24 มี.ค. แบ่งเป็น ฝ่ายค้าน 17 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลรวมกับคณะรัฐมนตรี 3.5 ชั่วโมง และประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 21.5 ชั่วโมง คาดว่าหากมีการเริ่มอภิปรายในเวลา 08.00 น. จะเลิกในเวลา 05.30 น. ของวันที่ 25 มี.ค.

โดยจะกลับมาเปิดการประชุมอีกครั้งในเวลา 08.00 น. ของวันเดียวกัน วันที่ 25 มี.ค. ซึ่งในวันนี้ฝ่ายค้านจะใช้เวลา 11 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลรวมกับคณะรัฐมนตรี 3.5 ชั่วโมง และประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 15.5 ชม. และจะเลิกการประชุมในเวลา 23.30 น. 

แม้ ‘ฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดย ‘พรรคประชาชน’ จะยอมถอดชื่อ ‘นายทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี และถอดคำว่า ผู้เป็นบิดาออก เหลือเพียงคำว่า ‘บุคคลในครอบครัว’ เท่านั้น ไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม แต่ก็ดูจะเป็นการยอมอ่อนที่ไม่เป็นผล กลายเป็นเหมือน ‘โดนลบเหลี่ยม เสียมากกว่า

เนื่องจากหากสังเกตอากัปกิริยา ก่อนการหารือรอบสุดท้ายเริ่มขึ้น นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้เอาเอกสารซึ่งระบุถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรอบก่อนๆ ที่ได้เวลา 1-2 วัน มาให้ผู้สื่อข่าว พร้อมสอบถามว่า ตกลงกันได้หรือยัง ก่อนระบุอย่างหัวเสียว่า เหมือนเล่นขายของ ต่อรองกันอยู่นั่น แล้วเดินวอล์กเอาต์ออกจากห้องในทันที

ด้านสีหน้า นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ในฐานะประฐานวิปฝ่ายค้าน ก็ดูจะมีความเคร่งเครียดมากกว่าทุกครั้ง ตลอดการประชุม ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า การเจรจาหลังบ้านจบจริงหรือไม่

เพราะภายหลังการประชุม สิ่งเดียวที่นายปกรณ์วุฒิเน้นย้ำคือ ‘เรื่องการขยายวันเพิ่มอีก 1 วัน’ หากเกิดกรณีมีการประท้วงจากฝ่ายรัฐบาล จนส่งผลให้เลยกรอบเวลาตามที่ตกลงกันไว้ จะต้องเลื่อนวันลงมติไปเป็นวันที่ 27 มี.. ในเวลา 10.00 . แทน

พร้อมเปิดเผยว่า ได้ขอคำมั่นจากรัฐบาลแล้วว่า จะไม่มีการประท้วงพร่ำเพรื่อ หรือไม่มีเหตุผล

ขนาด น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนเอง ยังยอมรับว่า “เคืองคนเจรจา” ที่ทำให้ได้เวลาเช่นนี้ ก่อนย้ำถึงรัฐบาล ให้ “รักษาสัจจะ” และร้องขอประชาชน ช่วยร่วมกันกดดันด้วย

สำหรับธีมในการอภิปราย 'ดีลแลกประเทศ' ซึ่งมีที่มาจากต้นตอ พรรคเพื่อไทย’ นำประโยชน์ของประเทศมาแลกกับผลประโยชน์ของคนในครอบครัว ซึ่งคือ การที่นายกรัฐมนตรีเข้าสู่อำนาจ และ ‘เพื่อให้บิดาได้กลับมาบ้าน นั้น

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความมั่นใจว่า การอภิปรายในครั้งนี้ จะตอกย้ำรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาล ว่าเป็นปัญหาหลักของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งบรรยากาศส่วนนี้จะทำให้เราเห็นประเด็นได้ชัดเจนขึ้น

ทั้งมองข้อมูลเชิงลึกในมือที่มีอยู่ ซึ่งยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนว่า คงไม่ถึงขั้นลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรี แต่จะมีกระบวนการยื่นฟ้องร้องเอาผิดตามกฎหมายต่อไป โดยใช้ข้อมูลจากการอภิปรายเป็นหลักฐาน หากนายกรัฐมนตรีไม่สามารถตอบชี้แจงได้ชัดเจน กระบวนการนี้ก็จะทำให้มีแนวโน้มสูง ที่จะทำให้นำไปสู่การยื่นถอดถอนได้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ ที่จะอภิปรายพาดพิงไปถึง อาปู หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

และทิ้งท้ายด้วยว่า ทุกคะแนนเสียงที่โหวตเห็นชอบให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีส่วนสำคัญ เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถจับตาและประเมินได้ว่า นายกรัฐมนตรีสามารถควบคุมเสียงของรัฐบาลได้จริงหรือไม่

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเองก็ดูมีการเตรียมความพร้อม ทั้งตัว นายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็ยังเดินทางเข้าสภา ตอบกระทู้ของฝ่ายรัฐบาล เหมือนซ้อมชี้แจง

มีการกำชับคณะรัฐมนตรีเตรียมข้อมูลของกระทรวง และนโยบายรัฐบาล พร้อมสแตนด์บายช่วยตอบในรายละเอียด บอก สส.เพื่อไทย ให้เก็งข้อสอบ เฝ้าแชตกลุ่มไลน์ เผื่อเกิดการต้องขอความช่วยเหลือ

ตลอดจนการเดินหน้าแสดงผลงาน ผุดโครงการ เผยแนวคิดใหม่ ตามแนวทางที่ ‘ทักษิณ เคยกล่าวไว้ในการโชว์วิสัยทัศน์ และการให้สัมภาษณ์

ถ้าต่างฝ่ายต่างเก็งคำถามตอบ เตรียมตัว ‘ปะทะ ซึ่งสะท้อนผ่านการตอบโต้กันไปมาในโซเชียลมีเดีย ด้วย ‘โปสเตอร์ทีเซอร์อภิปราย ที่ดูจะไม่มีการลดราวาศอกกันแล้วนั้น

นอกจากต้องจับตา เนื้อหา’ และ ‘การชี้แจง’ ในวันอภิปรายจริง เราจะยังคงต้องดูเงื่อนไขสำคัญที่ถูกวางไว้ด้วย

หากเป็นไปตามการคาดการณ์ว่า เมื่อการอภิปรายเริ่มเข้มข้น และมีการพาดพิงถึงบุคคลภายในครอบครัวชินวัตร บรรดาขุนพลของพรรคเพื่อไทยย่อมอดรนทนไม่ได้ที่จะลุกขึ้นประท้วงปกป้อง ซึ่งจะทำให้เวลาอภิปรายยืดเยื้อออกไป

จนทำให้ฝ่ายค้านได้ที งัดเรื่องขยายวันอภิปรายออกมาต่อรองได้อีกครั้ง หรืออาจจะใช้กลยุทธ์ต่อรองระหว่างความวุ่นวายให้ผลัดวัน เป็นโอกาส ทำให้ฝ่ายรัฐบาลเสียเปรียบในทันที

เพื่อขยี้กล่องดวงใจทักษิณอย่างเต็มที่ ดั่งที่เคยอยากได้เวลาในคราแรก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฮั้วสว.'ข้อเท็จจริง'ปะทะ'กระแส' จบที่ศาล หรือรอวันแตกหัก?

สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลานี้เปรียบเสมือนฉากทัศน์ของ สงครามตัวแทน ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจที่มียุทธวิธีต่างกันสุดขั้ว ระหว่างฝ่าย 'สีส้ม' นำโดยพรรคประชาชนอย่าง “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ์ และเครือข่ายภาคประชาสังคม ไอลอว์ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” พ่วง สว.ประชาชน และผู้สมัคร สว.สำรอง ที่เดินเกมใช้ข้อมูลข่าวสาร สำนวนในคดี เปิดโปงความไม่โปร่งใสในคดีฮั้ว สว.รายวัน

“สำนวนฮั้ว สว.229”รั่วกลางทาง “กกต.”หนีตาย“ลอยตัว”ลดแรงเสียดทาน

นาทีนี้คงไม่มีประเด็นการเมืองไหนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงขั้วอำนาจในสภาสูงได้เท่ากับมหากาพย์ "คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา" อีกแล้ว จากการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการจัดตั้งและบล็อกโหวต วันนี้คดีที่หลายฝ่ายคิดว่าจะถูกเตะถ่วงจนเงียบหาย กลับมาพูดถึงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และกำลังบีบให้องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตกอยู่ในสภาพ "หลังชนฝา"

"ใครรุก-ใครรับ"ในเกมไฟใต้ "การเมือง" กระตุก"กองทัพ"

ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส

26ส.ค.ไต่สวนลับ บัตรเลือกตั้ง ปิดคดีกันยายน

คำร้องคดี บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจใช้สืบค้นย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 มี.ค. ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย

หลังเปิดสภา 25 ส.ค. การเมืองร้อนกลางสายฝน ล็อกเป้าซักฟอกถล่ม'อนุทิน'

แน่นอนว่าไคลแมกซ์การเมืองในช่วงการประชุมสภาสมัยล่าสุด ที่จะเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.นี้เป็นต้นไป คือ