เสือกระดาษจัดการ'ฮุนเซน' เกมตั้งรับจบปัญหาได้จริงหรือ?

“สถานการณ์การเมือง” และ “สถานการณ์ชายแดน” ยังไร้ความแน่นอนว่า “จุดสิ้นสุด” จะออกมาแบบไหน ทุกอย่างล้วนอยู่ที่การคาดเดา และวิเคราะห์ไปตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือของแต่ละฝ่าย

ในส่วนของ “ไทม์ไลน์” การเมืองนั้น คดีความของ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี และ “ทักษิณ ชินวัตร” มีช่วงเวลาของการปิดเกมไว้ชัดเจนกว่ากรณีสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะการแก้ไขปัญหาของไทยเดินตามกรอบ กติกา หวังพึ่งนานาชาติสร้างแรงกดดันให้ “กัมพูชา” ยอมรับเงื่อนไขที่ตัวเองกระทำผิด จนดูเหมือนว่า การเดินเกมของไทย “ตั้งรับ” เกินไปหรือไม่

เพราะในประเด็นการรวบรวมข้อมูลข่าวสาร การโพสต์ข้อความของ “สมเด็จฮุน เซน” ประธานพฤฒสภา "อาชญากรสงคราม" ก็ต้องยอมรับว่า การจะลากผู้กระทำผิดมาลงโทษในเชิงรูปธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก

-เช่น  ICC หรือ "ศาลอาญาระหว่างประเทศ" นั้นถูกมองว่าเป็น “เสือกระดาษ” เพราะที่ผ่านมาแทบไม่เคยลงโทษผู้นำชาติไหนได้จริงจัง การที่ไทยตั้งแท่น “อาชญากรสงคราม” ให้ “ฮุน เซน” จึงเป็นการประณามตามพฤติกรรมในการที่กัมพูชายิงใส่เป้าหมายพลเรือนของไทยเท่านั้น ส่วนรูปธรรมของการลงโทษ คงเป็นไปได้ยาก

-สำหรับการฟ้องร้อง “ดำเนินคดีอาญา” กับ “ฮุน เซน” โดยให้หน่วยงานต่างๆ รวบรวมข้อมูลการกระทำความผิดในคดีอาญาส่งไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อดำเนินการตั้งเรื่องฟ้องร้องนั้น ก็ดูเหมือนจะยากในการลงโทษอย่างเป็นรูปธรรมเช่นกัน 

ส่วนความเป็นไปได้ในการนำไปสู่การอายัดทรัพย์ หรือยึดทรัพย์ของ "ฮุน เซน" ซึ่งมีหุ้นอยู่ในบริษัทของไทยในนามของเครือญาติ หรือนอมินี โดยเฉพาะที่มีข่าวว่าอยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ก็น่าจะพอมีโอกาสทำได้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีหลักประกันว่า กว่าจะถึงขั้นตอนการยึดทรัพย์ จะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกไปได้มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งนอกจากทรัพย์สินในไทยแล้ว ตระกูลฮุนยังมีทรัพย์สินจำนวนมากในต่างประเทศ เช่น สื่อ ABC Australia เปิดเผยถึงทรัพย์สินของขุนพลพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และเครือญาติฮุน เซน ใช้เงินเกือบพันล้านบาท ซื้อบ้าน-ที่ดินหรูในเมลเบิร์น ทั้งๆ ที่เงินเดือนข้าราชการแค่ 3 หมื่นกว่าบาท/เดือน

เช่น ดี้ วิชา (ลูกเขยฮุน เซน) มีบ้าน 7 ห้องนอนที่ Point Cook มูลค่า 1.5 ล้าน AUD และเพิ่งขายโกดังที่ Dandenong South กำไรบาน, แจ็กกี้ ติ๋ม เทียน ภรรยาของหลานฮุน เซน (ฮุน โท) ครอบครองบ้านที่ Berwick กว่า 1.3 ล้าน AUD, กง วิบล อดีตหัวหน้ากรมสรรพากรกัมพูชา ร่วมหุ้นซื้อที่ดิน 212 เอเคอร์ ที่ Keysborough มูลค่า 21.4 ล้าน AUD รวมทรัพย์สินในเมลเบิร์นเกิน 10 ล้าน AUD (กว่า 230 ล้านบาทไทย)

ซึ่งในช่วงนี้การเมืองไทยก็ยังอยู่ในช่วง “ลูกผี-ลูกคน” ในส่วนข้าราชการเองก็คงต้องดูว่า คดีนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร จะรอดหรือไม่ และถ้ามีการเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายต่อเรื่องดังกล่าวเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน  ทำให้กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ยังทำงานกันแบบ “ระวังหลัง” รอดูสถานการณ์ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป การขยับเรื่องคดีความก็จะชัดขึ้นว่าเดินหน้าหรือถอยหลัง ดังนั้นการเดินหน้าในเรื่องคดีความในประเทศจึงไม่น่าดำเนินการได้เร็ว

-สำหรับประเด็นการร้องเรียนต่อรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ “อนุสัญญาออตตาวา” เพื่อให้ดำเนินการต่อกัมพูชาในการละเมิดกติกาในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตประเทศไทย โดยจะมีการนำเข้าคณะอนุฯ ชุดปฏิบัติการ เพื่อพิจารณาในวันที่ 22 ส.ค.นี้ เพื่อนำข้อมูลที่มีการส่งให้มาหารือเพื่อให้ภาคีสมาชิกรับฟัง โดยประธานรัฐภาคีในขณะนี้คือประเทศญี่ปุ่น

แต่ก็ต้องยอมรับว่า “รูปธรรม” ที่เอาผิดต่อการละเมิดอนุสัญญาออตตาวานั้น ก็เหมือนกับ ICC ที่มีลักษณะเชิงภาพลักษณ์ หรือจะมองว่าเป็น “เสือกระดาษ” อีกตัวหนึ่งก็ได้

ซึ่งหากคดีในทำนองนี้เกิดขึ้นกับประเทศที่มีอารยประเทศเหล่านั้นก็จะกลัวเรื่องเสียภาพลักษณ์ เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจ เช่นประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ ก็อาจตั้งกำแพงการค้า หรือภาษี ประเทศผู้บริจาคก็ทบทวนไม่ได้ให้เงิน ยกเว้น “มหาอำนาจ” ที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้กติกาดังกล่าว ก็จะถอนตัวออกจากภาคีไปเลย เพราะมองว่าตนเองไม่ได้เปรียบ  

ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลกัมพูชาใช้ช่องทางต่างๆ เปิดรับบริจาค ด้วยข้ออ้างการกำจัดทุ่นระเบิด ทั้งจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง และประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนงบประมาณปีละ 12 ล้าน ดอลลาร์ (400 ล้านบาท), จีนสนับสนุนปีละ 4.4 ล้านดอลลาร์ (146 ล้านบาท), ญี่ปุ่น 1.3 ล้านดอลลาร์ (43 ล้านบาท), ลักเซมเบิร์กสนับสนุน 2.16 ล้านดอลลาร์ (72 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นมา กัมพูชาได้เงินสนับสนุนมาแล้วร่วมพันล้านบาท

ขณะที่ทางการไทยออกมาเปิดเผยว่า จากข้อมูลที่กัมพูชาต้องรายงานต่อคณะกรรมการ คือจำนวนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ปรากฏว่า ณ เดือน ธ.ค. ปี 2567 กัมพูชามีอยู่ในครอบครองถึง 3,700 ลูก โดยยังไม่มีการทำลายแต่อย่างใด โดยกัมพูชาอ้างว่าใช้เพื่อฝึก ซึ่งคณะกรรมการออตตาวามีสิทธิ์ที่จะขอเช็กจำนวนของในคลัง หลังไทยร้องเรียนเรื่องการใช้ทุ่นระเบิดสังหารดังกล่าวกับไทยตามแนวชายแดน

การที่ไทยต้องเดินเกมพึ่ง “นานาชาติ” นั้นก็เพื่อ “ซื้อเวลา” ไม่ให้การสู้รบในยกที่ 2 เกิดขึ้น และใช้เวทีเจรจาในการหาทางออก โดยหวังว่าการ “กดดันทางอ้อม” จะได้ผล

 แต่กลยุทธ์ในการเดินเกมระหว่างประเทศก็ต้องเข้มข้นและเป็นไปในเชิงรุก เพื่อหาพวก ด้วยการให้ข้อมูลที่หนักแน่นต่อชาติต่างๆ เพื่อให้บอยคอตประเทศที่ยังใช้ทุ่นระเบิดสังหารนี้อยู่ ดังนั้นการทำงานของ กระทรวงการต่างประเทศต้องหนักขึ้น ด้วยการประชิดตัวต่อตัว นำข้อมูลข้อเท็จจริงไปให้ทูตหลายประเทศโดยตรงเพื่อขอเสียงสนับสนุน ซึ่งต้องมีข้อแลกเปลี่ยนในเรื่องประเทศที่เราไปเจรจาได้ประโยชน์ในด้านอื่นจากเราด้วย  

ขณะเดียวกันไทยก็มีทูตผู้แทนถาวรไทยในยูเอ็น ซึ่งจะมีการประชุมมอร์นิ่งบรีฟทุกวัน ไทยก็จะมีการส่งหนังสือเข้าไป เช่นเดียวกับกัมพูชา ซึ่งแต่ละฝ่ายก็กล่าวหากันไปมา แต่ความได้เปรียบอยู่ที่หลักฐาน โดยประเทศสมาชิกยูเอ็นก็จะสงวนท่าทีทางการทูต และรายงานผู้บังคับบัญชาของเขาเพื่อตัดสินใจเชิงนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าจะบอยคอตหรือไม่ 

โดยผลการประชุมวาระระหว่างไทย-กัมพูชา จะไม่มีมติในการบังคับโทษ แต่เป็นการรับฟังเพื่อนำไปสู่การแสดงท่าทีของแต่ละประเทศว่าจะมีมาตรการใดๆ ต่อกัมพูชาหรือไม่ เช่น ตัดเงินบริจาค การเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้า เป็นต้น

-หันไปดูท่าทีของ  “มาเลเซีย” ในฐานะประธานอาเซียน ที่เข้ามาเป็นผู้ประสานงาน-ผู้สังเกตการณ์ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งไทยระมัดระวังในเรื่องของกรอบการทำงานในคณะกรรมการแต่ละระดับ เพราะมาเลเซียก็มีเป้าประสงค์ในการขึ้นเป็นพี่ใหญ่ในอาเซียน ถ้าหากมาเลเซียประสบความสำเร็จในการทำให้ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชายุติลงได้ ก็จะเป็นการยกระดับการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของเขาได้ ซึ่งแต่ละประเทศล้วนมีเป้าหมายและผลประโยชน์ของตนเอง

เหตุการณ์ “ไทย-กัมพูชา” จึงน่าจะลากยาว ทั้งเกมการต่อสู้ในเวทีต่างประเทศ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการสู้รบในพื้นที่ชายแดน ภายใต้จุดอ่อนของเราที่การเมืองไม่นิ่ง และภายใต้จุดอ่อนของกัมพูชาในเรื่องเศรษฐกิจที่เริ่มพังทลายและหม้อข้าวของตระกูลฮุนกำลังถูกทุบ

แต่ถ้ามาตรการเชิงรับไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหา “ความเสี่ยง” ในการเปิดฉากที่ชายแดนจึงมีความเป็นไปได้สูง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง

โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง

ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

'ไอติม' ข้องใจ 'ภท.' รีบปฏิเสธข้อมูลใหม่เลือกตั้ง สสร. ถามหรือมีธงอยู่แล้วใช่หรือไม่

ประธานวิปฝ่ายค้าน ชี้หาก 'ภูมิใจไทย' จริงใจที่จะหาแนวทางให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร. เสนอว่าเราทุกฝ่ายควรหารือร่วมกันอย่างจริงจัง

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”