ในความพยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายมองตรงกันว่า สิ่งนี้คือผลผลิตของอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะมีบทบัญญัติที่ทำให้เกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงเป็นต้นตอความถดถอยของประชาธิปไตย
แม้ดูเหมือนว่า ใกล้จะได้นับหนึ่งอย่างเป็นทางการเสียที ภายหลังที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีมติรับหลักการวาระแรกผ่านไป โดยมุ่งเปิดทางให้มีการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือกใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก จากการเฉือนชนะร่างของพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมปัดตกร่างของพรรคเพื่อไทยทิ้ง
แต่จริงๆ แล้ว การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น เนื่องจากในชั้นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่… พ.ศ. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 43 คน จากทั้ง สส.และ สว.ในทุกฝ่ายการเมืองที่มาจากฐานอำนาจ และอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน
ถือเป็นจุดนัดพบที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า หน้าที่หลักของ กมธ.คือเวทีที่จะสอดประสานความเห็น เพื่อผนวกรวมกันกลายเป็นร่างกฎหมาย และเป็นส่วนสำคัญที่จะสามารถกำหนดสาระสำคัญได้ เช่นเดียวกับการจัดสรรโควตาใน กมธ. ที่ล้วนสะท้อนถึงอำนาจต่อรอง อีกนัยหนึ่งก็คือการจัดวางหมากรุกทางการเมือง เพื่อให้ร่างกฎหมายที่ออกมามีทิศทางตามที่ตนเองต้องการ
ผลของการประชุม กมธ.นัดแรกเอง ก็มีเหตุการณ์ที่น่าจับตา เมื่อพรรคประชาชนได้เสนอชื่อ "ณัฐวุฒิ บัวประทุม" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่มีความแม่นยำทางกฎหมายมากคนหนึ่ง ชิงตำแหน่งประธาน กมธ.ตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้า แต่มาพลิกล็อกเมื่อเพื่อไทยเองก็เสนอชื่อ "ชูศักดิ์ ศิรินิล" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าชิงเก้าอี้ประธานเช่นเดียวกัน
ท้ายที่สุด นายณัฐวุฒิได้ตำแหน่งประธาน กมธ.ไปด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 25 เสียง เอาชนะนายชูศักดิ์ที่ได้ 12 คะแนน ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า สว.ส่วนใหญ่ใน กมธ.ที่อยู่ในกลุ่ม 'สว.สีน้ำเงิน' ได้โหวตสนับสนุนประธานจากพรรคประชาชน ทำให้พรรคเพื่อไทยพ่ายซ้ำอีกครั้งใน กมธ. หลังตีตกร่างแก้ไขในวาระหนึ่งไปแล้ว
มุมหนึ่งแม้จะมองได้ว่า ในเมื่อร่างของพรรคประชาชนได้เป็นร่างหลักในการพิจารณาของ กมธ. ประธานก็ควรมาจากพรรคเดียวกัน แต่เมื่อมองลึกลงไป การยกมือหนุนจาก สว.สีน้ำเงิน อาจเป็นส่วนหนึ่งของการแลกเปลี่ยน เพราะมีความเสี่ยงที่เมื่อดำเนินไปถึงวาระ 3 เสียงข้างมากในรัฐสภา โดยเฉพาะ สว.ก็อาจไม่เห็นชอบกับร่างของพรรคประชาชน ซึ่งอ้างความกังวลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือแย่กว่านั้น อาจเป็นกลุ่ม สว.เอง ที่รวมตัวกันยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างของพรรคประชาชนด้วย
เมื่อพิจาณาการเมืองหลังฉากแล้ว เป็นไปได้มากว่า 'ส้ม' และ 'น้ำเงิน' อาจมีการตกลงที่ลึกล้ำ จนถึงขั้นเดาออกแล้วว่า ผลลัพธ์ท้ายสุดของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ขั้นแรกคือสกัดเพื่อไทยให้พ้นทาง แล้วขั้นสอง คือบีบให้พรรคประชาชนเจอทางตันในรัฐสภา ชนิดที่ว่าอาจต้องหันกลับมาใช้ร่างของภูมิใจไทยเป็นร่างหลัก มิเช่นนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะล้มเหลวทั้งกระบวนการ
เดิมพันของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงอยู่ที่ที่มาและอำนาจของ ส.ส.ร. ไปจนถึงขั้นตอนการทำประชามติ ในขณะที่ร่างของพรรคประชาชน ต้องการให้มีบางส่วนยังคงได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนสูงสุด และมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาได้กว้างขวางที่สุด แต่ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย เสนอรูปแบบตั้งทางอ้อม ผสมกับแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ เหมือนกับรัฐธรรมนูญปี 40 พร้อมรักษา ขอบเขตการแก้ไข ไม่ให้กระทบต่อหลักการสำคัญอย่างหมวด 1 และ 2
ทำให้ต้องอาศัยการประนีประนอมภายใต้แรงกดดันที่เต็มไปด้วยความเข้มข้นของการล็อบบี้ โดยมีฉากหลังเป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ขีดเส้นกำหนดไว้ ต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้ง แม้จะสามารถรวมครั้งที่ 1 และ 2 รวมกันได้ พร้อมจำกัดไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง
แรงกดดันนี้ทำให้พรรคการเมืองต้องหาจุดสมดุลกันให้ได้ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างหลักการ อุดมการณ์ที่ยึดถือ ตลอดจนความต้องการของฐานเสียงตัวเอง
เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง ในวาระ 2 ที่จะมีเป็นการพิจารณารายมาตรา ผ่านการแปรญัตติ เพื่อเสนอให้มีการแก้ไขเนื้อหาอีกครั้ง แต่ด้วยเงื่อนไขที่ทำให้ สว.ที่มาจากการแต่งตั้งในช่วงการเปลี่ยนผ่าน มีอำนาจในการยับยั้ง (Veto Power) การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนได้นั้น
เงื่อนไขสำคัญที่ สว.จะรับ หรือคว่ำ ก็ต่อเมื่อร่างนั้นมีหลักประกันที่ชัดเจนว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงที่มาของ ส.ส.ร.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด และไม่ได้ขัดกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ลดทอนความเสี่ยง ของการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนได้
เราจึงต้องติดตามกันมากว่า ตลอดการหารือชั้น กมธ. การแก้ไขปรับเปลี่ยนจะโน้มน้าวไปในทิศทางใด เพราะการอภิปรายในวาระ 2 จะเป็นไปอย่างดุเดือด เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของร่างที่มาจาก กมธ.กับความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นทั้งการทำหน้าที่ในสภา และการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองไปพร้อมกันได้หรือไม่ หากธงที่ กมธ.ได้วางไว้ อาจไม่ตรงกับเสียงส่วนใหญ่ในสภา
ดังนั้นความสำเร็จในวาระ 3 จึงต้องอาศัยการเจรจาทางการเมืองนอกรอบ ระหว่างแกนนำรัฐบาลกับกลุ่ม สว. เพื่อสร้างความมั่นใจ ดีไม่ดีอาจเกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง ก่อนการลงมติจริงได้ หากร่างที่ออกมามีแนวโน้มที่จะให้อำนาจ ส.ส.ร.กว้างขวางเกินไปจนทำให้ สว.รู้สึกว่า หลักการของรัฐธรรมนูญ 2560 ถูกทำลายทั้งหมด โอกาสที่ร่างจะตกไปในวาระ 3 ย่อมมีสูงมาก
ตราบใดที่พรรคภูมิใจไทยยังคงยึดตามข้อผูกพันของข้อตกลง MOU ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยอยู่ ทางออกเดียวที่เป็นไปได้ เพื่อคาดว่าจะผ่านวาระ 3 สำเร็จ พรรคประชาชนจะต้องเป็นร่างที่ให้อำนาจ ส.ส.ร.ไม่ได้เต็มที่นัก โดยต้องมีข้อจำกัด ในการแก้ไขหมวดสำคัญ และมีกลไกที่ลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ซึ่งจะเป็นการแลกมาด้วยการที่รัฐบาลสามารถประกาศความสำเร็จในการเปิดประตูให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ตามที่ได้ให้สัญญาไว้ แม้จะต้องยอมรับว่า ประตูที่เปิดนั้นจะถูกจำกัดขอบเขตด้วยกรอบของอำนาจเดิมก็ตาม
การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘นิติศาสตร์’ หากแต่เป็นเรื่องของ ‘รัฐศาสตร์’ อย่างแท้จริง เป็นการต่อสู้ระหว่างพลังที่ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชนด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะฝ่ายค้าน กับพลังที่ต้องการควบคุมขอบเขตของการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะ สว. พรรคแกนนํารัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาลบางส่วน
โดยในวันนี้จะเป็นการประชุมเรื่องรายละเอียดครั้งแรกของ กมธ. ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า ร่างเดิมนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไรบ้าง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง
กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ
เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ
สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'
สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน
'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย
การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์
ล่มซ้ำซาก สุญญากาศกสทช. สรณไม่ถอย-อนุทินลอยตัว
เป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรพลิก กับภาพ ประชุมล่ม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันพุธที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา
'เคสไอ้ป๋อง'บทเรียนราคาแพงยุติธรรมไทย ฆาตกรพ้นคุกแต่สังคมรับเคราะห์
คดีฝังดิน 5 ศพ ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีผู้ต้องหาคนสำคัญคือ นายฑณา เกิดทอง หรือ "ไอ้ป๋อง" อายุ 43 ปี

