8ก.พ.ประชามติรธน. ผ่าน-ไม่ผ่าน สัมพันธ์คะแนนพรรค?

วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. นอกจากจะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว วันดังกล่าวยังเป็น เดิมพันอนาคตรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะนอกจากประชาชนจะได้บัตรสีเขียว เลือก สส.เขต และบัตรสีชมพู เลือก สส.ปาร์ตี้ลิสต์ วันเดียวกัน ยังได้บัตรสีเหลือง เพื่อออกเสียงประชามติ กับคำถามที่ว่า

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

โดยผลประชามติ ใช้หลักเกณฑ์คือ “ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่า คะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น ในเรื่องที่จัดทำประชามติ”

ที่หมายถึงหากผลออกมาว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะทำให้หลังการเลือกตั้ง เมื่อเปิดประชุมสภาฯ มา พอตั้งรัฐบาลกันเสร็จ พรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคประชาชน-พรรคเพื่อไทย-พรรคภูมิใจไทย รวมถึงอาจมีพรรคอื่นด้วย เช่น พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อนำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้มีคณะกรรมการร่าง รธน.มายกร่าง รธน.ฉบับใหม่ 

แต่หากผลประชามติออกมาอีกแบบคือ เสียงเห็นชอบน้อยกว่าเสียงไม่เห็นชอบ ที่ก็คือประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบด้วยกับการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ เท่ากับการทำประชามติเพื่อนำไปสู่การยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ โละทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ก็ปิดเกม ฝ่ายที่ต้องการแก้ไข รธน.ก็ต้องเปลี่ยนธงเคลื่อนไหว มุ่งไปที่การแก้ไข รธน.รายมาตราต่อไป

แม้โพลของหลายสำนักที่ออกมาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นโพลการเลือกตั้ง แต่ก็มีบางโพลที่สำรวจเรื่องการออกเสียงประชามติ อย่างเช่น ศูนย์ KPI Poll ของสถาบันพระปกเกล้า ที่เป็นหน่วยงานในสังกัดรัฐสภา ได้เผยแพร่ผลสำรวจออกมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเป็นโพลที่สำรวจช่วง 16-19 มกราคม 2569 จาก 2,000 ตัวอย่าง กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ

ผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า แนวโน้มการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ผลสำรวจพบว่า ภาพรวมประชาชน เห็นชอบ 53%, ไม่เห็นชอบ 23.4% และไม่มีความเห็น 23.6%

ผลสำรวจให้ข้อมูลว่า ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา กลไกการถอดถอนฝ่ายการเมืองและองค์กรอิสระ รวมถึงที่มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ

ที่ก็คือโพลที่ชี้ไปในทางว่า แนวโน้มผลประชามติ อาจออกมาคือ "เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"

จับกระแส อ่านทิศทางลม ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนการลงประชามติ ฝ่ายที่เคลื่อนไหวให้โละทิ้ง รธน.ฉบับปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่า เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร คสช. เป็น รธน.ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ดูจะมั่นใจอย่างมากว่า รอบนี้จะเป็นฝ่ายชนะ ผลออกเสียงประชามติจะออกมาว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 ยิ่งเมื่อท่าทีของพรรคการเมืองขนาดใหญ่และพรรคที่มีบทบาททางการเมือง แกนนำพรรคแสดงท่าทีออกมาในทาง เห็นชอบด้วยกับการร่าง รธน.ฉบับใหม่ เพียงแต่ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขคือ "ห้ามแก้ไข ห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน" ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยเอง ที่แม้จะไม่ใช่ท่าทีพรรคอย่างเป็นทางการ แต่อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เคยให้สัมภาษณ์แนวว่าเห็นชอบ รวมถึงแกนนำพรรคการเมืองอีกหลายพรรค เช่น เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-กล้าธรรม

ส่วนพรรคประชาชน ชัดอยู่แล้วว่าต้องการล้ม รธน.ฉบับปัจจุบัน แต่จุดยืนที่แตกต่างจากพรรคอื่นคือ ไม่เอาด้วยกับเงื่อนไข ล็อกไว้ไม่ให้แตะหมวด 1 หมวด 2 เพราะต้องการให้เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงประชามติในชั้นสุดท้าย เมื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่แล้วส่งไปทำประชามติ

 มีการวิเคราะห์กันว่า เมื่อท่าทีของพรรคขนาดใหญ่-กลาง ที่คาดว่าจะได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์รวมกันจำนวนมาก น่าจะเกินยี่สิบล้านเสียงขึ้นไป ออกมาในแนวทางเห็นชอบกับการให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันน่าจะส่งผลในทางสัมพันธ์เชิงบวก ให้คนที่เลือกพรรคการเมืองขนาดใหญ่เหล่านั้นในระบบบัญชีรายชื่อ ก็น่าจะออกเสียงประชามติออกมาในแนวทางเดียวกันกับจุดยืนของแต่ละพรรค ที่ก็จะส่งผลให้เสียงเห็นชอบประชามติให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมากกว่าเสียงไม่เห็นชอบ

นี่คือมุมคาดการณ์ของฝ่ายที่เชื่อว่า ผลประชามติจะออกมาเห็นชอบ มากกว่าไม่เห็นชอบ

ส่วนท่าที-จุดยืนของพรรคการเมืองที่ประกาศจุดยืน หรือแกนนำพรรคออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่เห็นชอบกับการทำประชามติ พบว่าตอนนี้หลายพรรคการเมืองก็ประกาศจุดยืนออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ที่ประกาศอย่างเป็นทางการในนามพรรค เช่น รวมไทยสร้างชาติ-ไทยภักดี-พรรคเศรษฐกิจ หรือผ่านคำให้สัมภาษณ์จากคนในพรรค เช่น พลังประชารัฐ-พรรครักชาติ ที่มี ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแกนนำ เป็นต้น

กระนั้นพรรคการเมืองกลุ่มดังกล่าวถูกคาดการณ์ว่าหลังเลือกตั้ง จะเป็นพรรคเล็ก พรรคต่ำสิบ-พรรคต่ำห้า หรือบางพรรคอาจไม่ได้ สส.เลยก็ได้

จึงทำให้ฝ่ายที่เชื่อว่า ผลประชามติจะออกมาเห็นชอบ เลยมองว่าท่าทีของกลุ่มพรรคเล็กดังกล่าวข้างต้น จึงไม่น่าจะมีพลังเพียงพอที่จะส่งผลทำให้ ประชามติไม่ผ่าน

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง มันก็มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องมองให้ขาด อ่านให้ลึก

 เช่น ประชาชนจำนวนมากที่จะโหวตให้ "พรรคสีน้ำเงิน-ภูมิใจไทย-อนุทิน" ในวันที่ 8 ก.พ. แต่เชื่อได้ว่ามีจำนวนมากเช่นกันที่เห็นว่า รธน.ฉบับปัจจุบันดีอยู่แล้ว เป็น รธน.ฉบับปราบโกง

ดังนั้นคาดว่าจะมีประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่แม้ต่อให้จะโหวตในบัตรเลือกตั้งให้ อนุทิน-ภูมิใจไทย แต่จะโหวต "ไม่เห็นชอบ" ในบัตรประชามติ คือ โหวตให้พรรคสีน้ำเงินก็จริง แต่จะขอโหวตไม่เห็นชอบประชามติ เพื่อให้ รธน.ฉบับปัจจุบันยังคงอยู่ต่อไป ไม่โดนโละทิ้ง

โดยหลักคิดของคนกลุ่มที่จะโหวตไม่เห็นชอบกับการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ส่วนใหญ่ก็คือมองว่า แม้ รธน.ฉบับปัจจุบันที่นำไปสู่การออกกฎหมายประกอบ รธน.ที่เกี่ยวข้อง จะมีช่องโหว่-ข้อเสียบางอย่างที่แสดงให้เห็นแล้วในการบังคับใช้ เช่น กรณีกรรมการ ป.ป.ช.มีข้อครหาเรื่อง "รับสินบนทองคำ" จากอดีตรอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล แต่ปรากฏว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังทำหน้าที่อยู่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ป.ป.ช.ด้วยกันเองก็ทำอะไรไม่ได้ การตรวจสอบ-ถอดถอน ก็มีขั้นตอนยุ่งยาก เสียเวลามาก ทำให้องค์กร ป.ป.ช.ก็เสียหาย สังคมเสื่อมศรัทธา เพราะต้องไปทำผ่านขั้นตอนการให้สมาชิกรัฐสภา สส.-สว.เข้าชื่อกันยื่นถอดถอน ส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ตั้งองค์คณะไต่สวน ที่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า แม้จะมีข่าวว่า สว.ปัจจุบันเข้าชื่อกันแล้ว 

รอยด่างดังกล่าว ทำให้สังคมเห็นแล้วว่า ระบบตรวจสอบองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ป.ป.ช.ที่เป็นกฎหมายลูก น่าจะมีความคล่องตัวและทำได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ แต่ยังมองว่า ก็น่าจะทำโดยการแก้ไข รธน.รายมาตรา ไม่จำเป็นต้องโละทิ้ง รธน.ทั้งฉบับ

ผลออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. คือเดิมพันสำคัญของรัฐธรรมนูญ ว่าสุดท้าย รธน.ฉบับปัจจุบัน ยังได้ไปต่อ หรือจะโดนล้ม โละทิ้ง เพื่อยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ใครชอบแบบไหน ก็ไปออกเสียงกันแบบนั้นได้เลย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม

สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง

โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง

ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)

'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม

กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

ทุจริตสอบขรก.ท้องถิ่น เสียหาย4.5พันล้าน เด้งอธิบดีสีน้ำเงินกลบฉาว

ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.ที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการตำรวจป้องกันและปราบปรามการทุจริต (บก.ปปป.ช) สืบสวนจับกุมขบวนการเครือข่ายทุจริตการสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เมื่อ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่สอบไปเมื่อเดือน ก.พ.ปี 2568 โดยมีผู้เข้าร่วมสอบร่วมหนึ่งแสนคน และเบื้องต้นจากการสอบสวนผู้ถูกจับกุมและจากพยานหลักฐานต่างๆ ที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการโกงการสอบที่บ้านหลังหนึ่งที่นนทบุรี พบว่ามีบุคคลที่เข้าสอบและใช้วิธีการจ่ายเงินให้กับขบวนการดังกล่าวเพื่อโกงคะแนนการสอบร่วมสามพันคน โดย ป.ป.ช.ระบุว่า คดีนี้สร้างความเสียหายร่วม 4,500 ล้านบาท

นครินทร์ ปธ.ศาลรธน. ได้ต่อวีซ่าหรือเปลี่ยนตัว เกมยาวชิงประมุขคนใหม่

การประชุมวุฒิสภา วันอังคารนี้ 23 มิถุนายน มีวาระที่น่าสนใจคือ จะมีการประชุมเพื่อลงมติลับ โหวตให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ตามที่คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาล รธน. ที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน คัดเลือกส่งชื่อ ศาสตราจารย์จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตศาสตราจารย์จากคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านการคัดเลือกให้ถูกเสนอชื่อเป็นตุลาการศาล รธน. สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ มาให้วุฒิสภาลงมติให้ความเห็นชอบเป็นตุลาการศาล รธน.คนใหม่ แทน “ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาล รธน. ที่อยู่ในตำแหน่งตุลาการศาล รธน.และประธานศาล รธน.มาเกินวาระเกือบจะสองปีไปแล้ว”