บรรยากาศที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา กำลังจะคึกคักอีกครั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมถึงสนามเมืองพัทยา โดยเคาะวันหย่อนบัตรอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569
ตามไทม์ไลน์ที่ กกต.ประกาศชัดเจน การรับสมัครจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 28 พ.ค.-1 มิ.ย.2569 ซึ่งนั่นหมายความว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป คือช่วงเวลาที่จะชี้ชะตาว่าใครจะเป็นผู้ครองอำนาจบริหารงบประมาณกว่า 8 หมื่นล้านบาทของเมืองหลวงไปอีก 4 ปี แต่ทว่าในหน้ากระดานการเมืองนาทีนี้ นักวิเคราะห์แทบทุกสำนักกลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ยังคงมีคะแนนนำโด่งจนแทบจะเรียกได้ว่า “ไร้คู่ต่อสู้” ในเชิงสถิติและบารมี
หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งปี 2565 ชัชชาติสร้างประวัติศาสตร์ด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เขาสามารถประคองระดับคะแนนนิยมไว้ได้อย่างเหนียวแน่นด้วยยุทธศาสตร์ที่เข้าถึงใจคนเมือง 3 ประการหลัก
1.ยุทธศาสตร์ “เส้นเลือดฝอย” ที่สัมผัสได้ในระดับหน้าบ้าน ซึ่งชัชชาติเปลี่ยนภาพจำของผู้ว่าฯ จากคนที่เน้นโปรเจกต์อุโมงค์ยักษ์หมื่นล้าน มาเป็นคนที่สนใจเรื่อง “หลอดไฟส่องสว่าง” และ “ทางเท้าซอยเล็ก” ข้อมูลปัจจุบันระบุว่า กทม.ภายใต้การนำของเขาเปลี่ยนหลอดไฟ LED ไปแล้วกว่า 2 แสนจุด และซ่อมแซมทางเท้าไปแล้วหลายร้อยกิโลเมตร สิ่งเหล่านี้คือ “ผลงานที่จับต้องได้” ในชีวิตประจำวันของคนกรุง ซึ่งเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีเมื่อถูกโจมตีในเรื่องนโยบายมหภาค
2.“Traffy Fondue” และการปฏิรูประบบราชการด้วยดิจิทัล การนำเทคโนโลยีมาใช้รับเรื่องร้องเรียน ซึ่งมียอดการแก้ไขไปแล้วกว่า 1 ล้านเรื่อง หรือคิดเป็นร้อยละ 81 ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าเขามี “ตัวตน” และ “มีเสียง” ในการบริหารเมือง ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่เรื่องไอที แต่มันคือการทลายกำแพงระบบราชการที่ล่าช้า ซึ่งคู่แข่งคนไหนจะมาเลียนแบบหรือสร้างใหม่ให้ทันในเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องที่ “เป็นไปไม่ได้”
3.การเป็น “ผู้ว่าฯ ของทุกคน” ในนามอิสระ แม้ขั้วการเมืองจะเปลี่ยนไป พรรคประชาชนจะแลนด์สไลด์ใน กทม.ในการเลือกตั้ง สส. เมื่อ ก.พ.2569 ที่ผ่านมา แต่คะแนนของชัชชาติกลับไม่กระเทือน เพราะเขาถูกวางตัวเป็น “สถาบันทางการเมืองส่วนบุคคล” ที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง พ่อค้าแม่ขายไปจนถึงนักธุรกิจในสีลมยังคงมองว่าชัชชาติคือ “ตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด”
แม้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ จะแกร่ง แต่สมรภูมินี้ก็ไม่ได้ไร้ผู้สมัครหน้าใหม่เสียทีเดียว ข้อมูลจากแวดวงการเมืองระบุถึงชื่อที่น่าสนใจที่เตรียมจะตบเท้าเข้าสมัครในวันที่ 28 พ.ค.นี้
เริ่มจากพรรคประชาชน แม้จะยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ แต่มีกระแสข่าวหนาหูว่าอาจส่ง “ขุนพลนโยบาย” รุ่นใหม่ลงมาชิงชัย เพื่อชูภาพการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การรื้อระบบงบประมาณ กทม.และการกระจายอำนาจสู่เขตอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นจุดที่แฟนคลับ “สีส้ม” มองว่าชัชชาติยังทำได้ไม่สุด
ส่วน พรรคเพื่อไทย รายงานข่าวล่าสุดว่า เพื่อไทยอาจ “ไม่ส่งผู้สมัครในนามพรรค” เพื่อรักษาพันธมิตรทางอ้อมกับชัชชาติ และไปเน้นการรักษาฐาน สก.แทน เพื่อคุมงบประมาณในสภาเมือง
และขั้ว อนุรักษนิยม ชื่อของอดีตบิ๊กข้าราชการและนักวิชาการหลายคนอาจถูกทาบทาม เพื่อเป็นตัวแทนของ “คนกรุงสายดั้งเดิม” ที่เริ่มรู้สึกว่ากรุงเทพฯ ภายใต้ชัชชาติ มีแต่ “คอนเทนต์” แต่ปัญหาใหญ่อย่าง PM 2.5 และการจราจรยังคงทรงตัว
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ มองว่าคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของชัชชาติไม่ได้นั่งอยู่ในพรรคการเมืองอื่น แต่อยู่ในกระจกที่เขาส่องทุกเช้า
เริ่มจากกับดักความคาดหวัง เมื่อครั้งได้ 1.3 ล้านเสียง ชัชชาติขายความหวังไว้สูงลิบลิ่ว วันนี้คนกรุงเริ่มตั้งคำถามถึง “ผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง” ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ยังคงปกคลุมเมืองทุกต้นปี หรือปัญหาน้ำท่วมรอระบายที่แม้จะดีขึ้น แต่ยังไม่หายขาด เมื่อความคาดหวังพุ่งไปที่ 100 แต่ผลงานจริงอยู่ที่ 80 ส่วนต่าง 20 คะแนนนั้นคือ “ความผิดหวัง” ที่สะสม และอาจกลายเป็นคะแนนงดออกเสียง หรือคะแนนไหลไปสู่คู่แข่งที่มีความสดใหม่กว่า
ต่อมาภาวะ “ความสดใหม่ที่จางหาย” 4 ปีที่ผ่านมา ภาพการวิ่งตอนเช้า การไลฟ์สดลงพื้นที่ หรือคำศัพท์อย่าง “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ที่เคยดูขรึมขลังและมีพลัง ในปี 2569 นี้มันอาจจะเริ่มกลายเป็นความ “ซ้ำซาก” ในสายตาของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะ New Voters ที่ไม่ได้มีความผูกพันกับกระแสปี 65 พวกเขาต้องการอะไรที่มากกว่าแค่การ “ลงพื้นที่ไลฟ์สด”
และสุดท้ายอำนาจที่เป็นดาบสองคม การที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติบริหารมา 4 ปี ทำให้เขากลายเป็น “เจ้าภาพ” ของทุกปัญหาในกรุงเทพฯ โดยปริยาย คู่แข่งสามารถโจมตีจุดบกพร่องทุกจุดได้โดยตรง ขณะที่ตัวผู้ว่าฯ ชัชชาติต้องทำหน้าที่ “ตั้งรับ” และ “อธิบาย” ซึ่งในทางการเมือง การเป็นฝ่ายตั้งรับมักจะเสียเปรียบมากกว่าฝ่ายรุกเสมอ
แม้จะเห็นว่าไม่มีใครสามารถต่อกรกับชัชชาติได้ในเชิงบารมีสนาม กทม. แต่การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.2569 จะเป็นบทพิสูจน์ว่า “คะแนนนิยมส่วนบุคคล” จะสามารถเอาชนะ “กระแสความเปลี่ยนแปลง” และ “ความเบื่อหน่าย” ได้หรือไม่
หาก ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สามารถทลายกำแพงจุดอ่อนของตัวเองได้ เข้าใจว่าความสำเร็จในอดีตไม่ใช่หลักประกันของอนาคต และเร่งอุดรอยรั่วในนโยบายโครงสร้างใหญ่ในช่วงเวลาที่เหลือ เขาก็มีโอกาสสูงที่จะเดินเข้าสู่ศาลาว่าการเสาชิงช้าเป็นสมัยที่ 2 อย่างสง่าผ่าเผย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ปกป้องอธิปไตย'ตัวช่วย'สีน้ำเงิน' 'ดีลใหม่'ที่ต้องข้ามพ้น'การเมือง'
องค์ประกอบทางการเมืองที่ทำให้รัฐบาลภายใต้แกนนำของ “พรรคภูมิใจไทย” ยังมีเสถียรภาพ ไม่ใช่การตอบโจทย์ “พูดแล้วทำ” แต่ยังมีเรื่อง “ความชอบธรรม” ในการบริหารอำนาจรัฐเป็นตัวกำหนดด้วย
'ช่อพรรณิการ์' แจงปมโกหก-ใส่ร้าย 'ชัชชาติ'
“พรรณิการ์ วานิช” ออกโรงชี้แจงหลังถูกวิจารณ์ว่าโกหกและใส่ร้าย “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กรณีพูดถึงความยากลำบากในการติดป้ายหาเสียงของทีมพรรคประชาชน ยืนยันไม่ได้กล่าวโทษผู้ว่าฯ กทม.
เกม“ชายแดน-ประนอมภาคบังคับ” ไทยต้องไปให้สุดอย่ากลัว“สะดุดตอ”
สถานการณ์ชายแดนยังมีความวุ่นวายเป็นจุดๆ โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งมีถนนฝั่งกัมพูชาตัดเข้ามาถึงชายแดน เอื้อต่อการส่งกำลังเพิ่มเติมเข้ามาเผชิญหน้ากับแนววางกำลังของทหารไทยในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรนารี
“ทักษิณ”อิสรชนลุยหลังม่าน “ตัวแปร”เขย่า”กระดานการเมือง”
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569” ส่งผลให้ผู้ต้องราชทัณฑ์นับหมื่นรายทั่วประเทศได้รับอานิสงค์ หากแต่ในทางเมืองมันคือการปลดพันธนาการขั้นสุดท้ายของบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของการเมืองไทย นั่นคือ ทักษิณ ชินวัตร
ศึกชิงผู้ว่าฯกทม. ‘จตุพร’ แนะวิธีเอาชนะ ‘ชัชชาติ’
“จตุพร พรหมพันธุ์” วิเคราะห์สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มอง “ชัชชาติ” ยังนำห่างจากกระแสนิยมส่วนตัวและภาพผู้สมัครอิสระที่ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ชี้ผู้ท้าชิง
นฤชาเก้าอี้แข็ง อธิบดีโยธาฯ-ที่ดิน สิงห์น้ำเงินรอผงาด
อาจเพราะเห็นแล้วว่า แนวโน้มถูกดองยาว ทำให้ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต” ที่ถูก นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เด้งเข้ากรุ กรมการปกครอง

