เกมใหม่หลังยกเลิกMOU44 ดึง‘กัมพูชา’เข้ากรอบ‘คนละครึ่ง’

แม้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพด้วยคะแนนสนับสนุนที่ท่วมท้น แถมมีพรรครอร่วมรัฐบาลรอเสียบ แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทย จึงต้องเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม เช่น คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทยพลัส) ผลักดันทหารอาสา ยกเลิก MOU 44 เป็นต้น

โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวกับการรักษาอธิปไตย เส้นเขตแดน ซึ่งถือเป็น เรือธง ที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยพุ่งสูงขึ้นในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา 

ตอกย้ำด้วยท่าทีขึงขังของ รมว.กลาโหมของไทย พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เมื่อวันที่เข้าทำงานในกระทรวงกลาโหมครั้งแรกว่า จะไม่มีการเปิดด่าน จนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ได้ใจแฟนคลับที่ต้องการดึง กัมพูชา เข้ามาหารือในกลไกที่มีอยู่อย่าง แฟร์เกม

ทั้งจุดยืนและผลการปฏิบัติที่ออกมา อย่างน้อยก็มี “ผลงาน” ไว้ต่อยอดในการหาเสียง ในขณะเดียวกันก็เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับทิศทางการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความต้องการของภาคประชาชนซึ่งเป็นฐานเสียงสนับสนุนจากสายอนุรักษนิยมที่เหนียวแน่นเช่นกัน

สำหรับการยกเลิก MOU 44 ได้เริ่มนับหนึ่ง ณ วันที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน เห็นชอบให้ยกเลิกไปเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา และใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบดำเนินการแทน

กระบวนการหลังจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) จะเป็นผู้ทำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระหว่างนี้อาจจะมีการส่งไปปรึกษาคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าต้องเข้าสู่ความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ในกรณีที่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามที่มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกต

ซึ่งการประชุม สมช. ได้มีการหารือในประเด็นดังกล่าวพอสมควร และมีความเห็นไปในทิศทางที่ว่ายังอยู่ในขอบเขตอำนาจ ครม.ที่ทำได้ เพราะใน MOU ได้เขียนไว้แล้วว่าจะมีกระบวนการอย่างไรในการยกเลิก ซึ่งกรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศ ได้รายงานการพิจารณามาแล้วว่าดำเนินการได้

ก่อนที่เราจะตัดสินใจยกเลิก เราคุยกับที่ปรึกษากฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ พร้อมหารือว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็รับฟังนักวิชาการทุกฝ่าย และตัดสินใจบนเหตุผลที่ถูกต้อง MOU 44 เรามีมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังมีกระแสภายในประเทศด้วย ฉะนั้นในเมื่อไม่คืบหน้าเราก็ยกเลิกแล้วไปพูดคุยกับฝ่ายกัมพูชาต่อ” นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ ระบุ

 ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา MOU 44 มีปัญหาเรื่อง เขตแดน กับ ผลประโยชน์ ก้ำกึ่งกัน คือ มีการแบ่งเขตพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) จำนวน 26,000 ตารางกิโลเมตร ออกเป็น 2 ส่วน โดยใช้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่ง แล้วกำหนดไว้ว่าให้เจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเฉพาะพื้นที่ส่วนบนเส้น 11

 โดยกำหนดให้พื้นที่ใต้เส้น 11 เป็นเขตพัฒนาร่วม (JDA) เพื่อเจรจาร่วมกันผลิตและแบ่งผลประโยชน์ในปิโตรเลียม เงื่อนไขบังคับคือ การเจรจาทั้ง 2 ส่วนจะต้องทำไปพร้อมกัน อย่างไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้

ซึ่งหากเทียบกับ JDA ที่ “ไทย” ทำกับ “มาเลเซีย” จะคุยเรื่องเขตแดนให้จบก่อน จึงมาคุยเรื่องผลประโยชน์ทางทะเล ซึ่งที่่ผ่านมาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี

กระบวนการต่างๆ ล้วนต้องใช้เวลา หาก ครม.ยกเลิกแล้ว ก็ยังต้องรอดูท่าทีกัมพูชาต่อไปว่าจะ คัดค้าน หรือไม่ และกว่าจะได้ข้อตกลง กรอบในการเจรจาใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกช่วง จึงจะเริ่มเจรจาเรื่องเขตแดน

แต่ปมประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่กัมพูชาเข้ามาเป็นสมาชิกของ UNCLOS นั่นอาจบ่งชี้ว่า “กัมพูชา” น่าจะมีไพ่ลับในการต่อสู้ เพราะถ้าตกลงไม่ได้ในขั้นตอนนี้ ก็สามารถเดินไปสู่เกมของนานาชาติ โดยกระบวนการอนุญาโตตุลาการ

 แต่กรอบของ UNCLOS มีหลัก Equidistance ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่ใช้หลักนี้อยู่แล้ว เพราะเมื่อเจรจาก็ต้องกลับมาที่หลักการนี้ แต่ที่ผ่านมากัมพูชาเบี่ยงเบนวิธีการ ลากเส้นจากหลักเขตที่ 73 เว้าเกาะกูด แล้วขีดเส้นแบ่งระหว่างจุดนั้น กับเกาะที่อยู่เหนือขึ้นไป ซึ่งผิดหลัก “แบ่งคนละครึ่ง” หรือ Equidistance 

ฝ่ายไทยเองก็ต้องดูท่าทีของกัมพูชาว่าจะเข้ามาอยู่ในกติกาเดียวกันหรือไม่ และแสดงออกในประเด็นชายแดนตลอดแนวว่าแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร  เพราะที่ผ่านมาการสื่อสารออกมายังคงกดดัน และ กล่าวอ้างถึงไทยในทางลบในเวทีต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้สถานการณ์ของกัมพูชาถือได้ว่า ตกที่นั่งลำบาก ทั้งคะแนนนิยม และ เศรษฐกิจในประเทศ เมื่อดูจากคำสัมภาษณ์ของนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน ที่เป็นตัวกลางส่งสารจากนายกฯ ฮุน มาเนต กัมพูชา ที่ต้องการประนีประนอม แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องคลี่คลายปัญหากับไทยโดยเร็ว 

ล่าสุดกัมพูชาออกมาแสดงความเสียใจต่อการตัดสินใจของไทย ในการถอนตัวออกจากข้อตกลงปี 2001 (พ.ศ.2544) พร้อมเตือนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวบ่อนทำลายจิตวิญญาณแห่งความร่วมมือระหว่าง 2 ชาติ ตามรายงานของเคทีพี สื่อมวลชนแห่งรัฐกัมพูชา

เพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา ระบุเมื่อวันเสาร์ที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า กัมพูชามองการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นการก้าวถอยหลังจากบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งวางกรอบการทำงานสำหรับการพัฒนาทรัพยากรร่วมกันในพื้นที่ไหล่ทวีปที่เป็นข้อพิพาทของอ่าวไทย

รายงานข่าวของเคทีพีระบุว่า เอ็มโอยูฉบับนี้มีเจตนาเปิดทางความร่วมมือในพื้นที่กล่าวอ้างทับซ้อนกัน ขณะเดียวกันก็มอบพื้นฐานสำหรับการกำหนดเขตแดนทางทะเลในอนาคตภายในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

กระทรวงกิจการต่างประเทศและความร่วมมือนานาชาติของกัมพูชาระบุว่า ข้อตกลงนี้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงและผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ ให้คำจำกัดความเอ็มโอยูฉบับดังกล่าวว่าเป็นกรอบการทำงานที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของความยินยอมร่วมกันและเจตนาดี

"มันน่าเสียใจถ้าไทยตัดสินใจถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจ 2001" กระทรวงกิจการต่างประเทศกัมพูชาระบุ พร้อมบอกต่อว่า ข้อตกลงนี้ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนความร่วมมือฉันมิตรและความรุ่งเรืองร่วมกัน

"กัมพูชายืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามข้อตกลงทั้งในแง่ของตัวบทและเจตนารมณ์ และเน้นย้ำว่ากัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาทางทะเลอย่างสันติและด้วยความร่วมมือ" ถ้อยแถลงระบุ

เหล่านั้นจะเป็น “หลุมพราง” ในการเล่นเกมสู้กับไทย หรือทางออกสุดท้ายที่ไร้ทางเลือก เป็นเรื่องคนไทยคงต้องติดตามดูต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปัจจัย ‘ภายใน-ภายนอก’ เร้ากระแสข่าวปรับครม.

กระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาเป็นระยะ ทั้งที่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งจะทำงานมาได้ 4 เดือนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบรัฐบาลในอดีต ที่อย่างเร็วที่สุดจะปรับกันทุก 6 เดือน หรือครึ่งปี

โผมท.-คลองหลอดฝุ่นตลบ สิงห์น้ำเงินผงาด แต่ไม่ยกแผง

ปกติการจัดทัพ-ทำโผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซี 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทั้ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย-อธิบดี-ผู้ว่าราชการจังหวัด-ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้รับความสนใจจากแวดวงการเมืองพอสมควร ไม่แพ้โผทหาร-โผตำรวจ ยิ่งในช่วงการเมืองพีกๆ เช่น จะมีการเลือกตั้งใหญ่ หรือการเมืองแรงๆ มีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจการเมือง โผมหาดไทยก็จะอยู่ในความสนใจของแวดวงการเมืองตามไปด้วย

ไร้ดีลลับแดงเขียวโมนาโก ระวังน้ำเงินสวนคืนเขี่ยพท.

เสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในวันนี้ ไม่ได้ถูกท้าทายจากตัวเลขเสียงในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกทดสอบผ่าน “สงครามข่าวลือ” และความพยายามสร้างภาพความแตกแยกภายในเครือข่ายอำนาจของพรรคภูมิใจไทย