
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่หมุดหมายใหม่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความหวาน” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสากล ผ่านนโยบาย BCG (Bio-Circular-Green Economy) และหลักการ ESG ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
ดันเทคโนโลยี CCUS สู่ “คาร์บอนเครดิต”
นายวราวุฒิ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโรงงานน้ำตาลไทยในปัจจุบันที่มีการนำเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCUS (Carbon Capture and Utilization and Storage) มาใช้จริงจนประสบความสำเร็จ โดยสามารถแยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจำหน่ายให้กับบริษัทผลิตน้ำอัดลมรายใหญ่ (เช่น โค้ก) รวมถึงนำไปผลิตเป็นน้ำแข็งแห้ง (Dry Ice) ได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีรักษ์โลกนี้ยังติดล็อกสำคัญ เนื่องจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO (อบก.) ยังไม่นับรวมส่วนนี้เป็นคาร์บอนเครดิต เพราะกฎเกณฑ์สากลมองว่า ผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลถูกจัดอยู่ในกลุ่มชีวภาพ (Bio-industry) อยู่แล้ว จึงขัดต่อเกณฑ์การนับคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน
“ผมมีแนวคิดที่จะเจรจากับ 3 กลุ่มในวงการน้ำตาลโลก คือ บราซิล อินเดีย และไทย เพื่อร่วมกันผลักดันให้การกักเก็บคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำตาลถูกนับเป็นคาร์บอนเครดิต ซึ่งหาก 3 ประเทศหลักซึ่งเป็นผู้นำตลาดเห็นพ้องร่วมกัน จะสร้างแรงกดดันให้มาตรฐานโลกเปลี่ยนแปลงได้” นายวราวุฒิ กล่าว
โครงสร้างผลประโยชน์ 70:30
อีกหนึ่งความท้าทายในอนาคตคือการปรับตัวของโครงสร้างเศรษฐกิจและการแบ่งปันสัดส่วนผลประโยชน์ระหว่างเกษตรกรชาวไร่อ้อย (70%) และโรงงาน (30%) เนื่องจากวิสัยทัศน์ของโรงงานน้ำตาลยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปสู่การแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงกว่าน้ำตาลหลายเท่าตัว (New S-Curve) เช่น เอทานอล, พลังงานไฟฟ้าชีวมวล, ซิลิก้า หรือคาร์บอนโพลิเมอร์
การแตกไลน์สู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงนี้ โรงงานต้องแบกรับงบลงทุนเองเป็นหลักพันล้านบาท รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า หากชาวไร่อ้อยต้องการเข้ามามีส่วนแบ่งจากผลิตภัณฑ์ต่อยอดเหล่านี้ ทางโรงงานอาจจำเป็นต้องต่อรองเพื่อขอขยับสัดส่วนในระบบหลักเป็น 60:40 แทน เพื่อให้คุ้มทุนกับการลงทุนมหาศาล ซึ่งประเด็นเชิงลึกนี้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมศึกษาและพูดคุยตกลงกันต่อไปเพื่อผลประโยชน์ที่เป็นธรรม
โมเดลโดย “น้ำตาลไทยอุดรธานี”
จากการตรวจเยี่ยม บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด (บริษัทในเครือกลุ่มไทย ชูการ์ มิลล์ หรือ TSM Group) พบว่าเป็นโมเดลตัวอย่างความสำเร็จของการนำแนวคิด BCG และ ESG มาใช้ปฏิบัติจริง โดยโรงงานสามารถต่อยอดสิ่งเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตน้ำตาลไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงได้อย่างครบวงจร อาทิ โพลิเมอร์ และ ซิลิก้า (สกัดจากขี้เถ้ากระบวนการผลิต) ปุ๋ยอินทรีย์ (จากเศษกากเหลือทิ้ง) เอทานอล และ พลังงานชีวมวล (จากกากน้ำตาลและชานอ้อย) ด้านนวัตกรรมอาหาร ได้มีการพัฒนาน้ำตาลที่มีไขมันต่ำแต่ให้ความหวานปกติ เพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย
ดันงบอ้อยสดคู่เทคโนโลยีโดรน ลดฝุ่น PM 2.5
นอกเหนือจากมิติโรงงานแล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร โดย รมว.อุตสาหกรรม และคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมไร่อ้อยเพื่อรับฟังปัญหาการดูแลพันธุ์อ้อย การป้องกันโรค และชมการสาธิตการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง “โดรนการเกษตร” ในการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนให้เกษตรกร
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่องการติดตามงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดคุณภาพดี เพื่อลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 โดยกำลังเร่งทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2568 และ 18 พ.ย. 2568) เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็วที่สุด
สถิติกำลังการผลิต “อุดรธานี” เมืองหลวงอ้อยแห่งอีสาน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การปลูกอ้อยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีพื้นที่ปลูกรวม 4.99 ล้านไร่ โดยมีจังหวัดอุดรธานีครองแชมป์พื้นที่ปลูกมากที่สุดในภูมิภาคถึง 716,007 ไร่ (มีอำเภอบ้านผือ โนนสะอาด และวังสามหมอ เป็นพื้นที่หลัก) และมีโรงงานน้ำตาล 3 แห่งเป็นกลไกสำคัญในการรองรับผลผลิต
สำหรับภาพรวมในฤดูการผลิตปี 2568/2569 จังหวัดอุดรธานีมีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวมทั้งสิ้น 4,996,934.23 ตัน ซึ่งผลผลิตทั้งหมดถูกกระจายและขับเคลื่อนผ่านโรงงานน้ำตาลหลักทั้ง 3 แห่ง ดังนี้
โรงงานแห่งแรกคือ โรงงานน้ำตาลไทยอุดรธานี ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านผือ มีปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูกาลนี้สูงถึง 2,323,012.54 ตัน เพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อนหน้า โดยมีผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ที่ 111.08 กิโลกรัมต่อตันอ้อย จุดเด่นที่สำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายสิ่งแวดล้อมจนสามารถควบคุมสัดส่วนอ้อยเผาไฟให้เหลือเพียง 3.00% เท่านั้น ส่งผลให้เกษตรกรคู่สัญญามีความเชื่อมั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 1,384 รายในปีก่อนหน้า ขึ้นมาอยู่ที่ 3,348 รายก่อนเปิดหีบฤดูกาลนี้
โรงงานแห่งที่สองคือ โรงงานน้ำตาลเกษตรผล ตั้งอยู่ในอำเภอกุมภวาปี มีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวม 2,215,892.50 ตัน โดยสามารถทำสถิติผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ยได้สูงที่สุดในจังหวัดคือ 117.84 กิโลกรัมต่อตันอ้อย และมีสัดส่วนอ้อยเผาไฟอยู่ที่ 4.84%
และโรงงานแห่งที่สามคือ โรงงานน้ำตาลทรายขาวเริ่มอุดม ตั้งอยู่ในอำเภอหนองหาน มีปริมาณอ้อยเข้าหีบรองรับผลผลิตในพื้นที่จำนวน 458,029.19 ตัน มีผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 99.01 กิโลกรัมต่อตันอ้อย โดยควบคุมสัดส่วนอ้อยเผาไฟให้อยู่ที่ 4.05%
พร้อมรับเรื่องข้อเรียกร้องชาวไร่อ้อย
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นายวราวุธ ได้รับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทน 4 องค์กรชาวไร่อ้อยนำโดยสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ที่ด้านหน้ากระทรวงอุตสาหกรรม โดยกล่าวว่าขอบคุณชาวไร่อ้อยที่ช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการไม่เผาอ้อยสดจนเหลือเพียง 3.8% ทำให้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอเงินค้างจ่ายปี 67/68 จำนวน 477 ล้านบาท
ขณะที่เรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการให้รัฐ “รวบยอด” เงินช่วยเหลือ 2 มาตรการ ได้แก่ เงินจูงใจตัดอ้อยสด 69 บาท/ตัน และเงินช่วยเหลือกรณีไม่เผาแปลงหลังเก็บเกี่ยว (เฉลี่ย 51 บาท/ตัน) มารวมเป็นก้อนเดียวที่ 120 บาท/ตันอ้อย พร้อมทั้งเรียกร้องให้ “ตัดเงื่อนไขห้ามเผาแปลงหลังเก็บเกี่ยวออกไป” ซึ่งจะเปิดทางให้ชาวไร่อ้อยยังสามารถเผาแปลงได้ตามปกติหลังการเก็บเกี่ยว
กระทรวงอุตสาหกรรมขอยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมดูแลชาวไร่อ้อยกว่า 140,000 รายตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย หรือ กอน. ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนฝ่ายราชการ ผู้แทนฝ่ายราชการ ผู้แทนฝ่ายชาวไร่อ้อย และผู้แทนฝ่ายโรงงาน ได้ แจ้งไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดหีบ โดยที่ผ่านมาได้ทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้วถึง 2 มาตรการแล้ว คือ 1.ปรับปรุงอุปกรณ์และเครื่องจักร 2.เกษตรกรไม่เผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยว ส่วนมาตรการ 3 ซึ่งได้แก่ 1.มาตรการแรงจูงใจเก็บเกี่ยวอ้อยสด 100% 2.การสร้างรายได้เพิ่มจากใบและยอดอ้อย 3.ช่วยเหลือไม่เผ่าหลังเก็บเกี่ยว ขณะนี้ได้ผ่านมติเห็นชอบจากที่ประชุม กอน. เรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอ ครม. พิจารณา
ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอย้ำว่า การเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินมีระเบียบและขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบ “ทยอยจ่าย” รวมถึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือไม่เผาหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นมาตรการช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั่วไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย จึงไม่ใช่แค่การขายสินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิม แต่เป็นการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

