PFG จับมือกับ Umios ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นร่วมนั่งบอร์ด เดินหน้าขยายธุรกิจอาหารสู่ตลาดเอเชีย

กลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด  ประกาศความร่วมมือกับ Umios Corporation จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตในเอเชีย โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งของ PFG ด้านแบรนด์และการบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย เข้ากับเครือข่ายธุรกิจระดับโลกของ Umios Group พร้อมตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ภายใต้พันธกิจร่วม Enrich People’s Life’     

10 ก.ย. 2569 – นางสาวสุดาทิพ เกียรติศรีชาติ ว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพัทยาฟู้ด (PFG) ผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์ นอติลุส (Nautilus), มงกุฎทะเล (Mongkut Talay), ซีคราวน์ (Sea Crown), รีกาลอส (Regalos) และ เรมี่ (Remy)  เปิดเผยว่า  PFG ซึ่งดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ผลิตอาหารทะเลมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ กำลังพัฒนาสู่บริษัทอาหารแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม การผลิต การจัดจำหน่าย และการสร้างแบรนด์ โดยมีพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน อาทิ นอติลุส, มงกุฎทะเล และ ซีคราวน์ รวมถึงแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง รีกาลอส และ เรมี่ นอกจากนี้ PFG ยังขยายธุรกิจไปสู่กลุ่ม อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความต้องการด้านโภชนาการ ความสะดวก และความยั่งยืน

ล่าสุดบริษัทได้พันธมิตรอย่าง Umios Corporation ซึ่งเป็นบริษัทขั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น โดยเดิมดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Maruha Nichiro Corporation นำประสบการณ์กว่า 145 ปี ในธุรกิจประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูปอาหาร และการจัดจำหน่าย โดย Umios Group มีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ศักยภาพของ Umios สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานในปี 2568 ซึ่งมีมูลค่า 7.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท

นางสาวสุดาทิพ กล่าวว่า Umios Group จะเข้าลงทุนใน PFG ด้วยสัดส่วน 25.1% มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ Own Brand Manufacturing (OBM) ในเอเชีย มองว่าความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้จะช่วยผลักดันกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ PFG โดยตรง ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอาหารทะเล พร้อมเร่งการเติบโตในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูง ได้แก่ ธุรกิจสัตว์เลี้ยง และอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเชิงฟังก์ชัน ในตลาดสำคัญทั่วเอเชีย

สำหรับในปี 2568 PFG มีรายได้ประมาณ 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 7,000 ล้านบาท โดยประมาณ 65% มาจากตลาดต่างประเทศ และ 40% มาจากธุรกิจแบรนด์ ตามลำดับ บริษัทตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยมีนวัตกรรมและการขยายตลาดต่างประเทศ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ พร้อมให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น แผนการเติบโตของ PFG สอดคล้องกับ 2 เมกะเทรนด์สำคัญ ได้แก่ การบริโภคโปรตีนทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยตลาดทูน่าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะเติบโตที่อัตรา CAGR 6.07% ในช่วงปี 2568–2573 ขณะที่ข้อมูลจาก AC Nielsen ระบุว่า ตลาดทูน่ากระป๋องในประเทศไทยเติบโตประมาณ 8.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน

อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญคือ Pet Humanization หรือการที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกของครอบครัวมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่ามากกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 48,000 ล้านบาท และประเทศไทยยังเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ขณะที่ตลาดดังกล่าวเติบโตประมาณ 8–10% ต่อปี

“ที่ PFG เราเชื่อว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนนั้น ต้องสร้างคุณค่าที่สามารถวัดผลได้ควบคู่ไปกับผลการดำเนินงานทางการเงิน ซึ่งหมายถึงการเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภค พันธมิตร และสังคม โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวเดินร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารด้วยนวัตกรรมและความรับผิดชอบ โดยมีพันธกิจร่วมกัน คือ “การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน (Enrich People’s Life)” เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า ” นางสาวสุดาทิพ กล่าว

เพิ่มเพื่อน