ธุรกิจ‘BNPL’บนเส้นทางของกติกาใหม่ เมื่อธปท.คุมเกมสินเชื่อบนปลายนิ้วก่อนหนี้ดิจิทัลล้ำเส้นความเสี่ยง

จากพฤติกรรม ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ที่เคยเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งของการชำระค่าสินค้า วันนี้กำลังขยับสถานะขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งรูปแบบสินเชื่อที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโลกการซื้อขายออนไลน์ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงวงเงินและตัดสินใจผ่อนชำระได้แทบจะในเวลาเดียวกับการกดสั่งซื้อ ความง่ายและความเร็วของ สินเชื่อประเภทซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later: BNPL จึงกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค จากการซื้อเท่าที่มีกำลังจ่าย ไปสู่การนำรายได้ในอนาคตมาใช้จ่ายล่วงหน้า

สัญญาณการเติบโตสะท้อนชัดจากจำนวนบัญชี BNPL ที่เพิ่มจากราว 6 แสนบัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชีในปี 2567 ขณะที่มูลค่าการใช้สินเชื่อขยายตัวถึง 38% ในปี 2567 โดยที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือฐานผู้ใช้ที่ขยายตัวในกลุ่มคนอายุน้อย โดยเฉพาะวัยเริ่มทำงานและกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายจากแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางด้านภาระหนี้อยู่แล้ว

เมื่อ ‘วงเงิน’ ถูกทำให้เข้าถึงง่ายและกระบวนการตัดสินใจซื้อแทบไม่มีแรงเสียดทาน ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่เพียงการมีหนี้เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่อาจเปลี่ยนไปด้วย เพราะ BNPL สามารถทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสินค้าราคาแพงอยู่ในระดับที่จ่ายไหว เพียงเพราะภาระถูกแบ่งออกเป็นงวดเล็กๆ ขณะที่ข้อมูลจากการศึกษาของ ‘สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์’ พบว่าผู้ใช้ BNPL จำนวนไม่น้อยมีหนี้ประเภทอื่นอยู่แล้ว และบริการดังกล่าวมีส่วนทำให้ตัดสินใจซื้อสินค้าได้เร็วขึ้น

โจทย์จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง แต่กำลังขยับไปสู่คำถามเรื่อง หนี้ก่อน รายได้ทีหลัง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่รายได้ยังไม่สูงและความสามารถในการรองรับภาระทางการเงินมีจำกัด หากการผ่อนหลายรายการเกิดขึ้นพร้อมกัน ภาระที่ดูเหมือนเล็กในแต่ละรายการสามารถสะสมกลายเป็นภาระหนี้ก้อนใหญ่ และเมื่อรายได้ไม่เป็นไปตามคาด ความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้หรือกลายเป็นหนี้เสียก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในมุมของระบบการเงิน ความเสี่ยงของ BNPL จึงอยู่ที่การเติบโตของสินเชื่อรูปแบบใหม่ซึ่งเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการบริโภคโดยตรง หากสินเชื่อขยายตัวเร็วกว่าความสามารถในการชำระหนี้ ย่อมเพิ่มโอกาสที่ปัญหาจากระดับบุคคลจะถูกส่งต่อไปยังคุณภาพสินทรัพย์ของผู้ให้บริการและภาคการเงิน ขณะที่ในระดับเศรษฐกิจ หากการบริโภคในวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยการดึงกำลังซื้อจากอนาคตมากขึ้น ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อในระยะข้างหน้า เมื่อครัวเรือนต้องนำรายได้ไปชำระหนี้แทนการใช้จ่ายหรือออม

ทั้งหมดนี้ทำให้ BNPL กำลังเปลี่ยนจากเรื่องของ ความสะดวกในการซื้อสินค้า ไปเป็นโจทย์ด้านเสถียรภาพทางการเงินที่ต้องจับตา เพราะแม้สินเชื่อประเภทนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินและตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัล แต่หากเติบโตบนฐานของการใช้จ่ายเกินกำลังและการก่อหนี้โดยไม่รู้ตัว ก็อาจกลายเป็น หนี้ก้อนเล็กที่สะสมเป็นปัญหาใหญ่ ได้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)’ จึงเริ่มขยับจากการติดตาม สู่การวางกรอบกำกับ BNPL เพื่อไม่ให้สินเชื่อที่เติบโตบนความสะดวกและการเข้าถึงที่ง่าย กลายเป็นช่องทางเร่งการก่อหนี้ของครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่า หากปล่อยให้รูปแบบสินเชื่อดังกล่าวขยายตัวโดยไม่มีกติกาที่เหมาะสม ความเสี่ยงที่เริ่มจากระดับบุคคลอาจสะสมและส่งต่อไปยังคุณภาพสินเชื่อและเสถียรภาพของระบบการเงินได้

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า BNPL จะไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือเป็นธุรกิจที่ไม่ดี แต่หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสมอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่เกินตัว ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ต้องระวัง

เพราะปัจจุบันคนไทยกว่า 25 ล้านคนมีภาระหนี้ ขณะที่ประชากรอายุ 20-35 ปี มากกว่า 52.7% เป็นหนี้ และในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินในอนาคต ขณะที่เด็กอายุน้อย หรือ First Jobber กลายเป็นหนี้เสียเร็วมาก ส่วนหนึ่งเพราะสินค้าหลายอย่างที่มีการนำเสนอบริการ BNPL

โจทย์ของ ธปท.จึงอาจไม่ได้อยู่เพียงการควบคุม ‘วงเงิน’ หรือ ‘ดอกเบี้ย’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการวางกติกาให้สอดคล้องกับธรรมชาติของ BNPL ซึ่งแตกต่างจากสินเชื่อรูปแบบเดิม เพราะการก่อหนี้เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกับการตัดสินใจซื้อสินค้า ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘การใช้จ่าย’ กับ ‘การกู้ยืม’ บางลงอย่างมาก จนนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ BNPL จากเดิมที่ตลาดเติบโตตามพฤติกรรมผู้บริโภคและแพลตฟอร์มดิจิทัล ไปสู่การถูกกำกับในฐานะ สินเชื่อ อย่างจริงจัง

เพราะหัวใจของการกำกับดูแลไม่ได้มีเพียงการทำให้ผู้ให้บริการอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน แต่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้สินเชื่อดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน กับการป้องกันไม่ให้ความสะดวกในการก่อหนี้กลายเป็นตัวเร่งปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะต่อไป

การขยายตัวดังกล่าวจึงทำให้ BNPL เดินทางมาถึงอีกจุดเปลี่ยน จากสินเชื่อที่เติบโตตามนวัตกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภค สู่บริการที่ต้องมี ‘เส้นกำกับ’ ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติของผู้ให้บริการ เงื่อนไขการเข้าถึง และการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะเมื่อการก่อหนี้เกิดขึ้นได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน การวางกติกาให้ทันกับรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนเร็ว จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของผู้กำกับดูแลในเวลานี้

สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ได้เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) เรียบร้อยแล้ว โดยมีแผนจะเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ภายในเดือน ก.ย.2569 เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงก่อนประกาศใช้จริงภายในไตรมาส 4 ปี 2569

โดยหัวใจสำคัญของเกณฑ์ใหม่ คือ การนำผู้ประกอบการ BNPL เข้าสู่ระบบใบอนุญาต ซึ่งกลไกสำคัญนั้น ธปท.จะกำหนดให้ธุรกิจ BNPL เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาต (License) เฉพาะ โดยผู้ประกอบการรายเดิมที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วประมาณ 6 แห่งขึ้นไป จะต้องเข้าสู่ระบบการขอใบอนุญาตตามเงื่อนไข เพื่อสร้างมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่โปร่งใสและเป็นธรรม

“จากข้อมูลพบว่า ธุรกิจ BNPL เติบโตขึ้นถึง 10 เท่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 6 แสนคน เป็น 6 ล้านคน และที่น่ากังวลคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่กว่า 45% เริ่มต้นสร้างหนี้ก้อนแรกผ่านบริการ BNPL ซึ่งเป็นการกู้ยืมเพื่อการบริโภค ธปท.จึงเตรียมออกใบอนุญาตใหม่ โดยเบื้องต้นจะจำกัดอายุผู้ใช้บริการต้องมีอายุระหว่าง 18-20 ปีขึ้นไป, จำกัดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในกรอบ 15-20% และจำกัดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย เพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนก่อหนี้เกินตัว โดยเงื่อนไขสำคัญ คือ ออกเกณฑ์แล้วต้องเข้าสู่ระบบ หากไม่เข้าก็จะไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อได้ ต้องปิดตัวลง” ผู้ว่าการ ธปท. ระบุ

ทั้งนี้ สาระสำคัญของเกณฑ์ใหม่ จะเปลี่ยน BNPL จากบริการที่เติบโตตามแพลตฟอร์มดิจิทัลและพฤติกรรมการบริโภค ให้เข้ามาอยู่ภายใต้กรอบของธุรกิจสินเชื่อที่มีมาตรฐานชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านคุณสมบัติผู้ใช้บริการ วงเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขการให้สินเชื่อ โดยผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดจะต้องเข้าสู่ระบบใบอนุญาตและปฏิบัติตามเงื่อนไขเดียวกัน หากไม่สามารถเข้าสู่ระบบกำกับได้ ก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ประเด็นนี้จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนของตลาด BNPL เพราะจากเดิมที่การเติบโตเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกับการขยายตัวของแพลตฟอร์มออนไลน์ การกำกับดูแลกำลังเข้ามาวาง เส้นแบ่ง ระหว่างความสะดวกในการซื้อสินค้า กับความรับผิดชอบในการก่อหนี้ให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้จำนวนหนึ่งอาจมอง BNPL เป็นเพียงช่องทางการชำระเงิน มากกว่าจะตระหนักว่าแท้จริงแล้วกำลังเข้าสู่ภาระสินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญหลังจากนี้อาจไม่ได้อยู่เพียงการออกใบอนุญาตหรือกำหนดเพดานสินเชื่อ แต่อยู่ที่ประสิทธิผลของการกำกับในทางปฏิบัติ เพราะ BNPL เป็นธุรกิจที่เชื่อมโยงทั้งผู้ให้บริการสินเชื่อ แพลตฟอร์มดิจิทัล ร้านค้า และผู้บริโภค การวางกติกาจึงต้องตามให้ทันรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนเร็ว และต้องไม่เปิดช่องให้การก่อหนี้เคลื่อนย้ายไปอยู่ในพื้นที่ที่อยู่นอกกรอบกำกับ

BNPL จึงกำลังเป็นอีกบททดสอบของระบบการเงินไทยว่า จะสามารถสร้างสมดุลระหว่าง โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ กับ การป้องกันการก่อหนี้เกินตัว ได้มากน้อยเพียงใด เพราะในโลกที่การซื้อสินค้าเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่คลิก ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่การมีสินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ผู้บริโภคตระหนักว่า ทุกการ ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ก็คือการนำรายได้ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า และหากกติกาไม่สามารถเดินให้ทันพฤติกรรมการก่อหนี้ ความสะดวกในวันนี้ก็อาจกลายเป็นภาระของวันข้างหน้า

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโตของตลาด BNPL แต่คือการเปลี่ยนแปลงของ ‘พฤติกรรมการก่อหนี้’ ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อสินเชื่อถูกวางไว้ตรงหน้าผู้บริโภคในจังหวะเดียวกับการตัดสินใจซื้อ เส้นแบ่งระหว่าง ‘อยากได้’ กับ ‘มีกำลังจ่าย’ จึงยิ่งบางลง และทำให้การก่อหนี้สามารถเกิดขึ้นโดยแทบไม่รู้สึกว่าเป็นการกู้เงินในความหมายเดิม

ความเสี่ยงจึงอาจไม่ได้อยู่ที่หนี้ก้อนใหญ่เพียงก้อนเดียว แต่อยู่ที่การสะสมของหนี้ก้อนเล็กจากหลายการซื้อ ตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค แฟชั่น ไปจนถึงบริการต่างๆ หากผู้บริโภคใช้ BNPL หลายรายการพร้อมกัน ภาระที่ดูเหมือนเล็กในแต่ละครั้งจะถูกเปลี่ยนเป็นภาระผ่อนชำระรายเดือนที่กินพื้นที่รายได้ในอนาคต และเมื่อรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามภาระหนี้ สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงการลดการบริโภค แต่รวมถึงการลดความสามารถในการออมและการชำระหนี้ประเภทอื่น

ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักเมื่อมองผ่านโครงสร้างหนี้ของครัวเรือนไทย เพราะ BNPL อาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็น ‘หนี้ก้อนใหม่’ ที่แยกขาดจากระบบเดิม หากแต่เข้ามาซ้อนทับกับบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และหนี้รูปแบบอื่น การประเมินความเสี่ยงจึงต้องก้าวข้ามคำถามว่า ผู้กู้มี BNPL เท่าไร ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าว่า ผู้กู้มีภาระหนี้ทั้งหมดเท่าไร และยังมีความสามารถในการรับหนี้เพิ่มอีกหรือไม่ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการก่อหนี้เกิดขึ้นได้รวดเร็วกว่าเดิม

ในมุมของผู้ประกอบการ การเข้าสู่ระบบใบอนุญาตจึงเป็นมากกว่าการเพิ่มขั้นตอนทางกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนสมการธุรกิจจากการเร่งขยายฐานผู้ใช้ ไปสู่การพิสูจน์ว่าการเติบโตนั้นมีคุณภาพเพียงพอที่จะรับผิดชอบต่อความเสี่ยงของลูกหนี้หรือไม่ ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎอาจเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ตลาดต้องแลกคือมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่ไม่ควรถูกขับเคลื่อนด้วยความง่ายในการก่อหนี้เพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การกำกับ BNPL จึงเป็นโจทย์ที่ใหญ่กว่าการออกกฎควบคุมผลิตภัณฑ์หนึ่งประเภท เพราะกำลังสะท้อนคำถามสำคัญของระบบการเงินยุคดิจิทัลว่า เมื่อเทคโนโลยีทำให้ ‘การเข้าถึงสินเชื่อ’ ง่ายขึ้นหลายเท่า กลไกป้องกันการก่อหนี้เกินตัวจะก้าวให้ทันได้หรือไม่ หากคำตอบยังไม่ชัดเจน BNPL อาจไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้บริโภค ‘ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง’ แต่อาจกลายเป็นช่องทางที่ทำให้ผู้บริโภค ‘ใช้รายได้ในอนาคตก่อน’ และส่งต่อภาระนั้นไปยังเศรษฐกิจในวันข้างหน้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลเร่งเข้า OECD เป้าปี 71 ใช้มาตรฐานโลกยกเครื่องเศรษฐกิจ-ราชการ-การศึกษา

รัฐบาลเดินหน้าไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ตั้งเป้าปี 2571 มอบ 34 หน่วยงานเร่งปรับกฎหมาย-นโยบายตามมาตรฐานสากล ชูผล PISA 2025

มีลุ้น‘ไทยพลัส’ต่อ1-2ด.

“เอกนิติ” บอกกำลังพิจารณาไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 อยู่ แย้มอาจได้ 1-2 เดือน ขอดูสภาพเศรษฐกิจก่อน “สุรศักดิ์” เผยชง ครม. 22 ก.ย.นี้ไทยเที่ยวไทยพลัส รฟท.ยันแอร์พอร์ตลิงก์ไปต่อหลัง 30 ก.ย.

'ธนฑิตย์' ดัน IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ชาติ เปิดตลาดสินค้าไทย-เพิ่มรายได้ภาคใต้

“ธนฑิตย์” ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 ที่อินโดนีเซีย เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ผลักดันก