
‘บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์’ เคาะเกณฑ์ Minimum Requirements คุมลงทุนเข้ม 4 มิติ ก่อนชง ครม. 3 พ.ย. 69 ลุยเปิดเกมคัดเลือกโครงการใหม่แบบ Pitching หวังเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้เป็นมูลค่าเพิ่มประเทศ ดึงธุรกิจไทยเข้าห่วงโซ่อุปทาน พัฒนาทักษะแรงงานไทย และป้องกันการใช้ทรัพยากรโดยประเทศไม่ได้ประโยชน์ พร้อมจับตาผู้ประกอบการกว่า 100 รายรอใช้กติกาใหม่
27 ต.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 4/2569 ว่า ที่ประชุมฯ ได้มีมติเห็นชอบนโยบายการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสรุปในรายละเอียดเพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า (3 พ.ย.) โดยสาระสำคัญของนโยบายดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ข้อหลัก ได้แก่
1. กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ (DC) หมายความว่า อาคาร สถานที่ หรือสิ่งปลูกสร้าง ที่มีและใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวม เก็บ ประมวลผล รับฝากหรือรับส่งข้อมูลโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นที่ไม่ใช่บริษัทในเครือ ที่มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเท่ากับ หรือมากกว่า 0.5 MW ขึ้นไป
2. มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดำเนินการพัฒนาระบบ Dashboard TH-DC เพื่อรวบรวมข้อมูลการอนุมัติอนุญาต DC ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาตการประกอบกิจการ DC
3. เห็นชอบกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirements) เพื่อกำหนดเงื่อนไขพื้นฐานที่ผู้ประกอบกิจการ DC ต้องปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าการประกอบกิจการ DC จะไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและชุมชนโดยรอบ
“ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รัฐบาลต้องการให้การลงทุนเรื่องนี้เป็นการสร้างมูลค่าให้กับอนาคตของเศรษฐกิจไทยและประเทศไทยที่จะได้รับจริง ๆ ดังนั้นการลงทุนจากนี้จะต้องดูผลประโยชน์ในมิติด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ชาติ เช่น การดึงบริษัทของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม การพัฒนาทักษะคนไทย การใช้ทรัพยากรของประเทศจะต้องเกิดประโยชน์และไม่สร้างปัญหาให้กับประเทศ และต้องมาดูว่าจะสร้างคุณค่าให้ประเทศชาติเท่าไหร่ นี่คือคีย์สำคัญที่จะทำ” นายเอกนิติ กล่าว
นายดนุชาต พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ 1. ที่ตั้ง แผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน การกักเก็บน้ำมันสำรองเพื่อผลิตกำลังไฟฟ้า 2. การเชื่อมต่อกับโครงข่ายระบบไฟฟ้าและน้ำของประเทศ 3. การจัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice : CoP) ทางด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึง 4. การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม (Economic and Social Contribution)
ทั้งนี้ ในแต่ละมิติจะมีการแบ่งกลุ่ม DC ออกเป็น 7 ระดับตามขนาดการใช้ไฟฟ้า ได้แก่ ระดับที่ 1 มีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 0-0.5 MW, ระดับที่ 2 มีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 0.5-5 MW, ระดับที่ 3 มีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 5-10 MW, ระดับที่ 4 มีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 10-20 MW, ระดับที่ 5 มีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 20-50 MW, ระดับที่ ุ6 มีการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่ 50-200 MW และระดับที่ 7 มีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 MW ขึ้นไป ซึ่งในแต่ละระดับจะมีความเข้มข้นของข้อกำหนดที่แตกต่างกัน โดยในส่วนนี้ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการชุดที่ 1 ดำเนินการจัดทำรายละเอียดขั้นตอนและกระบวนการขออนุมัติ และอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการ DC (User Journey) ตามแนวทางข้างต้นต่อไป
รองนายกรัฐมนนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวอีกว่า เนื่องจากข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเป็นส่วนเพิ่มจากประกาศ ระเบียบและกฎหมายของหน่วยงานในปัจจตุบัน ทำให้หน่วยงานต้องดำเนินการจัดทำ/ปรับปรุงประกาศ ระเบียบและกฎหมาย จึงจะสามารถบังคับใช้ได้ โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 8-12 เดือน โดยหลักการการกำหนดกรอบกติการใหม่ดังกล่าวจะไม่สามารถใช้บังคับกับผู้ประกอบการ DC ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างและได้รับใบอนุญาตก่อสร้างถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว
ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงได้กำหนดหลักการบังคับใช้ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ และแนวทางการอนุมัติ อนุญาต DC ในช่วงเปลี่ยนผ่าน สำหรับ DC ที่เปิดให้บริการแล้ว จะให้ดีอีจัดทำกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ CoP ที่คณะกรรมการนโยบายฯ จะประกาศกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ทั้งนี้ ให้ยื่น CoP ต่อ DC-OSS ตามขั้นตอน ส่วน DC ที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง (อ.1/ม.39 ทวิ) ก่อนวันที่ 11 ส.ค. 2569 ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเตรียมเปิดให้บริการ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาอนุมัติ อนุญาตตามข้อกำหนดและเงื่อนไขภายใต้กรอบกฎหมาย ประกาศและระเบียบที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน
โดยให้แจ้งผลการพิจารณาให้ดีอีทราบผ่านระบบ DC-OSS ภายใน 5 วัน และเมื่อดีอีตรวจสอบแล้ว พบว่า มีการอนุมัติ อนุญาตครบถ้วนแล้วจะแจ้งให้ผู้ประกอบการ DC เปิดบริการได้โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ CoP ตามที่คณะกรรมการนโยบายฯ จะประกาศกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และให้ยื่น CoP ต่อ DC-OSS ตามขั้นตอน
ขณะที่ DC ที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง (อ.1/ม.39 วิ) ภายหลังวันที่ 11 ส.ค. 2569 หรือยังไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้าง จะถือเป็นผู้ประกอบกิจการรายใหม่ที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirements) ส่วน DC ที่เปิดให้บริการแล้วและมีแผนขยายความสามารถของระบบทำให้กำลังความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นรวมมากกว่า 20 MW ให้ถือว่าส่วนที่ขยายดังกล่าวเป็นโครงการใหม่ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ (Minimum Requirements)
“กรอบหลักการในการพิจารณา DC ที่เป็นโครงการใหม่นั้น คณะกรรมการฯ ได้มีมติมอบหมายให้ดีอีเร่งดำเนินการจัดทำกฎหมาย เพื่อบูรณาการการบริหารและกำกับดูแลกิจการ DC โดยในเบื้องต้นจะกำหนดให้มีการเปิดรับข้อเสนอการลงทุน DC เป็นรอบ ๆ และดำเนินการคัดเลือกข้อเสนอในรูปแบบ Pitching โดยมีกลไก One Stop Service (DC-OSS) ทำหน้าที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลกิจการ DC ภายใต้ระบบ Dashboard TH-DC ตรวจสอบสถานะและติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ รวมทั้งคัดกรองข้อเสนอโครงการเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาคัดเลือก DC ตามหลักเกณฑ์ที่จะประกาศนี้” นายดนุชา ระบุ
อย่างไรก็ดี มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เปิดให้บริการแล้วทั้งรายใหญ่และรายเล็ก จำนวน 63 ราย, กลุ่มที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังรอใบอนุญาตสุดท้ายก่อนเปิดให้บริการ ราว 20 ราย และอยู่ระหว่างการยื่นข้อเสนอ ซึ่งกลุ่มนี้จะต้องรอใช้ระเบียบใหม่ที่เตรียมจะเสนอ ครม. อีก 100 กว่าราย ซึ่งในส่วนนี้คาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอให้คณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์พิจารณาได้ภายในเดือน ธ.ค. 2569 เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นปี 2570
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สกช.ผนึกทีเส็บเปิดงานมหกรรมสินค้าเกษตรที่มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ
สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผนึกกำลัง ทีเส็บ-ภาครัฐ-เอกชนเปิดงาน “Agri Next Thailand 2026” มหกรรมเกษตรครบวงจรที่มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจปลดล็อกศักยภาพเกษตรกรไทย เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรท้องถิ่นสู่ตลาดโลก

