จัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.ค.67 เพิ่ม 14%

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยการจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ก.ค.67 มีจำนวน 7,837 ราย เพิ่ม 14% ทุนจดทะเบียน 23,704.59 ล้านบาท เพิ่ม 42% ส่วนยอดเลิก 1,890 ราย เพิ่ม 1.23% รวม 7 เดือน ตั้งใหม่ 54,220 ราย เพิ่ม 0.16% เลิก 7,929 ราย ลด 11.55% ระบุช่วง 10 ปี ธุรกิจตั้งใหม่ เปลี่ยนจากขายปลีก ขายส่ง การผลิต เป็นภาคบริการ คาดแนวโน้มดีต่อเนื่อง หลังรัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีลุ้น 9-9.8 หมื่นราย

29 ส.ค. 2567 –  นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ก.ค.2567 มีจำนวน 7,837 ราย เพิ่มขึ้น 14% ทุนจดทะเบียน 23,704.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เนื่องจากมีปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน ทั้งนโยบายการท่องเที่ยวที่ผลักดันให้ไทยเป็น Tourism Hub ของโลก การผลักดันนักท่องเที่ยวสู่เมืองหลักและเมืองรอง โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้านมีความคืบหน้า โดยธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 367 ราย  

ส่วนการจัดตั้งใหม่สะสม 7 เดือนของปี 2567 (ม.ค.-ก.ค.) มีจำนวน 54,220 ราย เพิ่มขึ้น 0.16% ทุนจดทะเบียน 168,783.20 ล้านบาท ลดลง 62.10% เพราะช่วงเดียวกันของปี 2566 มีทุนจดทะเบียนสูงสุดในประวัติการณ์ เนื่องจากมี 2 ธุรกิจ ที่ทุนจดทะเบียนเกิน 100,000 ล้านบาท ได้ควบรวมและแปรสภาพ คือ ทรูกับดีแทค และบิ๊กซี โดยธุรกิจที่จัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4,189 ราย ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร  

สำหรับการจดทะเบียนเลิกเดือน ก.ค.2567 มีจำนวน 1,890 ราย เพิ่มขึ้น 1.23% ทุนจดทะเบียน 8,831.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.31% เพราะการเลิกในเดือนนี้ มีธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเลิกเกิน 1,000 ล้านบาท คือ ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ การจัดการที่ดินเปล่า หรือจัดสรรที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อจำหน่าย มูลค่าทุนจดทะเบียนเลิก 1,420.00 ล้านบาท โดยธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร และยอดรวม 7 เดือน มีจำนวน 7,929 ราย ลดลง 11.55% ทุนจดทะเบียน 85,579.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.79% เพราะมีนิติบุคคล 4 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 1,000 ล้านบาท ได้จดทะเบียนเลิก มีทุนจดทะเบียนรวม 6,004.71 ล้านบาท และเดือน พ.ค.2567 มีธุรกิจด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร จำนวน 1 ราย ทุนจดทะเบียนกว่า 48,209.34 ล้านบาท ได้จดทะเบียนเลิก ส่วนธุรกิจเลิก 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร  

นางอรมน กล่าวว่า กรมได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของการจดทะเบียนนิติบุคคล ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ในอดีตการจัดตั้งธุรกิจใหม่เป็นกลุ่มขายส่ง ขายปลีก และการผลิต และได้เปลี่ยนผ่านเป็นกลุ่มธุรกิจบริการ โดยช่วง 10 ปีมีสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจบริการเกินครึ่งของธุรกิจทั้งหมด และเกือบทั้งหมดของธุรกิจบริการ เป็นธุรกิจขนาดเล็ก S คิดเป็น 99.22% ธุรกิจขนาดกลาง M คิดเป็น 0.52% และขนาดใหญ่ L คิดเป็น 0.26% สำหรับประเภทธุรกิจบริการที่จัดตั้งสูงสุดคือ อสังหาริมทรัพย์ ภัตตาคาร/ร้านอาหาร และขนส่งและขนถ่ายสินค้า

ทั้งนี้ ในปี 2566 ธุรกิจบริการสร้างรายได้อยู่ที่ 11.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.80% โดยธุรกิจบริการ สามารถทำกำไรสูงสุด คิดเป็น 7.24% ของรายได้ ในขณะที่ภาคการผลิต คิดเป็น 4.61% ของรายได้ และภาคขายส่ง ขายปลีกคิดเป็น 1.94% ของรายได้ ซึ่งจากข้อมูลในช่วง 7 เดือนของปี 2567 ธุรกิจบริการมีการจดทะเบียนจัดตั้งจำนวน 31,003 ราย คิดเป็น 57.18% ของจำนวนการจัดตั้งทั้งสิ้น 54,220 ราย ทุนจดทะเบียน 95,644.19 ล้านบาท คิดเป็น 56.67% ของทุนจดทะเบียนจัดตั้งทั้งสิ้น 168,783.20 ล้านบาท และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจบริการยังเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจที่รองรับกับการท่องเที่ยว ประกอบกับมีการจัดตั้งธุรกิจบริการประเภทใหม่ ๆ ที่มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ อาทิ การวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี , ธุรกิจเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ , ธุรกิจความบันเทิง , ธุรกิจสถานที่ออกกำลังกาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กรมคาดว่าการจัดตั้งธุรกิจใหม่จะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ที่มีต่อเนื่อง การอนุมัติการทำโครงการดิจิทัล วอลเล็ต มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเพื่อการท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากขึ้น รวมทั้งภาคการเกษตรอยู่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น โดยประเมินว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 90,000-98,000 ราย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“พาณิชย์” ยกทัพวัตถุดิบไทยจัดงาน “Local Ingredients World Class Experiences” จับมือเชฟ–ผู้ประกอบการ ต่อยอดสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม คาดยอดขายกว่า 10 ล้านบาท

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย จากการจำหน่ายในรูป “วัตถุดิบ” สู่สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ เข้ากับภาคธุรกิจอาหารและเชฟมืออาชีพ