
27 เม.ย.2568-รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการประเมินเศรษฐกิจล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศพบว่า ไทย สิงคโปร์ ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ารุนแรงสุดในอาเซียน โดยคาดการณ์ว่าไทยจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงแค่ 1.8% ในปีนี้ และ สิงคโปร์จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงแค่ 2% การคาดการณ์เศรษฐกิจดังกล่าวทางคณะเศรษฐศาสตร์ และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ DEIIT มองว่ามีความเป็นไปได้สูง โดยการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจะปรากฎชัดตั้งแต่ปลายไตรมาสสองเป็นต้นไป
กรณีของไทยอาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคหรือภาวะเงินฝืดอ่อนๆได้หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการผ่อนคลายทางการเงินและการคลังอย่างทันท่วงที การที่ประเทศไทยและสิงคโปร์ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ารุนแรงเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจมีระดับการเปิดประเทศสูง พึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมาก โดยเฉพาะสิงคโปร์มีระดับประเทศสูงสุดในอาเซียน จึงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของมูลค่าการค้าโลกสูง แม้นประเทศไทยจะมีตลาดภายในใหญ่กว่าหลายประเทศในอาเซียนแต่เนื่องจากมีโครงสร้างประชากรสูงวัย หนี้สินครัวเรือนสูง การปรับทิศทางมาพึ่งพาเศรษฐกิจและตลาดภายในมากขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย การกระตุ้นการบริโภคภายในมีขีดจำกัด การจะทำให้ ไทย พ้นภาวะเติบโตต่ำสุดในอาเซียนนั้นต้องมีการปฏิรูปทุกมิติ ลงทุนยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มลงทุนนวัตกรรมและทรัพยากรมนุษย์
ระยะสั้นต้องผ่อนคลายทั้งการเงินการคลัง ผ่อนคลายกฎระเบียบ ชะลอการเลิกจ้างจากภาคส่งออก ลดความเหลื่อมล้ำ ปิดความเสี่ยง Social Unrest ปัญหาความขัดแย้ง การแยกขั้ว ความตึงเครียดทางสังคม จะเพิ่มมากขึ้น เรื่อย ๆ ท่ามกลางความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ภาวะดังกล่าวจะทำให้ มวลชน ไม่พึงพอใจต่อภาวะความเหลื่อมล้ำสูงเพิ่มสูงขึ้นจนนำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ลดความเหลื่อมล้ำ และ ผู้มีอำนาจต้องตอบสนองอย่างเหมาะสมและทันกาลเพื่อป้องกันให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย
สัญญาณการเลิกจ้างในภาคส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังนั้น ขอให้ติดตามข้อมูลการผลิตและการจ้างงาน เช่น การแจ้งหยุดกิจการชั่วคราว ตาม มาตรา 75 พรบ. คุ้มครองแรงงาน ผู้ผลิตเพื่อส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ จะส่งออกได้น้อยลงในช่วงครึ่งปีหลังเมื่อเจอภาษีตอบโต้ ผู้ส่งออกจากหลายประเทศก็จะหันมาส่งออกแข่งกับไทยในตลาดเดียวกันมากขึ้น รวมถึงส่งออกมายังไทยมากขึ้นเมื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯได้น้อยลงจากกำแพงภาษี
เศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวสูงถึง 11.7% ในช่วงปี พ.ศ. 2530-2533 และในช่วงทศววรษ 2530 ไทยเคยเติบโตทางเศรษฐกิจในบางปีสูงถึง 13.3% ต่อปี สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแข็งแกร่ง การมียุทธศาสตร์และนโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม และ มีความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจโควิดล่าช้าและการฟื้นตัวเป็นรูป K-Shape อย่างชัดเจน อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยรั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนหลายปีติดต่อกันและมีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 3% และ ล่าสุดปีนี้อาจต่ำกว่า 2% สัดส่วนของการลงทุนเทียบกับจีดีพีอยู่ในระดับต่ำ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐหรือกิจการที่สัมปทานให้เอกชนดำเนินการก็มักจะมีการทุจริตรั่วไหลและเบี่ยงเบนไปจากหลักวิชาการ ผิดไปจากหลักการของการดำเนินนโยบายสาธารณะที่ดี และไม่เป็นไปตามหลักการลงทุนเพื่อสาธารณะ เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อประโยชน์ในทุกระดับ มีการผ่องถ่ายผลประโยชน์สาธารณะไปเป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
นโยบายและมาตรการต่างๆมักมีผลประโยชน์ทับซ้อนทุจริตและมีวาระซ่อนเร้นเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายของกลุ่มผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจเสมอ จึงไม่มีนโยบายหรือมาตรการใดที่มีประสิทธิผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศให้ดีขึ้น ไม่มีประสิทธิภาพช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตได้เต็มศักยภาพหรือยกระดับศักยภาพให้สูงขึ้น ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มีเสถียรภาพจากรัฐประหารสองครั้งและความไม่สงบและความรุนแรงทางการเมืองเป็นระยะๆ การเติบโตต่ำจึงกลายเป็น ภาวะปรกติ ของเศรษฐกิจไทยตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา โอกาสที่ ไทย กลับมาสู่การเป็น แถวหน้าของอาเซียนจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่แก้ปัญหาพื้นฐานเหล่านี้เสียก่อน การเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นจึงไม่สามารถอาศัยเพียงการปรับโครงสร้างและการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ต้องมีการปฎิรูปในทุกมิติอย่างรอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กฎหมายและระบบสถาบันต่างๆ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีให้อยู่ในระดับเดียวกับช่วงทศวรรษ 2530 ลงทุนในนวัตกรรมและทรัพยากรมนุษย์ สร้างฐานการเติบโตและรายได้ใหม่
ระยะสั้นต้องผ่อนคลายการเงินและกฎระเบียบเปิดกว้างให้มีการขับเคลื่อนการลงทุนด้านต่างๆอย่างเต็มที่ โดยขจัดอุปสรรคทางกฎระเบียบให้หมดไป แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันติดสินบนให้ลดลงอย่างจริงจัง แนวทางการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนกว่า และ ส่งผลในระยะปานกลางและระยะยาว ไม่ก่อให้เกิดการเสพติดนโยบายและมาตรการประชานิยมเกินขนาดและนำมาสู่ปัญหาฐานะทางการคลังในอนาคต ก็คือ การปรับโครงสร้างภาคการผลิต การบริหารจัดการทางด้านอุปทาน ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต้องทำให้เกิด Breakthrough Competitiveness and Growth with country innovation ต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทางด้านวิจัยและนวัตกรรมต่อจีดีพีให้สูงขึ้น โดยเฉพาะต้องลงทุนในการศึกษาและวิจัยยกระดับมูลค่าผลิตภัณฑ์ ผลิตภาพของทุนและแรงงาน อย่างไรก็ตาม การเลื่อนการลงทุนของภาคเอกชนอาจเกิดขึ้นจากการรอความชัดเจนของนโยบายตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ต้องติดตามข้อมูล Sentiment การลงทุน เช่น การขออนุมัติส่งเสริมการลงทุน การขอเลื่อนการใช้สิทธิพิเศษการลงทุน เป็นต้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯบิน 3 ประเทศ พร้อมร่วมประชุม UNGA81 ที่สหรัฐ
นายกฯบินโตเกียว ประชุมขับเคลื่อนหน่วยงานตัวแทนประเทศไทยในญี่ปุ่น ก่อนเดินทางต่อสหรัฐฯ ร่วม UNGA81 เผย เจรจาภาษีมะกัน ทุกอย่างยังอยู่ในกรอบ ย้ำ ไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ต้องหาข้อสรุปเพิ่มเติม ระบุ “ศุภจี” มั่นใจปิดดีลได้ ไม่ต้องแก้เนื้องาน เผย หากมีโอกาสต้องคุย”ทรัมป์“ อยู่แล้ว
'ศุภจี' เร่งปิดดีลภาษีทรัมป์ บินฟิลิปปินส์ถก 'รองผู้แทนการค้าสหรัฐ'
'ศุภจี' เร่งทำการบ้านปิดดีลภาษีสหรัฐ เตรียมถกรองผู้แทนการค้ามะกันที่ฟิลิปปินส์เสาร์นี้ เผยรายละเอียดส่วนใหญ่เรียบร้อย เหลือเพียงประเด็นย่อยในเอกสาร
อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่ม3.1 พันล้านปักฐานผลิตตู้เย็นส่งออก
อมตะดึงทุนจีน“Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง
พาณิชย์เตือนส่งออกไทยเตรียมรับมือสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าโดรน
กรมการค้าต่างประเทศเตือนผู้ส่งออกไทยเตรียมรับมือสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าโดรนและส่วนประกอบ ตั้งแต่ ก.ย.69 แนะตรวจสอบรายการสินค้า วางแผนลดผลกระทบ ทั้งต้นทุน ราคาขาย เหตุตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้ากลุ่มนี้ของไทย

