
12 พ.ค.2569-ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่าโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. และมีการขยายผลอย่างเป็นลำดับ ล่าสุดเตรียมเสนอใช้แหล่งเงินทุนจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.ก.) เงินกู้ เพื่อดำเนินโครงการไทยช่วยไทย Plus ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัดได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เปิดจุดจำหน่ายสินค้าในพื้นที่กว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ พร้อมร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าและเพิ่มช่องทางสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์, นอกจากนี้ ในวันนี้จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการไทยช่วยไทย รถเร่ หรือ รถพุ่มพวง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกระจายสินค้าเข้าถึงชุมชนห่างไกลที่เข้าถึงลำบาก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรถเร่สมัครเข้าร่วมโครงการผ่านกรมการปกครองแล้วกว่า 10,000 ราย ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนสินค้าเบื้องต้น (Start Kit) และมอบบัตรเติมน้ำมันเพื่อลดต้นทุนการขนส่งเป็นรายเดือน” นางศุภจีระบุ โดยมีรายละเอียดการสนับสนุนได้แก่ รถกระบะ ช่วยเหลือบัตรเติมน้ำมัน 3,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ช่วยเหลือบัตรเติมน้ำมัน 1,500 บาทต่อเดือน และรถจักรยานยนต์พ่วงข้างช่วยเหลือบัตรเติมน้ำมัน 1,000 บาทต่อเดือน
เมื่อถามถึงราคาอาหารปรุงสุก ที่ปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งควบคุมราคาสินค้าที่เป็นวัตถุดิบต้นทาง เช่น น้ำมันพืช น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำตาล ไข่ไก่ และข้าวสาร เพื่อลดภาระต้นทุนให้ร้านอาหาร พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าให้คงราคาจำหน่ายในระดับที่เหมาะสม แม้จะเข้าใจถึงปัจจัยด้านค่าขนส่งและราคาน้ำมันที่ปรับตัวตามกลไกตลาดก็ตาม
เมื่อถามถึงแผนการระยะกลางและระยะยาว นางศุภจี กล่าวว่า จะมุ่งเน้นการดึงสินค้า SME, วิสาหกิจชุมชน และสินค้าเกษตร เข้ามาอยู่ในโครงข่ายการกระจายสินค้าของโครงการ เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการยกระดับมาตรฐานสินค้า พร้อมมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าช่วยพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผลักดันสินค้า SME ที่มีศักยภาพให้สามารถส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศหรือ “โกอินเตอร์” ได้ต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ศิริกัญญา' จี้ รัฐบาล หั่นราคาน้ำมัน ให้สอดคล้องตลาดโลก อัด 'ไทยช่วยไทยพลัส' ไม่ยั่งยืน
'ศิริกัญญา' จี้ รัฐบาล หั่นราคาน้ำมัน ให้สอดคล้องตลาดโลก อัด 'ไทยช่วยไทยพลัส' หมดเงินประชาชนก็แบกค่าครองชีพสาหัสเหมือนเดิม
ไฟเขียวFTAไทย‘เอฟตา-ภูฏาน’ อัปเกรดกับจีน-อาเซียน-ประมงWTO
รัฐสภาเห็นชอบความตกลงการค้า 5 ฉบับ FTA ไทย-เอฟตา ไทย-ภูฏาน อัปเกรด FTA อาเซียน-จีน ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน (ATIGA)
'เอ็ดดี้' วิเคราะห์ 'ศุภจี' เปลี่ยน ก.พาณิชย์ จาก 'ตามแก้ปัญหาราคา' ให้เป็น 'อ่านสัญญาณตลาดก่อนเกิดวิกฤต'
นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คุณศุภจีกำลังเปลี่ยนกระทรวงพาณิชย์จากหน่วยงานที่ “ตามแก้ปัญหาราคา” ให้เป็นหน่วยงานที่ “อ่านสัญญาณ
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ
รมช.ดีอี สั่งการ 'AFNC' สกัดข่าวปลอม 'โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)' เตือน ปชช. ระวัง SMS-ลิงก์ปลอม หลอกลงทะเบียน
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ให้ดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างการลงทะเบียนโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยตนได้สั่งการให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center) หรือ AFNC ดำเนินมาตรการเชิงรุก ติดตาม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการแอบอ้างของมิจฉาชีพอย่างเข้มข้น
นายกฯ เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมเวที AFF
นายกฯ นำคณะบินฮานอย เยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมประชุม ASEAN Future Forum ระหว่าง 8 - 9 มิ.ย.

