ข่าวดีเครดิตไทย! 3 ยักษ์จัดอันดับโลกให้ 'Stable' ฟิทช์คง BBB+

รัฐบาลเผย Fitch ปรับมุมมองเครดิตไทยจาก Negative เป็น Stable พร้อมคงอันดับ BBB+ ทำให้ 3 สถาบันใหญ่ Fitch-Moody’s-S&P ให้มุมมองไทย “มีเสถียรภาพ” ทั้งหมด ขณะที่ Fitch คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.3% และประเมินหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มทรงตัวต่ำกว่า 63% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2571

19 กันยายน 2569 - น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยินดีกรณี Fitch Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ มีผลตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2569

การปรับมุมมองของ Fitch ทำให้ปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Ratings, Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings มีมุมมองต่อประเทศไทยในระดับ Stable ทั้งหมด โดย Moody’s ปรับมุมมองประเทศไทยเป็น Stable พร้อมคงอันดับเครดิต Baa1 เมื่อเดือนเมษายน 2569 ขณะที่ S&P คงอันดับเครดิตสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของไทยที่ BBB+ และมุมมอง Stable

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า หนึ่งในปัจจัยที่ Fitch ระบุในการปรับมุมมองครั้งนี้ คือเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดย Fitch มองว่ารัฐบาลผสมที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเสถียรภาพในการบริหารมากขึ้น เอื้อต่อการดำเนินนโยบายในกรอบระยะปานกลาง รวมถึงการปรับสมดุลทางการคลัง

“การที่ Fitch มองเห็นเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อความไม่แน่นอนลดลง การดำเนินนโยบายระยะกลางก็มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้มากขึ้น ทั้งในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ การรักษาวินัยทางการคลัง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุน” น.ส.ลลิดา กล่าว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ Fitch คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 ใกล้เคียงกับ 2.4% ในปี 2568 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริโภคภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน Fitch ปรับประมาณการหนี้ภาครัฐบาลของไทยดีขึ้น โดยคาดว่าจะทรงตัวต่ำกว่า 63% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2571 จากเดิมที่เคยประเมินไว้ใกล้ 65% สะท้อนแนวโน้มฐานะการคลังที่ดีขึ้นจากประมาณการเดิม

ด้านฐานะการเงินต่างประเทศ Fitch คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะกลับมาเกินดุล 1.5% ของ GDP ในปี 2570 ขณะที่หนี้ภาครัฐส่วนใหญ่ระดมทุนเป็นเงินบาทภายในประเทศและมีต้นทุนการกู้ยืมในระดับต่ำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและตลาดการเงินโลก

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะใช้ความเชื่อมั่นดังกล่าวต่อยอดการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ศูนย์ข้อมูล เทคโนโลยีขั้นสูง และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเชื่อมโยงการลงทุนกับผู้ประกอบการไทย การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างงานที่มีคุณภาพ

“เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงรักษาอันดับเครดิตหรือ Stable Outlook แต่คือการเปลี่ยนความเชื่อมั่นให้เป็นการลงทุนจริง งานจริง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นของประชาชน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” น.ส.ลลิดา กล่าว.

เพิ่มเพื่อน