รัฐบาลชูผลงาน อว.นำงานวิจัยมาสร้างรายได้สู่ปากท้องประชาชน

รัฐบาลชูผลงาน อว. พลิกงานวิจัยสู่ปากท้องประชาชน ส่งนวัตกรรมถึงไร่นา ชูเทคโนโลยีลดต้นทุนปุ๋ยสูงสุด 60% ปั้นคนไทยสู่งานแห่งอนาคต รับยุค AI

25 ตุลาคม 2569 – ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อรายงานการพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2565–2568 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อเสนอให้เร่งนำงานวิจัยไปแก้ปัญหาภาคเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาทักษะประชาชนให้ทันโลกยุค AI นั้น สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การกำกับดูแลของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) ที่มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม คำถามสำคัญไม่ใช่ประเทศไทยมีงานวิจัยมากแค่ไหน แต่คือประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากงานวิจัยเหล่านั้น เกษตรกรลดต้นทุนได้หรือไม่ คนทำงานมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และชุมชนสามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดเศรษฐกิจของตัวเองได้จริงหรือไม่ นี่คือผลลัพธ์ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การนำงานวิจัยลงไปแก้ปัญหาภาคเกษตร ซึ่งกระทรวง อว. โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้นำเสนอ 7 นวัตกรรมด้านการเกษตรและการแปรรูป พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร อาทิ เทคโนโลยีปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัดที่มีผลการพัฒนาช่วยลดต้นทุนได้สูงสุดถึง 60% เทคโนโลยีผลิตต้นกล้ามันสำปะหลังปลอดโรคใบด่าง และนวัตกรรมกล้วยต้นเตี้ยที่ช่วยลดความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์ที่เกษตรกรเผชิญอยู่จริง ทั้งต้นทุนการผลิต โรคพืช และความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรเป็นหนึ่งในกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่ท้องถิ่น นอกจากภาคเกษตร รัฐบาลยังเดินหน้าขยายโอกาสทางการศึกษาและอาชีพ ภายใต้แนวคิด “การเรียนรู้ไม่ควรมีวันหมดอายุ” ผ่านการผลักดัน Skill Bridge ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการพัฒนาทักษะด้าน AI เพื่อให้คนวัยทำงานสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่และต่อยอดความสามารถเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นการศึกษาใหม่ทั้งหมด ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างกระทรวง อว. และกระทรวงแรงงาน ที่ตั้งเป้าพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ 10,000 คนภายใน 5 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่งานทักษะสูงและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน การเข้าร่วม Human Capital Project ของธนาคารโลก ยังเป็นอีกก้าวของการขยายความร่วมมือเพื่อพัฒนาคนไทยตั้งแต่เด็กปฐมวัย โดยใช้เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏร่วมพัฒนาครูและศูนย์เด็กเล็ก มุ่งลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสทางการศึกษา และวางรากฐานการพัฒนาศักยภาพคนไทยในระยะยาว

ข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับการกระจายทุนวิจัยสู่ภูมิภาค การแก้ปัญหาโรคพืช การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และการนำองค์ความรู้มาช่วยยกระดับสินค้าชุมชนสู่สินค้า GI ล้วนเป็นประเด็นที่ควรนำไปพัฒนาต่อยอด โดยเฉพาะการสร้างระบบให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยเข้าถึงปัญหาของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการติดตามผลว่าเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดไปสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพได้จริงเพียงใด ประชาชนไม่ควรต้องวิ่งตามหางานวิจัย แต่งานวิจัยต่างหากที่ต้องเข้าไปแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลต้องการเห็นเกษตรกรมีต้นทุนต่ำลง คนทำงานมีทักษะเพิ่มขึ้น และชุมชนมีโอกาสสร้างรายได้จากทรัพยากรของตนเอง เพราะความสำเร็จของวิทยาศาสตร์ ไม่ควรวัดเพียงจำนวนงานวิจัยบนหิ้ง แต่ต้องวัดจากคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจที่ประชาชนได้รับจริง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หนุน 'วัยเก๋า' สร้างรายได้จับมือ 17 เอกชนเปิดรับผู้สูงวัยเข้าทำงาน!

รัฐบาลหนุน 'วัยเก๋า' สร้างรายได้พึ่งพาตนเอง จับมือ 17 เอกชนชั้นนำ เปิดรับผู้สูงวัยเข้าทำงาน เฉพาะปี 69 รายได้รวมทะลุ 124 ล้านบาท

สภาไม่ใช่ภูมิใจไทย ฝ่ายค้านโวยโดนบีบย้ำซักฟอก5วัน/ศุภชัยท้าศิริโชคยุบพรรค

“ยศชนัน” เผย “นายกฯ” คุยจับมือร่วมรัฐบาลกันครบเทอม “โสภณ” ไม่หนักใจคุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รมต.ภูมิใจไทย

'ยศชนัน' ยันเพื่อไทยพร้อมหนุนรัฐบาลสู้ศึกซักฟอก ให้ทุกกระทรวงเตรียมข้อมูลเต็มที่

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงรายงานข่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่นายยศชนันระบุพร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เรื่องการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบัน