14 มิ.ย.2565 - นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติ วงเงินจำนวน 338.80 ล้านบาท ให้กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (จังหวัดสตูล ตรัง ภูเก็ต พังงา และกระบี่) จำนวน 6 โครงการ รายละเอียด ดังนี้ 1.โครงการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมเกาะหลีเป๊ะรองรับการท่องเที่ยวนานาชาติ จังหวัดสตูล โดยเป็นการปรับปรุงอาคารของโรงพยาบาลเสริมสร้างสุขภาพตำบลบ้านเกาะหลีเป๊ะ ให้สามารถรองรับประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งเป็นการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์วงเงิน 80.75 ล้านบาท
2.โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์ฟื้นฟูพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดตรัง เป็นการปรับปรุงศูนย์เรียนรู้ อนุรักษ์ฟื้นฟูพะยูนและสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดตรังให้มีความทันสมัยและดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสมผสาน รวมทั้งปรับปรุงศูนย์อนุบาลสัตว์น้ำด้วย วงเงิน 68.80 ล้านบาท
3.โครงการ Phuket Health Sandbox จังหวัดภูเก็ต เป็นการจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับให้บริการด้านสุขภาพ ทั้งการให้คำปรึกษา เรียกรถพยาบาล ดูประวัติการรักษาของตนเอง รวมทั้งการจัดตั้ง Digital Health Post เพื่อเป็นจุดสำหรับตรวจสุขภาพเบื้องต้นและพบหมอทางออนไลน์ด้วย วงเงิน 25.25 ล้านบาท
4.โครงการศูนย์กลางการท่องเที่ยวและนันทนาการชายฝั่งแห่งเมืองพังงา จังหวัดพังงา เป็นการก่อสร้างอาคารศูนย์กลางการท่องเที่ยวและลานกิจกรรมนันทนาการ เช่น ลานกิจกรรม ทางวิ่ง ทางเท้า เป็นต้น เพื่อให้เป็นสถานที่รองรับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวด้วย วงเงิน 80.00 ล้านบาท
5.โครงการปรับปรุงท่าเทียบเรือโดยสาร – ท่องเที่ยวปากคลองจิหลาด จังหวัดกระบี่ เป็นการปรับปรุงท่าเทียบเรือและอาคารที่ใช้สำหรับรองรับผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน รวมทั้งรองรับต่อผู้ใช้บริการทุกประเภท โดยเฉพาะผู้ใช้บริการที่เป็นผู้พิการ วงเงิน 35.00 ล้านบาท
6.โครงการพัฒนาแหล่งสปาวารีบำบัดน้ำพุร้อนคลองท่อมเมืองสปา จังหวัดกระบี่ เป็นการปรับปรุงและพัฒนาสปาวารีบำบัดน้ำพุร้อนคลองท่อมให้มีภูมิทัศน์ที่สะอาด สวยงาม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงให้ยังคงมีสภาพเดิมเป็นไปตามธรรมชาติด้วย วงเงิน 49.00 ล้านบาท
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงทั้ง 6 โครงการว่า ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงกัน คือ เพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยในช่วงฤดูท่องเที่ยว (Low season) ตั้งแต่พฤษภาคม- กันยายน 65 นี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาในประเทศไทย ไม่น้อยกว่า 500,000 คน/เดือน สูงกว่าเป้าหมายก่อนนั้นตั้งไว้เพียง 300,000 คน/เดือน และในช่วงฤดูท่องเที่ยว (high season) ตั้งแต่ปลายตุลาคม-ธันวาคม 65 นี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 1,000,000 คน/เดือน โดยจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านโครงการต่างๆ เหล่านี้ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ด้วย ซึ่งเป็นการดำเนินตามที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติไว้แล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 64 ในการประชุม ครม. สัญจร จังหวัดกระบี่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลจับตามวลน้ำไหลลงภาคกลาง กางแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยรับมือ
รัฐบาลติดตามมวลน้ำไหลลงภาคกลางบริหารจัดการได้ ใช้ Risk Map รู้จุดเสี่ยงล่วงหน้า เตรียมรับทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง
VRANDA ชี้ท่องเที่ยวบูมหนุนครึ่งปีแรกรายได้โต 16%
VRANDA ชี้อานิสงส์ปัจจัยบวกแน่น ท่องเที่ยวคึกคักหนุนครึ่งปีแรก 2569รายได้โต 16% ส่วนครึ่งปีหลังมองตลาดยังสดใส ชูจุดแข็ง Leader Domestic-Focused คาด รับรู้รายได้อสังหาฯภูเก็ตร่วม 400 ล้านบาท ในปีนี้
รัฐบาลยกระดับรับมืออุทกภัย–ภัยแล้ง ใช้ Risk Map ถึงหมู่บ้าน
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลยกระดับการรับมืออุทกภัยและภัยแล้ง โดยเน้นการรู้ความเสี่ยงล่วงห
รัฐบาลตีปี๊บ 'ไทยช่วยไทยพลัส' เงินสะพัด 1 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่อเนื่อง
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 1.06 แสนล้านบาท โดยข้อมูล ณ วันที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายรวม 106,630.53 ล้านบาท จากผู้ได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 1,099,641 ร้านค้า สะท้อนการกระจายกำลังซื้อไปยังร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
'ไทย-เมียนมา' จับมือใช้ดาวเทียมรับมือไฟป่า-น้ำท่วม-ภัยพิบัติ
รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือไทย–เมียนมา ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมรับมือไฟป่า น้ำท่วม และดูแลทรัพยากรธรรมชาติชายแดน ยกระดับการจัดการภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

