
29 ก.ค. 2565 – นายนพดล มังกรชัย ประธานฝ่ายวิชาการ พรรคไทยสร้างไทย และอดีตผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศที่ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจโดยพบว่า ประเทศเรามีกำลังผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบอยู่ที่ 46,803 เมกะวัตต์ แต่ที่จริงแล้ว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่ใช่หน่วยงานหลักในการผลิตไฟฟ้า เพราะมีความสามารถผลิตได้เองแค่ 33.16% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นการผลิตโดยภาคเอกชนและนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ รวม 30,600 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 66.84% อันนี้เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ภาครัฐขาดอำนาจในการถ่วงดุลเรื่องราคาค่าไฟฟ้า
หากพิจารณาโครงสร้างค่าไฟฟ้า จะพบว่ามีอีกเรื่องหนึ่งที่ควรมีการทบทวนโดยเร่งด่วน คือ เรื่องตัวเลขการสำรองไฟฟ้า ซึ่งปกติแต่ละประเทศจะผลิตไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน กำหนดค่าการสำรองไว้ไม่เกิน 15% (ประมาณ 4,500 เมกะวัตต์) แต่จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมา กลับมีการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกินความต้องการ ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ปี 2559 มีการผลิตไฟฟ้าสำรองไว้ 7,000 เมกะวัตต์ พอมาปัจจุบันตัวเลขการสำรองสูงขึ้นไปอีกถึง 12,000 เมกะวัตต์ ทำให้ต้องใช้ต้นทุนการผลิตสูง และกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าส่วนเกินสูงถึง 48,929 ล้านบาท/ ต่อปี ที่ประชาชนต้องแบกรับภาระในปัจจุบัน หรือคิดเป็นค่าไฟฟ้าที่คนไทยต้องจ่ายโดยเฉลี่ยที่ 2,000 บาท/ ต่อคน/ ต่อปี
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่องการประกันค่าตอบแทนการลงทุนในรูปของการชำระ “ค่าความพร้อมจ่าย” ที่กำหนดเป็นเงื่อนไขของสัญญาการผลิตไฟฟ้าป้อนรัฐ ซึ่งทำไว้กับภาคเอกชนหลายราย บางรายก็เป็นบริษัทในกลุ่มในเครือของ กฟผ. เอง โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าแม้ไม่ใช้ไฟก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน (ไม่ว่าจะเดินเครื่องการผลิตหรือไม่ก็ตาม) ทำให้ประชาชนต้องชำระค่าความพร้อมจ่ายสูงถึง 2,550 ล้านบาท/ ต่อเดือน หรือประมาณ 22,000 ล้านบาท/ ต่อปี
ในทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็นค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับ มีตัวละครหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องผ่านขั้นตอนการซื้อการขายไฟฟ้ามาหลายทอด ทุกๆ ทอดมีการทำกำไรและบวกผลประโยชน์ของตนเข้าไปกว่าจะมาถึงประชาชนก็ทำให้ราคาค่าไฟฟ้าพุ่งสูงไปลิบลิ่ว
พรรคไทยสร้างไทย ขอเรียกร้องให้รัฐเปลี่ยนวิธีคิดในการกำกับดูแลสาธารณูปโภคของรัฐจากการมุ่งเน้นการทำกำไรเข้ารัฐ มาเป็นการคิดหาทางออกเพื่อช่วยเหลือประชาชน หาทางลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน เอาใจใส่ในเรื่องปากท้องของประชาชนมากกว่าเรื่องอื่นใด ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันยังพบว่าก๊าซจากอ่าวไทยซึ่งได้มีการนำไปผลิตเป็นก๊าซหุงต้ม (LPG) แต่ไม่ได้นำมาใช้เพื่อประโยชน์ของภาคประชาชนหรือในครัวเรือนทั้งหมด ภาคประชาชนได้ใช้ประโยชน์เพียงแค่ 35% เท่านั้น ที่เหลือถูกนำไปใช้ในธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งที่จริงแล้วรัฐควรให้ภาคประชาชนได้ใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในไทยก่อนภาคอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่า FT พบว่า มีค่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 236.97 สตางค์/ต่อหน่วย (เพิ่มขึ้นมาจากเดิม 212.20 สตางค์/ต่อหน่วย) สาเหตุหลักนอกจากได้รับผลกระทบมาจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง ยังได้รับผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลยังคงกำหนดนโยบายแบบเดิม ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง คือใช้ก๊าซธรรมชาติมาเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ต้องปรับสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเพิ่มทุกข์ยากให้แก่ประชาชนในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นในปัจจุบัน
พรรคไทยสร้างไทย ขอนำเสนอแนวทางลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน 3 ประการ ดังนี้
1.ขอให้รัฐต้องเร่งเปิดเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มทุนไทย และบางส่วนเป็นบริษัทลูกของ กฟผ. ให้มีการทบทวนนโยบายการสำรองพลังงาน (กำหนดอัตราส่วนการสำรองมากเกินไปหรือไม่) พร้อมทบทวนข้อสัญญาในเรื่องการประกันความเสี่ยง และเปิดเจรจาเพื่อลดค่าความพร้อมจ่ายลงมา เพราะตรงจุดเหล่านี้ คือค่าใช้จ่ายมากที่สุดในระบบไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน
2.เร่งช่วยเหลือคนตัวเล็ก สำหรับบ้าน หรือร้านค้าขนาดเล็กที่ใช้ไฟ (ค่าไฟ) ไม่เกิน 1,000 บาท รัฐบาลช่วยจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง คือ 500 บาท โดยไม่ต้องลงทะเบียนให้ยุ่งยาก
3.ขอให้รัฐเร่งแก้ปัญหาการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ จนประเทศขาดภูมิคุ้มกัน และอาจต้องเผชิญหน้ากับการเกิดวิกฤตพลังงานในอนาคตอันใกล้นี้ ต้องรีบทำการศึกษาอย่างจริงจังถึงพลังงานทางเลือกอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์โซล่าเซลล์ โซล่ารูฟท็อป โรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าขยะในลักษณะเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หากมีไฟฟ้าเหลือแล้ว ก็สามารถนำไปขายต่อให้กับภาครัฐได้ นอกจากจะเป็นการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ยังเป็นการช่วยสิ่งแวดล้อม และสามารถนำ Carbon Credit มาขายได้อีกด้วย โดยรัฐต้องให้การส่งเสริมการลงทุน และช่วยเหลือในเรื่องภาระภาษีแก่กิจการเหล่านี้อย่างจริงจัง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กฟผ. คว้ารางวัลใหญ่ Special Prizes on Stage จากองค์กรนานาชาติ พร้อมอีก 2 เหรียญทอง 2 รางวัลพิเศษ จาก วช. ในเวที INTARG 2026 ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์
นายสรวิชญ์ หิมะมาน ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมนักประดิษฐ์ร่วมประกวดและจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ในเวทีระดับนานาชาติใ
กฟผ.ชู Triple S สู่ Net Zero รับวันสิ่งแวดล้อมโลก 2569
Triple S กลยุทธ์เปลี่ยนวิกฤต "โลกเดือด" ไปสู่ Net Zero โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กลยุทธ์แห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืน
'เอกนัฏ' ปิ๊งไอเดียดึงรายได้กฟผ.ช่วยอุ้มค่าไฟผู้ใช้ 200 หน่วยแรก
'เอกนัฏ' ผุดไอเดียดึงรายได้ กฟผ. ช่วยอุ้มค่าไฟผู้ใช้ 200 หน่วยแรก ชง ครม. เคาะ ยันไม่กระทบแผนลงทุน พร้อมจ่อเพิ่มกลุ่ม Data Center เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ ประเภทที่ 9 หวังเข้ามาช่วยแบกรับภาระค่าพร้อมจ่ายในระบบเดิม
รับมือวิกฤตโลกเดือด! ถอดรหัสแผน “Triple S” ของ กฟผ. สู่เส้นทาง Net Zero ที่ยั่งยืน
เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนให้พวกเราทุกคนหันกลับมามองสถานการณ์ของบ้านหลังเดียวที่เราอาศัยอยู่
กฟผ. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Data Center
กฟผ. มั่นใจระบบไฟฟ้าไทยพร้อมรองรับการลงทุนในอนาคตด้วย 3 จุดแข็งสำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้าสะอาด มีความเสถียร และเพียงพอ ดึงดูดธุรกิจ Data Center เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มในอนาคต
สมาคมกีฬาแข่งเรือใบฯ ลงนามบันทึกความร่วมมือ กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายไชยยศ ตั้งวรกุลชัย ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการจัดการแข่งขันเรือใบเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ และโครงการเยาวชนไทยแล่นใบเป็น ใช้ชีวิตเป็น ณ ห้องรับรอง กองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

