มท.1 เผยสัญญาณดี เปิดด่านเขาพระวิหาร มองสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาแนบแน่นมากขึ้น

“อนุทิน” เผย สัญญาณดีเปิด “เขาพระวิหาร” ฝั่งไทยพัฒนาเศรษฐกิจ มองสัมพันธ์ไทยกัมพูชาดีขึ้นหลังผู้นำพบกันถี่ ย้ำเจ้าหน้าที่เร่งประสานทุกวัน เชื่ออยู่ในแผน “กต.” อยู่แล้ว

8 มี.ค.2567 - เมื่อเวลา 15.15 น. ที่โดมอเนกประสงค์โรงเรียนกำแพง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่วันนี้ ว่ามาไทยฐานะความเป็นรัฐบาล และนำรัฐมนตรีที่อยู่ในกำกับดูแลของตนกระจายลงในพื้นที่ทั่ว จ.ศรีสะเกษ เพื่อมารับฟังปัญหา และแก้ไขปัญหา เป็นการมาติดตามการดำเนินการต่างๆตามนโยบายของรัฐบาล เช่น การจัดตั้งตลาดนัดเจ้าหนี้นอกระบบ การดูระบบไฟฟ้า น้ำประปา ว่ายังขาดตกบกพร่องตรงไหนบ้าง เพราะเรามีนโยบายน้ำประปาดื่มได้ และการเข้าถึงการใช้น้ำประปา ถ้าเราใช้จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเป็นโมเดลได้สำเร็จ ก็จะใช้โมเดลเดียวกันเร่งกระจายไปจังหวัดอื่นได้ด้วย

เมื่อถามว่า บนเวทีปราศรัยนายอนุทินได้พูดว่าหลังจากนี้จะทำงานอย่างดุเด็ดเผ็ดมันหมายความว่าอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นสีสันในการปราศรัย เพราะการทำงานต้องเข้มข้นอยู่แล้ว ชาวบ้านเลือกเราก็มาให้ทำหน้าที่ให้บ้านเมือง ดังนั้นต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มค่า และเกิดประโยชน์

ถามอีกว่า ในยุคที่นายอนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะได้เปิดชายแดนเขาพระวิหารหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้นำเสนอร้องขอให้พิจารณาแนวชายแดนด้านเขาพระวิหาร โดยเน้นเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยว การค้าชายแดนเป็นหลัก หากสังเกตดูต้องยอมรับว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับเขาพระวิหารคือกัมพูชา มีความแนบแน่นมากยิ่งขึ้น มีการเดินทางไปมาหาสู่กันของผู้นำ และมีความร่วมมือด้านต่างๆมากมาย ดังนั้น อะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน

ถามต่อว่า ยังติดปัญหาอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์เก่าๆ วันนี้คิดว่ามีการแก้ไขไปมากแล้ว ส่วนที่เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยเราก็จะเร่งพิจารณา ก็ขอให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยกับประเทศของเราอย่างแน่นอน จะต้องมีการกลั่นกรองศึกษาผลได้ผลเสีย หากได้มากกว่าก็ต้องเดินต่อไป และก็ไปกำจัดข้อเสีย แต่ถ้าข้อเสียมากกว่าก็จบกันไปหาที่อื่น ไปหาแหล่งอื่นด่านอื่นเปิด

เมื่อถามย้ำว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปพบอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะมีการประสานเรื่องดังกล่าวด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันอยู่ในระเบียบวาระของกระทรวงการต่างประเทศอยู่แล้ว

ซักว่า คนในพื้นที่อยากให้มีการเปิดพื้นที่เขาพระวิหาร นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเปิดเป็นด่านถาวรคนที่จะมาค้าขายลงทุนจะได้ดูระยะยาวได้ ไม่ใช่ปิดๆเปิดๆ หากเขาลงทุนอะไรไปเยอะแยะและปิดก็เสียประโยชน์ ดังนั้น ต้องพยายามทำให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเราก็พยายามเร่งทุกฝ่าย

ส่วนจะเปิดได้แน่ในรัฐบาลนี้หรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านนายกนายกรัฐมนตรีชอบพูดว่า “red tape” หรือ ทลายระเบียบราชการ ก็ทลายทุกข้อจำกัดอยู่แล้ว เป็นนโยบายของท่านนายกฯเศรษฐา ซึ่งเน้นในเรื่องของเศรษฐกิจที่เป็นตัวผลักดันทำให้ประเทศมีความมั่นคง แต่ถ้าเป็นภาษาพรรคภูมิใจไทยก็คือทะลายทุกข้อจำกัด ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน มันก็สอดคล้องกันถือว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ในวันนี้พรรคภูมิใจไทยขนรัฐมนตรีลงพื้นที่หลายคนมีวัตถุประสงค์อย่างไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปคิดมาก รัฐมนตรึจะไปนั่งในกระทรวงอย่างเดียว 5 วันไม่ได้ ต้องออกพื้นที่ให้ เป็นเรื่องปกติที่ควรทำ เพื่อให้เห็นสภาพหน้างานไม่ใช่ไปนั่งรอฟังการแต่รายงานที่บางครั้งเราก็เห็นภาพการพิจารณาการตัดสินใจต่างๆจะได้มีประสิทธิภาพ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯหนู โพสต์ภาพครอบครัว เผยวันเกิดแม่ตรงวันผู้สูงอายุ ได้มากราบอวยพรแบบ Hybrid ทุกปี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพครอบครัวร่วมกันมอบพวงมาลัยให้แก่นายชวรัตน์และนางทัศนีย์ ชาญวีรกูล บิดาและมารดา เพื่อขอพรและความเป็นสิริมงคลตามประเพณีไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

'นายกฯหนู' ส่งความรักถึงคนไทยทั่วโลก ดันสงกรานต์สู่ระดับสากล

'นายกฯ อนุทิน' ส่งความรักถึงคนไทยทั่วโลกในวันขึ้นปีใหม่ไทย ดันอัตลักษณ์สงกรานต์ท้องถิ่นสู่ระดับสากล ขอปชช.ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ต้อนรับนักท่องเที่ยว สร้างรอยยิ้มคืนความสุขหลังลุยงานหนักมาทั้งปี

‘วีระพงษ์’ทิ้งปชป.ซบศุภจี

“นายกฯ” ลงพื้นที่แบบออร์แกนิกช่วงสงกรานต์ เยือนเชียงรายถึงสนามบินร่วมแจมเป่าขลุ่ยกับกลุ่มผู้สูงอายุพื้นเมือง

“รัฐบาลสีน้ำเงิน”อำนาจสุดปึ้ก แก้ศก.ล้มเหลว ยากครบเทอม

การเมืองไทยในห้วงเวลานี้ เข้าสู่ยุคที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เรืองอำนาจสูงสุด ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย รวมศูนย์การบริหารประเทศเต็มตัว หลังกวาดที่นั่ง สส.ได้กว่า 192 ที่นั่ง นั่นทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีเพียงอำนาจในทางตัวเลข แต่ยังมีอำนาจในเชิงจิตวิทยาการเมือง เพราะเมื่อพรรคอันดับ 1 ทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งพอสมควร การต่อรองทางอำนาจภายในรัฐบาลก็ย่อมง่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว