นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ “กัมพูชา” ขึ้นทะเบียนละครรำกับยูเนสโก โดยหลักการไม่ถือเป็นการผูกขาดหรือประกาศความเป็นเจ้าของเหนือวัฒนธรรมใดๆ อย่างสมบูรณ์ แนะ “ไทย” ควรพิจารณายื่นเสนอชื่อในนามตัวเอง พร้อมแนบหลักฐานเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวโยงทางวัฒนธรรมและบทบาทร่วมในฐานะสังคมที่มีรากวัฒนธรรมร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
16 กรกฎาคม 2568 - จากกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์ในสังคมออนไลน์ เมื่อมีผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าประเทศกัมพูชาได้นำวรรณกรรมที่มีต้นทางจากไทยไปขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” กับองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) หรือเมื่อ 17 ปีก่อน สร้างความกังวลในหมู่ประชาชนไทยบางส่วนเกี่ยวกับสิทธิในการใช้และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมดังกล่าวในระดับนานาชาติ กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2568 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้ชี้แจงว่า รายการที่กัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนนั้นคือ “การแสดงละครรำแบบเขมร” ไม่ใช่วรรณกรรมตามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคม
ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำ ศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมกับยูเนสโกตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 (2003 Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ มิใช่การจำกัดสิทธิของประเทศใดประเทศหนึ่งในการใช้หรือสืบทอดวัฒนธรรมดังกล่าว และไม่ใช่การรับรองสิทธิแต่เพียงผู้เดียวหรือสิทธิในเชิงทรัพย์สินทางปัญญา
"ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมไทยส่วนหนึ่งเกิดจากการตีความว่า การขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกเสมือนการได้รับลิขสิทธิ์ขาด ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฯ ที่ไม่ได้มีบทบัญญัติใดระบุว่า การขึ้นทะเบียนจะกระทบต่อสิทธิของประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน" นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ
ทั้งนี้ หากประเทศไทยมีความกังวลต่อการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมของกัมพูชา อนุสัญญายูเนสโกฯ ได้เปิดทางให้รัฐภาคีสามารถยื่นข้อทักท้วงหรือแสดงความเห็นต่อรายการที่เสนอขึ้นทะเบียนได้ กรณีเห็นว่ามีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของตน สามารถยื่นข้อมูลหรือหลักฐานประกอบว่า วัฒนธรรมดังกล่าวมีต้นกำเนิดหรือพัฒนาการร่วมกับประเทศของตนอย่างไร ซึ่งหากยูเนสโกพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว จะดำเนินการเพิ่มเติมอ้างอิงให้แก่ประเทศต้นทาง หรือระบุให้รายการดังกล่าวเป็นการขึ้นทะเบียนร่วมระหว่างสองประเทศในเอกสารประกอบอย่างเป็นทางการ
“วัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความคล้ายคลึงกันสูง จนยากที่จะแยกขาดได้ว่าใดเป็นต้นฉบับแท้จริง โดยเฉพาะเมื่อมีประวัติศาสตร์การแลกเปลี่ยน การยืม และการดัดแปลงทางศิลปวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง การดำเนินคดีหรือกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรมจึงเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ สำหรับข้อเสนอในการแก้ไขความกังวลที่เกิดขึ้น หากประเทศไทยต้องการปกป้องหรือแสดงความเป็นเจ้าของต่อวัฒนธรรมของตน สิ่งที่ควรดำเนินการอาจไม่ใช่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นการเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอขึ้นทะเบียนในนามของตนเอง พร้อมทำความเข้าใจว่า วัฒนธรรมในภูมิภาคนี้ ไม่ใช่ของใครคนเดียว แต่มีรากฐานร่วมที่ควรได้รับการดูแลอย่างสมดุลร่วมกัน” ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าว
ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาในเชิงข้อกฎหมาย อนุสัญญายูเนสโก 2003 ยังมีช่องโหว่ที่หลายประการที่จำแนกออกมาได้ 5 ประเด็น ได้แก่ 1. ข้อความในอนุสัญญาฯ มีความคลุมเครือ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าการขึ้นทะเบียนคือการถือสิทธิแต่เพียงผู้เดียว เหมือนการจดลิขสิทธิ์ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น 2. ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการประเมินว่ารัฐที่อ้างว่าเป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรม มีความเข้าใจ หรือมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมภายหลังจากการขึ้นทะเบียน
3. ไม่มีเกณฑ์ในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศที่ชัดเจน หากเกิดข้อพิพาทในกรณีวัฒนธรรมทับซ้อนกัน เช่น หากประเทศหนึ่งแอบอ้างวัฒนธรรมของอีกประเทศหนึ่งไปขึ้นทะเบียน ขณะนี้ อนุสัญญาฯ ยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่ให้ประเทศต้นทางสามารถฟ้องร้องหรือเรียกร้องได้อย่างเป็นทางการ โดยประเทศต้นทางสามารถทำได้เพียงยื่นข้อคิดเห็นหรือขอรับรองความเป็นเจ้าของร่วมเท่านั้น
4. ความคลุมเครือในเรื่องสถานะความเป็นเจ้าของ หรือผู้ถือครองวัฒนธรรม เพราะแม้แต่กรณีโขนที่ไทยและกัมพูชาเคยเสนอขึ้นทะเบียนในฐานะศิลปะการแสดงของตน ก็ไม่ได้เกิดข้อขัดแย้ง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีรายละเอียดทางวัฒนธรรมที่ปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของตนเอง สะท้อนถึงการยอมรับโดยปริยายว่าบางวัฒนธรรมมีต้นกำเนิดร่วมกัน และสามารถดำรงอยู่ได้ในหลายพื้นที่
5. อนุสัญญาดังกล่าว ยังขาดความเชื่อมโยงกับระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ในระดับสากลโดยตรง กล่าวคือ การขึ้นทะเบียนในรายการของยูเนสโกเป็นเพียงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่มีผลทางกฎหมายในการปกป้องหรือบังคับใช้สิทธิในระดับระหว่างประเทศ และไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจนกรณีมีการอ้างอิงวัฒนธรรมโดยไม่ระบุแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การขึ้นทะเบียนของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่การตีความเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฯ และความเข้าใจของสาธารณชนต่อระบบการรับรองมรดกวัฒนธรรม และการสื่อสารในสาธารณะเกี่ยวกับบทบาทของการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ซาบีดา' ถก รมว.วัฒนธรรมรัสเซีย เตรียมฉลอง 130 ปีสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย
“ซาบีดา” หารือ รมว.วัฒนธรรมรัสเซีย ขยายความร่วมมือศิลปวัฒนธรรม เตรียมจัดกิจกรรมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทู
'ชุดไทย' ฟีเวอร์ญี่ปุ่น! แห่ชม CHUD THAI คึกคัก สะดุดตา 'ผ้าไทย x กิโมโน'
ชาวญี่ปุ่น-นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่ชมงาน “CHUD THAI” ที่กรุงโตเกียวคึกคัก “ซาบีดา” เผยชาวญี่ปุ่นสนใจการ
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'ศาสตราจารย์' 16 ราย จาก 8 มหาวิทยาลัย
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งศาสตราจารย์รวม 16 ราย จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาสารคาม ขอนแก่น
𝗣𝗔𝗜𝗡𝗧 𝗢𝗨𝗧𝗦𝗜𝗗𝗘 𝗧𝗛𝗘 𝗟𝗜𝗡𝗘𝗦 ชวนชาวศิลป์ออกนอกเส้น เล่นกับจินตนาการ ถึงเวลาปลดปล่อยจินตนาการ ออกนอกกรอบ และสนุกกับศิลปะไปด้วยกันที่ PTT Art Gallery ณ บ้านเจ้าพระยา
️𝗣𝗔𝗜𝗡𝗧 𝗢𝗨𝗧𝗦𝗜𝗗𝗘 𝗧𝗛𝗘 𝗟𝗜𝗡𝗘𝗦 ชวนชาวศิลป์ออกนอกเส้น เล่นกับจินตนาการ ถึงเวลาปลดปล่อยจินตนาการ ออกนอกกรอบ และสนุกกับศิลปะไปด้วยกันที่ PTT Art Gallery ณ บ้านเจ้าพระยา🖌️✨ 🎨พบกับ 3 กิจกรรมศิลปะสุดสนุก 📌 𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 #𝟏 : สอนวาดภาพ เติมสีสันให้ความคิดสร้างสรรค์ โดยคุณเญอรินดา
นักวิชาการ มธ. แนะปรับสูตร 'ไทยช่วยไทยพลัส' ช่วยตรงจุด-หวังผลยาว
นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอรัฐบาล หากต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 1-2 เดือน ควรปรับเงื่อนไขแทนใช้รูปแบบเดิม แบ่งความช่วยเหลือตามความเปราะบาง
กระหึ่มโตเกียว! 'ชุดไทยพระราชนิยม-ชุดทีมชาติไทย' ขึ้นบิลบอร์ดยักษ์กลางกินซ่า-ชินจูกุ-ชิบูย่า
“กระทรวงวัฒนธรรม” เดินหน้าผลักดัน CHUD THAI สู่เวทีโลก จัดโรดโชว์ญี่ปุ่น 17-18 ก.ย. ก่อนลุ้น UNESCO พิจารณาขึ้นทะเบียน “ชุดไทย” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในเดือน ธ.

