วธ. เดินหน้าบูรณะปราสาทตาควายให้เสร็จสมบูรณ์ ก่อนเร่งประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน

วธ. เดินหน้าบูรณะโบราณสถานชายแดนไทย-เขมร ย้ำปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานตามแนวเป็นของไทย

6 กุมภาพันธ์ 2569 - เวลา 13.00 น. ที่พระนั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงข่าวการบูรณะปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือนและโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานร่วมบูรณาการด้านความมั่นคงของชาติ เข้าร่วมฯ

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรณีกัมพูชายื่นหนังสือประท้วง ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมของไทยหยุดดำเนินการเกี่ยวกับการบูรณะปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน โดยอ้างว่าเป็นของกัมพูชานั้น วธ.ขอชี้แจงว่า ปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็นโบราณสถานของไทย ทั้งนี้ ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ด ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 และรัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณในการบูรณะ ระหว่างปี พ.ศ. 2533-2539 จนสามารถบูรณะปราสาทประธานแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยปราศจากการทักท้วง หรือคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา

สำหรับปราสาทตาควาย เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ กรมศิลปากรได้ดำเนินการสำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนของไทย มาตั้งแต่พ.ศ. 2544-2545 มีการจัดทำรายงานการสำรวจทางโบราณคดีเป็นหลักฐาน ซึ่งขณะดำเนินการสำรวจครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรยืนยันได้ว่า ไม่ปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกัมพูชาอยู่ในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ดินแดนประเทศไทย สภาพในเวลานั้น ตัวปราสาทตาควายยังมีความสมบูรณ์ กรมศิลปากรจึงไม่ได้ตั้งงบประมาณในการบูรณะ แต่ได้บรรจุในบัญชีรายชื่อโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน

น.ส. ซาบีดา กล่าวว่า เหตุการณ์การปะทะของทหารไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า กัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโบราณสถาน ซึ่งการกระทำดังกล่าว ถือว่าผิดต่อหลักการสากลที่ห้ามใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร ต่อมาภายหลังการหยุดยิง และประเทศไทยสามารถสถาปนาพื้นที่เหนือดินแดนปราสาทตาควาย และกลุ่มปราสาทตาเมือนไว้ได้ สภาพที่ปรากฏคือ ความเสียหายอย่างมากของปราสาทตาควาย และร่องรอยความเสียหายของกลุ่มปราสาทตาเมือน

วธ. จึงมอบหมายให้กรมศิลปากรทำการสำรวจเพื่อเตรียมการบูรณะโดยทันที ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ภายในตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบ อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการทำงานสำรวจและบูรณะโบราณสถาน ทั้งนี้ ผลจากการสำรวจพบว่า ปราสาทตาควายจำเป็นต้องรีบดำเนินการบูรณะโดยด่วน เนื่องจากโครงสร้างของตัวปราสาท ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

"วธ. โดยกรมศิลปากร มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันความเสียหายของโบราณสถาน ซึ่งมีผลจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการทหาร โดยไม่คำนึงถึงหลักการที่นานาอารยประเทศยอมรับร่วมกัน ทำให้โบราณสถานซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญของมวลมนุษยชาติต้องถูกทำลายลง

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยยังคงยืนยันถึงความจำเป็นและความชอบธรรมในการบูรณปฏิสังขรณ์ปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือน รวมทั้งโบราณสถานที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดน ที่มีสถานะเป็นโบราณสถานของไทย และตั้งอยู่บนดินแดนของประเทศไทย" น.ส.ซาบีดา กล่าว

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการฯเพื่อสำรวจศึกษาและหาแนวทางในการซ่อมแซมโบราณสถาณตามแนวชายแดนที่ได้รับความเสียหาย โดยจะมีการลงพื้นที่ประสานกับฝ่ายความมั่นคง ทั้งนี้แม้ว่าประสาทตาควายจะเสียหายอย่างหนักแต่ยืนยันว่าซ่อมแซมได้ ทางกรมศิลปากรจะนำผลสำรวจ มาวางแผนและจัดทำคำของบประมาณเพื่อดำเนินการออกแบบและบูรณะ ต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลกังวลหรือไม่ว่าหนังสือประท้วงดังกล่าวจะทำให้เกิดการปะทะขึ้นอีกครั้ง น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า วธ.ไม่ได้ประสงค์ที่จะนำประเด็นดังกล่าวไปสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ต้องการดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญของชาติ เพราะเป็นหน้าที่ของวธ. แต่จากการที่มีหนังสือทักท้วงจากฝ่ายกัมพูชา จึงได้มีการหารือร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงต่างประเทศในการชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งหลักฐานและข้อมูลอย่างรอบด้านว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการตามขอบเขตและอำนาจหน้าที่ของประเทศไทย

"หนังสือที่ทางกัมพูชาทักท้วงมานั้นเรื่องของสนธิสัญญา กรณีนี้ต้องให้ทางกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ ในส่วนของวธ.ทำหน้าที่เตรียมความพร้อมในการบูรณะโบราณสถาน และยืนยันว่ากลุ่มปราสาททั้งสามแห่ง ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นโบราณสถานของไทย

รวมทั้งมีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อบูรณะตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินการมาไม่ได้รับการคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา จึงพิสูจน์ได้ว่าเราได้ทำหน้าที่ในเขตของประเทศไทย ทั้งนี้หลังจากบูรณะประสาททั้งสามส่วนแล้วทางกรมศิลปากรจะเร่งดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนประสาทตาควายเป็นโบราณสถานอย่างเป็นทางการ" รมว. วธ. กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แม่ทัพภาค 2 มอบเหรียญ 'ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ' เชิดชูทหารกล้าพิทักษ์อธิปไตย

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เดินทางลงพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อมอบวัตถุมงคลรุ่น “ยุทธบดินทร์-ศตวรรษ” จำนวน 20,000 เหรียญ (ชุดแรก) แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ

วธ. เตรียมพร้อมจัดสร้างพระเมรุ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' อย่างสมพระเกียรติ

น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ดำเนินการเตรียมการและจัดสร้างพระเมรุอย่างสมพระเกียรติ โดยศึกษาพระประวัติและพระกรณียกิจอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งขอรับพระราชวินิจฉัยจากองค์ที่ปรึกษา และประสานงานกับสำนักพระราชวังอย่างใกล้ชิด โดยได้มอบหมายให้นายประสพ เรียงเงิน ปลัดวธ.

ชายแดนคึกคัก! นักท่องเที่ยวนับพันคน แห่ชม 'ปราสาทตาควาย-เนิน 350'

นักท่องเที่ยวทะลุพันคน แห่เยือน “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” เรียนรู้ประวัติศาสตร์ -สัมผัสธรรมชาติ -รำลึกวีรกรรมผู้กล้า วันแรกคึกคัก เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกเต็มกำลัง

ทภ.2 เปิดเส้นทาง 'ปราสาทตาควาย-เนิน 350' ชวนเที่ยวตามรอยประวัติศาสตร์ชายแดนสุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ร่วมกับจังหวัดสุรินทร์ ทดลองเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องราวสำคัญของพื้นที่ชายแดน