'ปิยบุตร' เสนอยกเลิกองคมนตรี หรือกำลังส่งสัญญาณไกลกว่านั้น?

ข้อเสนอของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้า เรื่อง “ยกเลิกคณะองคมนตรี” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงทันทีหลังเผยแพร่ออกมา หลายคนหยุดอยู่ที่คำว่า “ยกเลิก” และถกเถียงกันว่าควรมีองคมนตรีต่อไปหรือไม่ แต่ถ้าอ่านเนื้อหาทั้งหมดจนจบ จะเห็นว่าประเด็นของเรื่องนี้ไปไกลกว่านั้น

เพราะข้อเสนอไม่ได้จบเพียงการวิจารณ์ที่มาหรือบทบาทของคณะองคมนตรี หากยังเสนอทางออกใหม่ควบคู่กันไปด้วย นั่นคือ หากมีเรื่องเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจที่ต้องการคำปรึกษา ให้คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ดังกล่าวแทน

ตรงนี้เองที่ทำให้ข้อเสนอทั้งชิ้นเปลี่ยนความหมายทันที

เพราะการยกเลิกองค์กรหนึ่งองค์กร สังคมย่อมเห็นต่างกันได้ แต่พอเสนอให้รัฐบาลเข้ามาแทนที่ สิ่งที่กำลังพูดถึงก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องขององค์กรอีกต่อไป

มันขยับไปถึงการออกแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างสถาบันกับฝ่ายการเมืองโดยตรง

คำถามจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าควรมีองคมนตรีหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เหตุใดปลายทางของข้อเสนอจึงลงเอยที่การวางรัฐบาลไว้ในตำแหน่งดังกล่าว และการเปลี่ยนผ่านเช่นนั้นจะส่งผลอย่างไรตามมา

จุดที่น่าตั้งคำถามมากที่สุดอยู่ตรงข้อเสนอให้ “คณะรัฐมนตรี” ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแทนองคมนตรี เพราะคณะรัฐมนตรีไม่ใช่องค์กรที่อยู่นอกการเมือง ตรงกันข้าม คณะรัฐมนตรีคือศูนย์กลางของการเมืองโดยตรง

รัฐบาลเกิดจากการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง มีเสียงสนับสนุน มีแรงต่อต้าน มีการต่อรอง มีความขัดแย้ง และเปลี่ยนไปตามผลเลือกตั้งในแต่ละช่วงเวลา ทุกการตัดสินใจของรัฐบาลถูกวิจารณ์ได้ ถูกโจมตีได้ และถูกดึงเข้าไปอยู่ในแรงปะทะทางการเมืองได้ตลอดเวลา

ข้อเสนอให้รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาโดยตรง ย่อมทำให้ความสัมพันธ์นั้นผูกเข้ากับรัฐบาลชุดนั้นทันที และเพราะรัฐบาลอยู่กลางสนามการเมือง ความขัดแย้งที่พุ่งเข้าสู่รัฐบาลก็มีโอกาสขยับเข้าไปใกล้สถาบันมากขึ้นตามไปด้วย

หากรัฐบาลหนึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องนโยบาย ถูกวิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจ หรือเผชิญวิกฤตความนิยม กระแสเหล่านั้นอาจไม่หยุดอยู่แค่รัฐบาลอีกต่อไป เพราะความเชื่อมโยงที่ใกล้ขึ้นย่อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความที่กว้างขึ้นตามมา

ตรงนี้เองที่ทำให้ข้อเสนอนี้ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก เพราะแทนที่จะสร้างระยะห่างจากความขัดแย้งทางการเมือง กลับมีโอกาสทำให้สถาบันเข้าไปอยู่ใกล้ความขัดแย้งมากขึ้นกว่าเดิม

ระยะห่างระหว่างสถาบันกับรัฐบาลที่แคบลง ย่อมทำให้ผลที่ตามมาไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ไปถึงเรื่องสถานะและการรับรู้ของสังคมด้วย

เพราะสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยดำรงอยู่บนหลักของการอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองมาโดยตลอด ยิ่งมีระยะห่างจากการแข่งขันทางการเมืองมากเท่าไร พื้นที่นั้นก็ยิ่งได้รับการรักษาไว้มากเท่านั้น

แต่หากความสัมพันธ์กับรัฐบาลถูกเชื่อมโดยตรงมากขึ้น ระยะห่างเดิมก็ย่อมลดลง และทันทีที่ระยะห่างลดลง ความขัดแย้งที่พุ่งไปยังรัฐบาลก็มีโอกาสขยายเข้าไปใกล้สถาบันมากขึ้นตามไปด้วย

รัฐบาลถูกวิจารณ์เมื่อใด ความสัมพันธ์ที่อยู่ใกล้รัฐบาลก็ย่อมถูกหยิบมาพิจารณาร่วมกันได้ง่ายขึ้น และหากรัฐบาลเผชิญแรงต่อต้านทางการเมือง แรงปะทะเหล่านั้นก็มีโอกาสขยายวงออกไปกว้างกว่าเดิม

ความกังวลจึงไม่ได้อยู่แค่ว่าใครทำหน้าที่ถวายคำปรึกษา แต่อยู่ที่ผลสะเทือนทางการเมืองหลังจากนั้น ว่าจะทำให้สถาบันถูกดึงเข้าไปอยู่ใกล้วงวิจารณ์มากขึ้นหรือไม่ และจะกระทบต่อการรับรู้ของสังคมในระยะยาวอย่างไร

นี่คือประเด็นที่ทำให้ข้อเสนอเรื่องคณะรัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่แทนองคมนตรี ถูกจับตาหนักกว่าคำว่า “ยกเลิกองคมนตรี” เสียอีก

หากมองในเชิงตรรกะทางการเมือง จุดที่ถูกวิจารณ์มากที่สุดจึงไม่ได้อยู่ที่การเสนอให้ยกเลิกองคมนตรี แต่อยู่ที่สิ่งที่ถูกเสนอให้เข้ามาแทน

การยุบองค์กรหนึ่งองค์กรเป็นเรื่องที่ถกกันได้ แต่เมื่อสิ่งที่เข้ามาแทนคือรัฐบาล ความหมายของข้อเสนอเปลี่ยนไปทันที เพราะกำลังแตะไปถึงการจัดวางความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่อย่างชัดเจน

จากเดิมที่มีระยะห่างอยู่ระดับหนึ่ง กลายเป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมตรงกับฝ่ายบริหารซึ่งเปลี่ยนไปตามรัฐบาลแต่ละยุค และเพราะฝ่ายบริหารเป็นพื้นที่ของการแข่งขัน ความขัดแย้ง และแรงปะทะอยู่แล้ว ความเสี่ยงทางการเมืองก็ย่อมเคลื่อนตามเข้ามาด้วย

ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอเรื่ององคมนตรีจึงอ่านขาดจากบริบทเดิมได้ยาก

เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมอยู่กับแนวคิดที่ผู้เสนอแสดงออกมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้เกี่ยวกับสถาบัน บทบาทของสถาบัน และกลไกที่รายล้อมสถาบันในโครงสร้างรัฐไทย

อ่านในภาพรวมแล้ว ข้อเสนอครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการเสนอแก้ปัญหาเฉพาะจุด และนั่นทำให้มันถูกจับตาเป็นพิเศษ

ประเด็นสำคัญของข้อเสนอครั้งนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการมีคณะองคมนตรี แต่อยู่ที่สิ่งที่ถูกเสนอขึ้นมาพร้อมกันหลังจากนั้น

เพราะทันทีที่ปลายทางของข้อเสนอไปจบที่การให้คณะรัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาแทนองคมนตรี เรื่องนี้ก็ขยับพ้นจากการปรับองค์กรไปแตะความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับฝ่ายการเมืองโดยตรง และตรงนั้นเองที่ทำให้ข้อเสนอนี้มีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าตัวองค์กรที่ถูกพูดถึง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงควรมีหรือไม่มีองคมนตรี แต่คือเมื่อรัฐบาลถูกวางเข้าไปอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว ความขัดแย้งทางการเมืองจะเคลื่อนเข้าไปใกล้สถาบันมากขึ้นเพียงใด และผลสะเทือนจากความขัดแย้งนั้นจะกระทบต่อสถานะของสถาบันในสายตาสังคมอย่างไรในระยะยาว

มองจากตรงนี้ ข้อเสนอเรื่องยกเลิกองคมนตรีจึงแยกไม่ออกจากแนวคิดของปิยบุตรเอง

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา “ปิยบุตร”แสดงจุดยืนต่อประเด็นสถาบันมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งงานเขียน คำอภิปราย และข้อเสนอทางการเมืองหลายเรื่อง มีการตั้งคำถามต่อโครงสร้าง ความสัมพันธ์ และกลไกที่รายล้อมสถาบันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ข้อเสนอเรื่ององคมนตรีที่ออกมาจากรากคิดแบบนี้ จึงยากจะมองว่าเป็นเพียงข้อเสนอเฉพาะเรื่องที่ตัดขาดออกมาเดี่ยวๆ

ต่อให้สิ่งที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดในวันนี้คือคณะองคมนตรี แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาชัดกว่านั้นคือทิศทางของแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังข้อเสนอครั้งนี้

เพราะข้อเสนอไปจบที่การลดบทบาทของกลไกเดิม พร้อมขยับให้รัฐบาลเข้าไปอยู่ใกล้สถาบันมากขึ้น ผลที่ตามมาย่อมไม่ได้หยุดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง หากกระทบไปถึงระยะห่างที่เคยดำรงอยู่ กระทบต่อสถานะที่สังคมรับรู้ร่วมกัน และเปิดพื้นที่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองเคลื่อนเข้าไปใกล้สถาบันมากขึ้นกว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอเรื่องยกเลิกองคมนตรีจึงมีความหมายมากกว่าตัวองค์กรที่ถูกพูดถึง เพราะสิ่งที่ถูกแตะต้องไม่ได้มีเพียงองคมนตรี หากรวมไปถึงสมดุลความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในสังคมไทย

และนั่นคือเหตุผลที่ข้อเสนอครั้งนี้ถูกวิพากษ์อย่างหนัก ไม่ใช่เพราะเสนอให้ยกเลิกองค์กรหนึ่งองค์กรเท่านั้น แต่เพราะทิศทางของข้อเสนอและรากคิดของปิยบุตรที่สะท้อนผ่านข้อเสนอนั้น ถูกมองว่ากำลังกระทบไปไกลกว่าคณะองคมนตรีเอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'หมอวรงค์' สวน 'ปิยบุตร' ตรวจคนอื่นต้องเริ่มจากตรวจตัวเองก่อน

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กว่าถึงนายปิยบุตร ตามที่นายปิยบุตรเรียกร้องให้ ส.ส.ไทยภักดี ต

'ปิยบุตร' ท้า 'หมอวรงค์' ตรวจสอบงบศาล-กองทัพ ให้ได้สักเสี้ยวงบอาหารสส.

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กว่าอยากเห็นผู้แทนราษฎรจากพรรคไทยภักดีและพรรคเศรษฐกิจตรว

‘ปิยบุตร’ วิงวอน รมต.-สส.ชุดใหม่ นิรโทษฯคดีการเมือง รวมมาตรา 112

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กว่า นิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับแสดงความเห็นทางการเมือง รวมถึงความผิดตาม ป.อาญา มาตรา 112 เถิดครับ

'เสรีนิยม-อนุรักษนิยม' การติดป้ายแบ่งแยกประชาชน!

พักหลังมานี้ คำว่า “เสรีนิยม” กับ “อนุรักษนิยม” ถูกพูดถึงบ่อยมากในการเมืองไทย เหมือนกลายเป็นคำติดปากไปแล้ว ใครเลือกพรรคประชาชน ก็ถูกมองว่าอยู่ฝั่งเสรีนิยม