
เนื่องในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญที่ย้ำเตือนให้พวกเราทุกคนหันกลับมามองสถานการณ์ของบ้านหลังเดียวที่เราอาศัยอยู่ ปัจจุบันประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอนุรักษ์ตามกระแสอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติ
ทำไมต้องร่วมใจกัน “รักษ์โลก” ?
หากมองไปที่วิกฤตการณ์ระดับโลก (Global Trends) เราจะพบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้พุ่งสูงขึ้นกว่า 1.5 องศาเซลเซียสแล้วเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม (ศตวรรษที่ 19) โดยมี “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” เป็นตัวการหลักที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากที่สุด วิกฤตสภาพภูมิอากาศนี้ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
แรงกดดันดังกล่าวทำให้เกิดความตื่นตัวในระดับนานาชาติ นำมาซึ่งข้อตกลงและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวด เช่น กลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป หรือเป้าหมายของหลายประเทศทั่วโลกที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 สำหรับประเทศไทยเอง ก็ได้ร่วมแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในเวทีโลก โดยปรับเร่งเป้าหมายมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เป็นปี 2050 เช่นกัน เพื่อรับมือวิกฤตนี้อย่างจริงจัง

สถานการณ์ภาคพลังงานไทยกับแนวทางลดก๊าซเรือนกระจก
หากเราพิจารณาสถิติจริงจากบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Thailand's BTR1 Report) จากรายงานความโปร่งใส จะพบความจริงข้อสำคัญว่า "ภาคพลังงาน" คือส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 65.89% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมด ซึ่งกิจกรรมภายในภาคพลังงานนี้ มีแหล่งปล่อยหลักมาจาก 1.อุตสาหกรรมพลังงาน (Energy Industries) คิดเป็น 92.22 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 36.26% 2. การขนส่ง (Transport) คิดเป็น 77.02 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 30.29% และ 3. อุตสาหกรรมการผลิตและก่อสร้าง (Manufacturing Industries and Construction) คิดเป็น 62.57 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 24.61%
จากตัวเลขนี้ รัฐบาลไทยจึงได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายผ่านแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC Action Plan) โดยตั้งเป้าที่จะลดก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงานและขนส่งให้ได้มากที่สุด โดยตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว (LT-LEDS) ประเทศไทยมีหมุดหมายสำคัญในภาคพลังงานไฟฟ้า คือการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (Clean Electricity Share) ให้ได้ถึง 68% ภายในปี ค.ศ. 2035 และขยับขึ้นเป็น 74% ภายในปี ค.ศ. 2040
นอกจากนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 ในปี ค.ศ. 2035 ประเทศไทยได้วางมาตรการในภาคพลังงานไว้อย่างเข้มข้น ทั้งมาตรการต่อเนื่อง เช่น การอนุรักษ์พลังงาน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไปจนถึงมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต เช่น การยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน การนำโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR/MMR) มาใช้ รวมถึงการใช้ไฮโดรเจนทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
พันธกิจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
เมื่อหันมามองที่ภาคพลังงานของไทย ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักด้านพลังงาน จึงต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้

ที่ผ่านมา กฟผ. ได้ลงมือทำและประสบความสำเร็จในหลากหลายมิติ เช่น โครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตรการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (DSM) ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 30 ปี ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสะสมไปได้มหาศาล และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 21.23 ล้านตัน พร้อมทั้งขยายการติดฉลากไปยังอุปกรณ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
โครงการพลังงานหมุนเวียนต้นแบบ การเปิดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro-Floating Solar Hybrid) ที่เขื่อนสิรินธร (ขนาด 45 เมกะวัตต์ ในปี 2564) และเขื่อนอุบลรัตน์ (ขนาด 24 เมกะวัตต์ ในปี 2567) ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยแล้วว่าเป็นมิตรต่อระบบนิเวศใต้น้ำ ช่วยลดอุณหภูมิผิวน้ำ และกลายเป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์น้ำ
และ การดูแลสังคมและชุมชน: ควบคู่กับการผลิตพลังงานสะอาด กฟผ. ยังดำเนินโครงการเพื่อชุมชน เช่น โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อปล่อยลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ช่วยสร้างรายได้และฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อมกัน
กลยุทธ์ "Triple S"
เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย EGAT Carbon Neutrality อย่างยั่งยืน กฟผ. ได้วางกลยุทธ์สำคัญภายใต้แผนงาน "Triple S" ซึ่งครอบคลุมแนวทางการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ดังนี้ 1. S - Sources Transformation (การจัดการตั้งแต่ต้นกำเนิด): มุ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ผ่านแผนการขยายโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อนทั่วประเทศ ให้มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2573
ซึ่งจะช่วยลดคาร์บอนได้ถึง 2.19 ล้านตันต่อปี รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Grid Modernization) ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และการศึกษาเทคโนโลยีอนาคตที่มีเสถียรภาพสูงและไม่ปล่อยคาร์บอน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Power)
2.S - Sink Co-creation (การดูดซับกักเก็บคาร์บอน): นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว กฟผ. ยังมุ่งเพิ่มแหล่งดูดซับกักเก็บผ่านโครงการปลูกป่า (Reforestation Project) เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการศึกษาและวางแผนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) จากโรงไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป
3.S - Support Measures Mechanism (กลไกสนับสนุนโครงการลดการปล่อยคาร์บอน): ส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) สู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการด้านประสิทธิภาพพลังงานต่าง ๆ เช่น โครงการห้องเรียนสีเขียว บ้านเบอร์ 5 และการส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อกระตุ้นให้ภาคประชาชนและพันธมิตรมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

วันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า หน้าที่ในการปกป้องโลกไม่ใช่บทบาทของใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง การที่ กฟผ. มุ่งมั่นดำเนินกลยุทธ์ “Triple S” สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมพลังงานของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นความมั่นคงทางไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง “ความยั่งยืนที่สมดุล” ให้กับโลกใบนี้
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีและแผนงานที่ยอดเยี่ยมจะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดพลังขับเคลื่อนจากพวกเราทุกคน ในฐานะผู้บริโภค การเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 การลดการใช้พลังงาน หรือการสนับสนุนพลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยต่อเติมภาพฝันของประเทศไทยในการก้าวสู่สังคม Net Zero ได้อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กฟผ.ผนึกสถาบันอาหารพัฒนาศักยภาพชุมชน ยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
กฟผ. ผนึกสถาบันอาหาร ผลักดันโครงการพัฒนาขีดความสามารถของกิจการชุมชน กฟผ. ระยะที่ 2 ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เขื่อน และระบบส่งไฟฟ้าทั่วประเทศ สร้างรายได้กว่า 2 ล้านบาท
'BCPG' เปิดบ้านพลังงานสะอาด ต้อนรับ กฟผ. กฟน. และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก
นายปัญจพล ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับผู้บริหารและคณะจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดบีซีพีจี อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กลุ่ม ปตท. ผนึก มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยกระดับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน หนุนเป้าหมาย Net Zero ประเทศไทย
ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมกับชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระหว่างกลุ่ม ปตท. กับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อยกระดับการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า
กฟผ.เปิดโครงการประกวด EGAT Green i ปี3ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว
กฟผ. เปิดโครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม EGAT Green i ปีที่ 3 เชื่อมไอเดียสู่ต้นแบบการใช้จริงเชิงพาณิชย์ เปิดโจทย์ Circular Innovation และ Sustainable Concrete ปั้นโอกาสธุรกิจสีเขียว พร้อมผลักดันนวัตกรรมสู่ตลาดภาครัฐ
GULF โวกำไร Q2/69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 74%
GULF รับรู้กำไรจากการดำเนินงาน ไตรมาส 2/69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 12,332 ล้านบาท เติบโต 74% จากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS

