24 ก.ย.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ถอดรหัสปริศนา “พูลแมน” : จากคำให้การพยานรหัส 25/26 สู่โจทย์ใหญ่ทางกฎหมายในคดี “ฮั้ว สว.”” ระบุว่า กรณีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงทางสังคมและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเปิดเผยข้อมูลสำคัญโดย iLaw เกี่ยวกับคำให้การของ “พยานรหัส 25/26” ในคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งมุ่งเป้าไปที่เหตุการณ์ ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 หลังกระบวนการเลือก สว. ระดับประเทศเสร็จสิ้นลง
1. ย้อนรอยข้อเท็จจริง : เกิดอะไรขึ้นที่โรงแรมพูลแมน?
คำให้การของพยานรหัส 25/26 ซึ่งเป็นผู้ช่วยดำเนินงานของ สว. ท่านหนึ่ง ได้ฉายภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวซึ่งมีความสอดคล้องกับพยานรายอื่น และข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ (Cell Tower Data) ในพื้นที่ ดังนี้:
• การรวมตัวของกลุ่มคนจำนวนมาก: พยานประเมินว่ามี สว. เดินทางมาร่วมงานมากกว่า 100 คน ขณะที่ข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ยืนยันพิกัด สว. ในบริเวณดังกล่าวอย่างน้อย 40 คน
• มาตรการการรักษาความลับ: มีการ "เก็บโทรศัพท์มือถือ" ของ สว. ก่อนเข้าห้องจัดเลี้ยง
• เอกสารปริศนา "หนังสือลาออก": พยานได้รับการติดต่อให้ไปหยิบบัตรประชาชนของ สว. จากในรถ เพื่อนำมาถ่ายเอกสารและพิมพ์เอกสารซึ่งพยานระบุว่าเป็น "หนังสือลาออก" เพื่อให้ สว. ที่เข้าร่วมประชุมลงนามไว้ล่วงหน้า
• การปรากฏตัวของแกนนำทางการเมือง: พยานพบเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายเนวิน ชิดชอบ ปรากฏตัวในพื้นที่ และนั่งร่วมโต๊ะกับกลุ่ม สว. หลายรายภายในห้องจัดเลี้ยง
• โพยลายมือชื่อล็อกตำแหน่ง: พยานพบเห็นบันทึกข้อความด้วยลายมือระบุชื่อบุคคลที่จะเลือกว่า: “ประธาน มงคล / รอง 1 เกรียงไกร / รอง 2 บุญส่ง” ซึ่งต่อมาในวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 ผลการลงมติเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภากลับตรงตามบันทึกดังกล่าวทุกประการ
2. ปรับบทกฎหมาย : พฤติการณ์เสี่ยงขัดกฎหมายบทใดบ้าง?
หากพิจารณาจากพฤติการณ์ตามคำให้การในเชิงนิติศาสตร์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้อาจสุ่มเสี่ยงต่อการฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับด้วยกัน:
1)พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
• การแทรกแซงและครอบงำ: การจัดทำโพยและการบังคับ/ยินยอมให้เซ็น "หนังสือลาออก" ล่วงหน้า ถือเป็นการสร้างพันธะสัญญาเพื่อควบคุมการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของ สว. ซึ่งขัดต่อหลักความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ
• การจัดตั้ง/ฮั้วเลือก สว.: หากพบการให้ สัญญาว่าจะให้ หรือการรับประโยชน์เพื่อจูงใจในการลงคะแนน จะเข้าข่ายความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
2) พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2561 (มาตรา 28 และ 29)
การที่บุคคลภายนอกหรือแกนนำพรรคการเมืองเข้าไปชี้นำ ครอบงำ หรือกำหนดทิศทางการดำเนินงานของ สว. หรือกิจกรรมทางการเมือง อาจนำไปสู่การพิจารณาโทษจำคุกและปรับ ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือขั้นยุบพรรคการเมือง หากพิสูจน์ได้ว่าทำในนามพรรค
3) ประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
การปิดบังอำพรางการประชุมอย่างเป็นระบบอาจเข้าข่ายพฤติการณ์ "อั้งยี่" (มาตรา 209) และหากพบว่าเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับการเลือก สว. เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ก็จะเข้าข่าย "ความผิดฐานฟอกเงิน" อีกด้วย
3. มุมมองวิเคราะห์ : ยกระดับจาก "ข่าวการเมือง" สู่ "พยานหลักฐาน"
สิ่งที่น่าสนใจจากการวิเคราะห์กรณีนี้ คือการ “แยกแยะระหว่างความสงสัยทางการเมืองออกจากพยานหลักฐานทางกฎหมาย”
การตั้งโจทย์ที่ถูกต้อง
การพิสูจน์ความจริงในคดีนี้ ไม่ควรมองเพียงแค่ว่า “นายอนุทินหรือนายเนวินไปที่โรงแรมพูลแมนจริงหรือไม่” เพราะการพบปะทางสังคมของนักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายในตัวมันเอง แต่โจทย์ที่แท้จริงคือ "เกิดอะไรขึ้นในห้องประชุมนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับการได้มาซึ่ง สว. อย่างผิดกฎหมายอย่างไร?"
พยานแวดล้อมกรณี (Circumstantial Evidence) กับการเชื่อมโยง
จุดแข็งของข้อมูลชุดนี้ คือการที่คำให้การของพยานบุคคลมี "พยานแวดล้อม" สนับสนุนอย่างสอดคล้อง ทั้งข้อมูลพิกัดสัญญาณโทรศัพท์ ผลการลงคะแนนจริงที่ตรงตามโพย และพยานบุคคลรายอื่น
เอกสาร "หนังสือลาออก" : เครื่องมือควบคุมพฤติกรรม (Quid Pro Quo Controls)
ในทางคดี พฤติการณ์การเก็บโทรศัพท์และการเซ็นหนังสือลาออกไว้ล่วงหน้า ถือเป็น Indicia (พฤติการณ์บ่งชี้) ที่มีน้ำหนักสูงมาก เพราะแสดงให้เห็นถึง "กระบวนการสร้างอำนาจบังคับ" เพื่อให้ สว. ต้องลงมติตามสั่ง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของการเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยโดยสิ้นเชิง
มาตรฐานการพิจารณาในชั้น กกต. (พ.ร.ป. สว. มาตรา 62)
ตามกฎหมาย กกต. ไม่จำเป็นต้องรอให้พยานหลักฐานหนาแน่นถึงขั้น "ปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง" เหมือนคำพิพากษาโทษอาญาในชั้นศาล แต่ใช้เพียงมาตรฐาน "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ก็เพียงพอที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาได้
4. คำถามสำคัญที่กระบวนการยุติธรรมต้องหาคำตอบ
เพื่อให้คดี “ฮั้ว สว.” เดินหน้าไปสู่บทสรุปที่โปร่งใส สังคมและองค์กรอิสระจำเป็นต้องหาคำตอบให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ ใน 7 ประเด็นหลัก:
1)ใครเป็นผู้จัดการประชุมที่โรงแรมพูลแมน?
2) รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดมีใครบ้าง?
3) มีการกำหนดวาระ มอบนโยบาย หรือสร้างข้อตกลงใดหรือไม่?
4) “หนังสือลาออก” มีอยู่จริงหรือไม่ และจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ใด?
5) รายชื่อประธานและรองประธานวุฒิสภาในโพย ถูกกำหนดขึ้นโดยใครและเมื่อใด?
6) การกำหนดรายชื่อดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับการลงคะแนนจริงอย่างไร?
7) มีพยานหลักฐานชั้นต้น (เช่น ตัวเอกสารจริง) ที่สามารถเชื่อมโยงการกระทำนี้ไปสู่ความผิดตามกฎหมายหรือไม่?
บทสรุป
คดีปริศนาโรงแรมพูลแมนไม่ใช่แค่เรื่องของการสืบสวนข้อเท็จจริงรายวัน แต่คือ "บททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระในประเทศไทย" ว่าจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานและบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาได้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ดี ต้องย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้ยังคงเป็นคำให้การในชั้นสอบสวน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดทุกท่านยังคงได้รับความคุ้มครองตามหลัก "การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" (Presumption of Innocence) จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดครับ เอกภาพแห่งกระบวนการยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อความจริงถูกเปิดเผยด้วยพยานหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้เท่านั้น!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษาฯ อธิบายช่องโหว่ฟันคดีฮั้วสว. ปม 'โพยฮั้ว' ศาลสั่งโมฆะล้มกระดานไม่ได้เหมือน สส.
วัส ติงสมิตร ชี้การมีโพยตรงกับผลคะแนน ไม่ได้ทำให้กระบวนการลงคะแนนหลุดจากการเป็น 'การลงคะแนนลับ' ในเชิงรูปแบบ แต่ก็ไม่สามารถนำหลักการเลือกตั้ง สส. ตามมาตรา 83 หรือ 85 มาสั่งล้มการเลือก สว. ได้
นักกฎหมายสรุปง่ายๆ องค์กรอิสระ ใช่ดุลพินิจที่ไม่สุจริต ย่อมนำไปสู่ตาราง!
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก เจาะลึกบทเรียนจากฎีกา 3509/2549 สู่ปัญหาฮั้ว สว.: เมื่อดุลพินิจ กกต. ถูกท้าทายด้วยกฎหมายเหล็ก!
'บิ๊กราญ- เชอร์ล็อกนพ- ปค.' เปิดปฏิบัติการ 'ปิดฉากแรงเงา 2' ทลายแรงงานต่างด้าว
'บิ๊กราญ - พล.ต.ท.นพศิลป์ - การปกครอง DOPA N.I.C.E' เปิดปฏิบัติการ 'ปิดฉากแรงเงา 2' ทลายขบวนการฟอกแรงงานต่างด้าว สวมทะเบียน 0 รวบ 26 ราย เอี่ยวเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสเจาะลึกคดีประวัติศาสตร์ฮั้วเลือก สว.
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้คดีฮั้ว สว.อาจอยู่ที่การให้ศาลค้นหาความจริง!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
นักกฎหมายชี้ 'กกต.' พังเจตนารมณ์กฎหมายเสี่ยงสูงเจอ 157
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ เมื่อมติ กกต. 14 กันยายน 2569 ในคดีฮั้ว สว. ปี 2567 เดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม

