มติศาลรัฐธรรมนูญคดีบัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 แยกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ QR Code ตุลาการ 9 คนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ขณะที่ Barcode บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ มติออกมา 8 ต่อ 1 โดยตุลาการเสียงข้างมาก 8 คนเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วน “นภดล เทพพิทักษ์” เป็นตุลาการเพียงคนเดียวที่เห็นว่า การใช้ Barcode ดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญและเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 กรณีการใช้ Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง สส.ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีที่มาจากผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้อง หลังได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว
สำหรับ QR Code ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่า การใช้ QR Code ในบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
แต่ในส่วน Barcode บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ศาลมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ว่าไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการเสียงข้างน้อยเพียงคนเดียว คือ “นภดล เทพพิทักษ์” ซึ่งเห็นว่า Barcode ที่สามารถสืบย้อนกลับถึงตัวบุคคลที่ออกเสียงลงคะแนนได้ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ชื่อของ “นภดล เทพพิทักษ์” จึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และเมื่อย้อนประวัติการทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พบว่าเขาเคยมีความเห็นเป็นเสียงข้างน้อยในคดีการเมืองสำคัญหลายคดี แต่ก็ไม่ได้อยู่ฝ่ายเสียงข้างน้อยทุกครั้ง
“นภดล เทพพิทักษ์” ไม่ได้มีเส้นทางราชการมาจากสายตุลาการ แต่เติบโตในกระทรวงการต่างประเทศ สำเร็จการศึกษารัฐศาสตรบัณฑิต สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ Northern Illinois University สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนฟุลไบรท์
เส้นทางรับราชการของ “นภดล” อยู่ในสายการทูต เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงการต่างประเทศหลายตำแหน่ง รวมถึงอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเอกอัครราชทูต
ก่อนเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ “นภดล” ได้รับการสรรหาในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า โดยคณะกรรมการสรรหามีมติเลือกให้เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง จากนั้นวุฒิสภามีมติเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 ให้ความเห็นชอบ 203 เสียง ไม่เห็นชอบ 12 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563
นับจากนั้น “นภดล” ปฏิบัติหน้าที่ในองค์คณะศาลรัฐธรรมนูญ และมีส่วนในการลงมติคดีรัฐธรรมนูญและคดีการเมืองสำคัญหลายคดี
หนึ่งในคดีสำคัญคือกรณีวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปีของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” วันที่ 24 สิงหาคม 2565 ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณีวาระ 8 ปีไว้พิจารณา และมีมติ 5 ต่อ 4 ให้ “พล.อ.ประยุทธ์” หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย โดย “นภดล” เป็นหนึ่งในตุลาการเสียงข้างมาก 5 คนที่เห็นควรให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ต่อมาเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยในวันที่ 30 กันยายน 2565 มติออกมา 6 ต่อ 3 ว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของ “พล.อ.ประยุทธ์” ยังไม่สิ้นสุด โดยเสียงข้างมากให้นับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับ
ครั้งนั้น “นภดล” เป็นหนึ่งในตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน ร่วมกับ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” และ “ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ” ที่มีความเห็นต่างจากเสียงข้างมากในประเด็นการนับวาระนายกรัฐมนตรี โดย “นภดล” เห็นว่าควรนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งจะทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีในวันที่ 24 สิงหาคม 2565
ปี 2566 ชื่อของ “นภดล” ปรากฏในมติสำคัญอีกครั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณีถือหุ้น ITV ของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และพิจารณาคำขอให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ระหว่างรอคำวินิจฉัย
ศาลมีมติ 7 ต่อ 2 ให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 โดยตุลาการ 2 คนที่เห็นว่าไม่ควรสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือ “นภดล เทพพิทักษ์” และ “บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์”
เมื่อคดีหุ้น ITV มาถึงคำวินิจฉัยสุดท้ายในวันที่ 24 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ว่าสมาชิกภาพ สส.ของ “พิธา” ไม่สิ้นสุด เนื่องจาก ITV มิได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่พรรคก้าวไกลยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัคร สส. โดยครั้งนี้ “นภดล” อยู่ในตุลาการเสียงข้างมาก
ต่อมาในวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ “เศรษฐา ทวีสิน” กรณีแต่งตั้ง “พิชิต ชื่นบาน” เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยศาลมีมติ 5 ต่อ 4 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ “เศรษฐา” สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
“นภดล” เป็นหนึ่งในตุลาการเสียงข้างน้อย 4 คน ร่วมกับ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” “อุดม รัฐอมฤต” และ “สุเมธ รอยกุลเจริญ” ซึ่งเห็นว่าความเป็นรัฐมนตรีของ “เศรษฐา” ไม่สิ้นสุดลง
ปี 2568 “นภดล” เป็นเสียงข้างน้อยอีกครั้งในคดีของ “แพทองธาร ชินวัตร” กรณีคลิปเสียงสนทนากับ “สมเด็จฮุน เซน” ซึ่งนำไปสู่การพิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี
ก่อนมีคำวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ให้ “แพทองธาร” หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีระหว่างการพิจารณาคดี
ต่อมาเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยวันที่ 29 สิงหาคม 2568 มติออกมา 6 ต่อ 3 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ “แพทองธาร” สิ้นสุดลงเฉพาะตัว โดย “นภดล” เป็นหนึ่งในตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน ร่วมกับ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” และ “สุเมธ รอยกุลเจริญ” ซึ่งเสียงข้างน้อยเห็นว่าพฤติการณ์ของ “แพทองธาร” ยังไม่ถึงขั้นเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่จะทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
จากคดีวาระ 8 ปีของ “พล.อ.ประยุทธ์” คดีหุ้น ITV ของ “พิธา” คดี “เศรษฐา” คดี “แพทองธาร” มาจนถึงคดี Barcode บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ชื่อของ “นภดล เทพพิทักษ์” ปรากฏทั้งในฐานะตุลาการเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในคดีสำคัญหลายครั้ง
ล่าสุดวันที่ 28 กันยายน 2569 มติเรื่อง Barcode ทำให้ “นภดล เทพพิทักษ์” เป็นเสียงข้างน้อยเพียง 1 คนจากตุลาการทั้งหมด 9 คน ขณะที่ตุลาการอีก 8 คนเห็นว่า การใช้ Barcode บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ขวาง '2 ตศร.' วินิจฉัยคดี 'บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง' เหตุมาจาก 'สว.สีน้ำเงิน' หวั่นไม่เป็นกลาง
'ครช.' ยื่นหนังสือคัดค้าน 2 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติวินิจฉัยคดี 'บัตรเลือกตั้งติด Bar code/QR Code' 28ก.ย.นี้ เหตุมาจากกสว.เสียงข้างมากที่พัวพันคดีฮั้วเลือกสว. หวั่นผลประโยชน์ขัดกัน ทำให้การวินิจฉัยไม่เป็นไปโดยอิสระและเป็นกลางตามหลักนิติธรรม เตือนหากปล่อยให้ลงมติ จะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
มติกกต.คดีฮั้วสว.ซ้ำเติมวิกฤตศรัทธา จับตา 28 ก.ย. เติมเชื้อไฟให้ม็อบปชช.ลุกโชน
'จตุพร' ฟาด กกต.สะสมปัญหามากมาย ทำองค์กรเสมือนเลือกข้าง ลามการทำงานสิ้นความน่าเชื่อถือ เลือกตัดสินปัญหาทางใดย่อมก่อวิกฤตศรัทธา รอคดีขึ้นศาล จับตา 28 ก.ย.ศาล รธน.ตัดสินบาร์โคัดบัตรเลือกตั้ง จะเติมเชื้อไฟให้ม็อบ ปชช.ลุกโชนยิ่งขึ้น
2 ตุลาการศาลรธน.เสียงข้างน้อย รับคำร้อง 'ทักษิณ' สั่งรัฐบาลเอื้อประโยชน์ฮุนเซน น่าจะเกิดผลใช้สิทธิล้มล้างปกครองฯ
จากกรณีนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในฐานะประชาชน ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2567 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กล่าวอ้างว่า นายทักษิณ ชินวัตร (ผู้ถูก
คำวินิจฉัย 'นภดล-ตุลาการเสียงข้างน้อย' ถือเอาระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯตามความเป็นจริง
จากกรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่
เปิดคำวินิจฉัย ตุลาการศาลรธน.หนึ่งเดียว ชี้ 'พรก.ฉุกเฉิน' ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เผยแพร่คำวินิจฉัยส่วนตน ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัย 6/2565 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ที่มีมติเสียงข้างมากว่าพระรา

