โออาร์มุ่งมั่นสร้างโอกาสร่วมกับธุรกิจรายย่อย พัฒนาการเติบโตตามวิสัยทัศน์อย่างจริงจัง

โลกของธุรกิจในอดีตมักจะมีแนวคิดที่ว่า “ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าใครมีกำลังมากกว่า มีทุนหนากว่า หรือมีคอนเน็กชั่นที่ดีกว่า ก็จะคอยกลืนกินรายอื่น ๆ ไปโดยการทำธุรกิจแบบนั้น ส่วนใหญ่จะมองแต่เรื่องของผลประโยชน์ ผลกำไร และรายได้เป็นหลัก จนบางครั้งอาจจะทำให้เกิดการครอบครองตลาดและปิดกั้นการทำธุรกิจของคนอื่นได้ และเมื่อมามองในมุมของผู้ประกอบการรายย่อย ๆ ซึ่งถูกปิดกั้นทางการค้า ก็อาจจะไม่เป็นธรรมนักหากจะผลิตสินค้าหรือบริการอะไรออกไป สุดท้ายก็แข่งขันไม่ได้ และส่งผลให้ไม่มีใครกล้าที่จะลงทุนทำอะไรใหม่ ๆ ออกมา 

แต่ในทางกลับกันในยุคปัจจุบันที่ช่องทางเริ่มเปิดกว้างมากขึ้น กลุ่มผู้บริโภคเริ่มเข้าใจตลาดและเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และไม่ยึดติดอยู่กับแบรนด์เดิม ๆ ก็เป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจใหม่ ๆ มีช่องทางที่จะทำมาหากินมากขึ้น ใครมีไอเดียหรือวิธีทำการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีกว่า ก็อาจจะได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงทำให้กลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ หรือ สตาร์ตอัปเห็นโอกาส และกล้าที่จะลงทุนธุรกิจรูปใหม่ ๆ ให้เข้ามาในตลาดมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแม้ธุรกิจใหม่ ๆ ในทุกวันนี้จะสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง 

แต่แน่นอนว่าหากมีลมใต้ปีกที่คอยสนับสนุน หรือชี้ช่องทางการดำเนินงานที่ถูกต้องให้ ก็มักจะเติบโตไปได้ดีกว่าแน่นอน ซึ่งในโลกของธุรกิจยุคใหม่นี้การมองเห็นผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการทำกำไรให้กับองค์กร และหลาย ๆ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เองก็หันมาดำเนินงานในแนวทางนี้มากขึ้น ซึ่งสำหรับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือโออาร์ ที่ได้มองเห็นการเติมเต็มโอกาสเช่นกัน ก็ได้มุ่งมั่นที่จะทำให้กลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัปนั้นเกิดการเติบโตไปพร้อม ๆ กันด้วย 

จึงดำเนินเนินงานตามวิสัยทัศน์ใหม่ ที่คาดหวังในการเติมเต็มโอกาส และมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะสตาร์ตอัป และ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) โดยสร้างคุณค่าให้กับสังคมชุมชนผ่านการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ และผลักดันธุรกิจสัญชาติไทยสู่ระดับโลก ในรูปแบบการเข้าร่วมเป็นพาทเนอร์ทางธุรกิจ และใช้ความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรทั้งโออาร์และพามเนอร์มาผลักดันธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับกลุ่มสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีอย่างตรงจุด 

โดยที่ผ่านมาโออาร์ได้มีการจัดตั้งกองทุนและลงทุนผ่านกองทุน ได้แก่ ORZON Ventures กองทุนเพื่อการลงทุนในสตาร์ตอัป , Finnoventure Private Equity Trust I กองทุนเพื่อการลงทุนในสตาร์ตอัปด้าน Fin-tech, e-Commerce, Automotive และกองทุน SeaX Fund II กองทุนเพื่อการลงทุนในสตาร์ทอัปที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) 

โดยการลงทุนผ่านกองทุน ORZON Ventures กองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของ PTTOR International Holdings (Singapore) Pte. Ltd. (SGHoldCo) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% กับ กลุ่มบริษัท 500 สตาร์ตอัพ (500 TukTuks) โดยจดทะเบียนในประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพด้าน Mobility & Lifestyle ที่มีศักยภาพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 

รวมทั้งยกระดับ Ecosystems ในการสร้างและส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพผ่านการสนับสนุนจาก OR เพื่อสร้างการเติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยกองทุนนี้มีทีมงาน “500 TukTuks” ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านสตาร์ทอัพเป็นผู้บริหารกองทุน โดยเข้าไปลงทุนใน 7 บริษัทสตาร์ทอัป ได้แก่ 1. Pomelo แพลตฟอร์มและแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแตกต่างและเป็นที่สนใจของลูกค้า ครอบคลุมการซื้อขายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ปัจจุบันได้เปิดช่องทางซื้อขายออนไลน์ โดยมีแบรนด์เข้าร่วมแล้วมากกว่า 500 รายทั้งในและต่างประเทศ 

2.Carsome แพลตฟอร์มที่มีซื้อ-ขายรถยนต์มือสองออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นตัวกลางในการซื้อหรือขายรถยนต์มือสอง มีนำเสนอบริการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบสำหรับลูกค้า และดีลเลอร์รถยนต์มือสองทุกราย ตั้งแต่การตรวจสภาพรถยนต์ การโอนกรรมสิทธิ์ ไปจนถึงบริการทางด้านสินเชื่อ 3.Freshket แพลตฟอร์มจำหน่ายวัตถุดิบครบวงจร สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง) และกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการระบบอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ปัจจุบัน freshket มีสินค้าทั้งของสด และของแห้งให้เลือกกว่า 7,000 รายการ มีผู้ใช้งานกว่า 10,000 ราย 

4.GoWabi แพลตฟอร์มชั้นนำของไทยที่รวบรวมทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับบริการทางด้านความงามและสุขภาพไว้ในที่เดียว โดยผู้ใช้สามารถหาข้อมูล ดูส่วนลด จองเวลา และจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของโออาร์ นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้ผู้ให้บริการบน GoWabi กว่าพันรายสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น 5.Protomate ผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์และเทคโนโลยี AI สัญชาติไทยที่ได้ประยุกต์นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาพัฒนาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สมาชิกทีมประกอบไปด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานที่องค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลก และมีเป้าหมายในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเดินทางและการขนส่ง

รายที่ 6 ได้แก่ Hungry Hub บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทย แพลตฟอร์มจองร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำที่ก่อตั้งเมื่อปี 2017 ภายใต้โมเดล 'ข้อเสนอพิเศษในการจองร้านอาหารแบบคุมงบได้' เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าร้านอาหาร และส่งเสริมให้ร้านอาหารสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันได้ให้บริการลูกค้าไปแล้วมากกว่า 2 ล้านที่นั่ง และสร้างยอดขายให้ร้านอาหารไปแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท หรือ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายที่ 7 ได้เข้าไปลงทุนใน Hangry สตาร์ตอัปสัญชาติอินโดนีเซีย ด้านการทําอาหาร (Culinary Startup) ที่ทำระบบการใช้ครัวกลางร่วมกัน (Cloud Kitchen) 

ได้เข้าไปร่วมลงทุน แบ่งได้เป็น กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยโออาร์ เข้าถือหุ้น ในบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด หรือ ร้านอาหารโอ้กะจู๋ ในสัดส่วน 20% ตั้งเป้าขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋เพิ่มเติมในสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น รวมถึงจำหน่ายอาหารแบบแกร๊บแอนด์โก (Grab&Go) ผ่านร้านคาเฟ่ อเมซอน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคเหนือ และเข้าถือหุ้น 25% ใน บริษัท อิ่มทรัพย์ โกลบอล คูซีน จำกัด (ISGC) ร้านอาหารญี่ปุ่น โคเอ็น ซูชิ 

นอกจากนี้ยังถือหุ้นในสัดส่วน 25% ในบริษัท คามุ คามุ จำกัด (KAMU) เจ้าของแฟรนไชส์ร้านเครื่องดื่ม “Kamu Tea” ที่ปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 140 สาขา และลงทุนใน ในบริษัท พีเบอร์รี่ ไทย จำกัด ผู้จัดหา ผลิต และจัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และอุปกรณ์สำหรับการเปิดร้านกาแฟ รวมถึงให้บริการดูแลรักษาเครื่องชงกาแฟให้กับผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ และเจ้าของร้านกาแฟชื่อดัง “พาคามาร่า” 

รวมถึงยังได้เข้าถือหุ้น 25% ในบริษัท ดุสิต ฟู้ดส์ จำกัด โดยจะสร้างแพลตฟอร์มด้านอาหาร เพื่อช่วยเหลือคนตัวเล็กในชุมชนและท้องถิ่นให้มีโอกาสเติบโตทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงขยายโอกาสในการเติบโตของพอร์ตด้วยการทำงานร่วมกับ OR และบริษัทอื่นๆ ที่ OR ได้ลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านคาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) รวมถึงร้านอาหารเพื่อสุขภาพโอ้กะจู๋ ซึ่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไปนี้ ขณะเดียวกันยังจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ร่วมกับบริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 50% เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมดื่ม 

ด้าน กลุ่มธุรกิจบริการ โดยเข้าลงทุนโดยตรงในสัดส่วน 40% ใน บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (KNX) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายเครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าแบบอุตสาหกรรม รวมถึงประกอบกิจการร้านสะดวกซัก ภายใต้แบรนด์ “อ๊อตเทริ วอชแอนด์ดราย” เพื่อให้ OR เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทุกเพศ ทุกวัย และเพิ่มความหลากหลายทางธุรกิจให้กับเครือข่ายสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่มีอยู่กว่า 2,000 สาขา 

และเข้าถือหุ้น 8.8% ในกลุ่มธุรกิจแฟลช (Flash Group) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านขนส่งและพลังงาน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดไปยังธุรกิจอื่น ๆ ของโออาร์ เชื่อมต่อธุรกิจแบบ Online to Offline เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในอนาคตที่มีไลฟ์สไตล์ปรับตัวสู่โลกออนไลน์มากขึ้น โดยปัจจุบัน โออาร์ และ แฟลช มีความร่วมมือทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ เช่นการที่โออาร์ให้บริการน้ำมันแก่รถที่ใช้ในการขนส่งของ Flash Express หรือการที่ Flash Express เริ่มเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ขนส่งผลิตภัณฑ์ของ โออาร์ 

กลุ่มการท่องเที่ยว โดยได้เข้าลงทุนผ่านบริษัทย่อย SG HoldCo ใน Traveloka ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับให้บริการค้นหา จอง และชำระเงินสำหรับตั๋วเครื่องบิน ที่พัก การเดินทาง และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ รวมไปถึงบริการทางการเงิน ซึ่งเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายของ OR เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มีอัตราการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอัตราการจ้างงานสูง อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ไทยที่พึ่งพาอุตสาหกรรมนี้เป็นจำนวนมาก 

ทั้งนี้ Traveloka เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีบริการที่หลากหลาย ไม่เพียงเฉพาะแค่ด้านการท่องเที่ยว แต่ยังตอบโจทย์พฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคที่มีความเฉพาะตัวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างดี จะช่วยเพิ่มทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตทุกรูปแบบ เพื่อให้ OR เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ตลอดจนเป็นการสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันของ Traveloka และ OR ทั้งในและต่างประเทศ 

กลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล โดยดำเนินการผ่านบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ที่โออาร์ถือหุ้น 100% ร่วมมือกับบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาชั้นนำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ลงทุนในบริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด โดยโออาร์ มีสัดส่วนการถือหุ้น 40% และ BBIK ถือหุ้น 60% เพื่อดำเนินงานในการยกระดับขีดความสามารถด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงดิจิทัล แพลตฟอร์ม รวมทั้งต่อยอดทางธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัล โดยในปี 2565 ออร์บิท ดิจิทัล มีแผนพัฒนา 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 

1.โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบสมาชิกสำหรับลูกค้าของ OR ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก Blue Card และสมาชิกของพันธมิตรธุรกิจ ให้สามารถเชื่อมต่อและนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสูงสุด 2. โครงการการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยแนวคิดที่รวมทุกไลฟ์สไตล์ไว้ในแอปฯ เดียว และ 3.โครงการเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ระหว่าง OR และพันธมิตรธุรกิจบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เชื่อมต่อระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มของธุรกิจ OR และพันธมิตรโดยการผนวกสินค้าและบริการ รวมถึงระบบงานแบ็คออฟฟิศให้เข้าไปอยู่ภายใต้ โออาร์ ดิจิทัล 

และ กลุ่มพลังงาน ที่ได้ลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โดย บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กิจการร่วมค้าของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) และ โออาร์ ที่ถือหุ้น ในสัดส่วน 45% รวมถึงยังตั้งบริษัทร่วมทุน ในนามบริษัท Phnom Penh Aviation Fuel Service Co., Ltd. (PPAFS) ซึ่ง PPAFS ได้ลงนามในสัญญาสัมปทาน ร่วมกับบริษัท Cambodia Airport Investment Company Limited (CAIC) ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานการพัฒนาสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญจากรัฐบาลกัมพูชา 

เพื่อเป็นการมอบสิทธิให้แก่ PPAFS ในการเป็นผู้ประกอบการระบบบริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ณ สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญ โดยเป็นการร่วมทุน ระหว่าง SG HoldCo , บริษัท China National Aviation Fuel International Holdings Limited (CNAF) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน และบริษัท Total Energies Marketing (Cambodia) Co., Ltd. (TOTAL) บริษัทในกลุ่มของบริษัท Total Energies จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทั้ง 3 บริษัทฯจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากัน ในสัดส่วน 33.33% 

เห็นได้ชัดว่าการร่วมลงทุนของ OR จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธุรกิจรายย่อย และสตาร์ตอัปที่มีแพชชั่นที่ชัดเจน สามารถแข่งขันได้ในตลาด และมีโอกาสการเติบโตได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งยังครอบคลุมเกือบทุกกลุ่มธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ OR ได้ดำเนินการมาโดยตลอด และมุ่งมั่นในการที่จะสนับสนุนกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่มีความสามารถ อย่างที่ผ่านมาก็ได้เปิดโครงการ Startup for Chance ที่เชิญชวนกลุ่มสตาร์ตอัปทั่วประเทศที่มีแนวคิด เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะยกระดับสังคม  โดยการพัฒนาธุรกิจใหม่ที่ร่วมแก้ปัญหาชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยใช้แรงบันดาลใจจากธุรกิจของ โออาร์ ซึ่งสามารถผลักดันโมเดลธุรกิจแห่งอนาคต และสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจสู่อนาคตอีกด้วย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดีเดย์ 1 – 30 ก.ย. Otteri Wash & Dry เปิดรับบริจาคเสื้อผ้า ลุยโครงการ ‘ซักเพื่อให้’ ครั้งที่ 2 ผนึกกำลังพันธมิตรบูรณาการการทำงานอย่างครบวงจร

นายกวิน นิทัศนจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ภายใต้แบรนด์ร้านสะดวกซัก “อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย” (Otteri Wash & Dry)

โออาร์เปิดรับสตาร์ตอัปมีไอเดียโครงการ Startup for Chance ระดมสมองพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม ย้ำแนวคิด โออาร์ = โอกาส

ในยุคปัจจุบันที่ทุกฝ่ายกำลังพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันเทคโนโลยี ก้าวทันสังคม และสามารถจะรองรับการเติบโตในอนาคตได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน และจำเป็นจะต้องเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีและโลกให้มากขึ้น แน่นอนว่าในโลกของธุรกิจการแข่งขันด้านนี้ค่อนข้างสูงมาก

'OR' เข้าถือหุ้น ‘ดุสิตฟู้ดส์’ 25% เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

กลุ่มดุสิตธานี ผนึกความร่วมมือกับ บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือ OR โดย “มอดูลัส เวนเจอร์” บริษัทย่อยของ OR ลงทุนถือหุ้นสัดส่วน 25% ใน “ดุสิตฟู้ดส์” เพื่อเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

โออาร์ พอใจความสำเร็จของการจัดงาน Inclusive Growth Days empowered by OR ย้ำพลังแห่งการส่งต่อโอกาสและความมุ่งมั่นเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

โออาร์ เผยความสำเร็จของการจัดงาน Inclusive Growth Days empowered by OR ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน”