เปิดคำสั่ง 'อนุทิน' ตั้งคกก.สืบสวนข้อเท็จจริง ปมร้อนงบประกันสังคม

เปิดคำสั่ง “อนุทิน” ตั้งคกก. สืบสวนข้อเท็จจริงปมร้อนงบประกันสังคม ปลัดมท. นั่งเป็นปธ.รายงานผลใน 90 วัน เรียกความเชื่อมั่นผู้ประกันคืนมา

12 มีนาคม 2568 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีการใช้งบสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นั้น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 86/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง

ตามที่ได้ปรากฏข้อมูลจากสื่อมวลชน ประเด็นที่คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงปัญหาการบริหารงานและความไม่โปร่งใสในการบริหารงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม จนทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อสาธารณชนเป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยต่อการบริหารงานของผู้บริหารสำนักงานประกันสังคมในห้วงเวลาที่เกี่ยวข้อง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกันตน และสร้างความวิตกกังวลต่อการปฏิบัติราชการของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรของสำนักงานประกันสังคม

ฉะนั้น เพื่อให้ทราบรายละเอียดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและทราบตัวผู้กระทำผิดวินัย รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกันตนผู้เป็นเจ้าของกองทุนประกันสังคม ตลอดจนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 313/2567 เรื่องมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 16 กันยายน 2567 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังนี้

โดยคณะกรรมการฯ ประกอบด้วย 1. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ประธานกรรมการ 2. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ เป็นกรรมการ 3. นายภูวเดช สุระโคตร กรรมการ 4. นายยุทธนา สาโยชนกร กรรมการ 5. พล.ต.ต. วีรพล เจริญศิริ กรรมการ 6. นายเกริกไกร นาสมยนต์ เป็นเลขานุการ และ 7. นายอภิศักดิ์ แก้วสูงเนิน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

โดยมีหน้าที่และอำนาจ 1. ให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง มีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐานต่างๆ และรับฟังคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง พร้อมมีความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อเท็จจริงพฤติการณ์แวดล้อม พฤติการณ์แห่งการกระทำ ในกรณีปัญหาการบริหารงานและความไม่โปร่งใสในการบริหารงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม

2. มีอำนาจเรียกให้ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานหรือเจ้าหน้าที่ มาให้ข้อเท็จจริง ให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวนข้อเท็จจริงได้ แล้วเก็บรวบรวมไว้ในสำนวนสืบสวนข้อเท็จจริง 3. มีอำนาจเชิญคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ในกองทุนประกันสังคม หรือบุคคลภายนอกมาให้ข้อเท็จจริง ให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่สืบสวนข้อเท็จจริงได้ แล้วเก็บรวบรวมไว้ในสำนวนสืบสวนข้อเท็จจริง 4. ให้คณะกรรมการทำรายงานการสืบสวนข้อเท็จจริงพร้อมความเห็นของคณะกรรมการเสนอนายอนุทิน ภายใน 90 วัน นับแต่การประชุมคณะกรรมการครั้งแรก 5. หากมีเหตุอันสมควร ในกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการตามระยะเวลาตามข้อ (4) ไม่แล้วเสร็จ ให้ประธานกรรมการมีหนังสือเรียนนายอนุทิน เพื่อขยายระยะเวลาการสืบสวนออกไปตามสมควร ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 11 มีนาคม 2568

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เริ่ม 24 เม.ย.นี้ บังคับใช้กฎหมายใหม่ 'พนักงาน รปภ.' ได้ค่าล่วงเวลา

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป กฎกระทรวงกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินอันเป็นหน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน และสร้างความเป็นธรรมให้กับลูกจ้าง โดยเฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) และผู้ปฏิบัติงานเฝ้าดูแลสถานที่และทรัพย์สิน

นายกฯหนู โพสต์ภาพครอบครัว เผยวันเกิดแม่ตรงวันผู้สูงอายุ ได้มากราบอวยพรแบบ Hybrid ทุกปี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ภาพครอบครัวร่วมกันมอบพวงมาลัยให้แก่นายชวรัตน์และนางทัศนีย์ ชาญวีรกูล บิดาและมารดา เพื่อขอพรและความเป็นสิริมงคลตามประเพณีไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

‘วีระพงษ์’ทิ้งปชป.ซบศุภจี

“นายกฯ” ลงพื้นที่แบบออร์แกนิกช่วงสงกรานต์ เยือนเชียงรายถึงสนามบินร่วมแจมเป่าขลุ่ยกับกลุ่มผู้สูงอายุพื้นเมือง

“รัฐบาลสีน้ำเงิน”อำนาจสุดปึ้ก แก้ศก.ล้มเหลว ยากครบเทอม

การเมืองไทยในห้วงเวลานี้ เข้าสู่ยุคที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เรืองอำนาจสูงสุด ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย รวมศูนย์การบริหารประเทศเต็มตัว หลังกวาดที่นั่ง สส.ได้กว่า 192 ที่นั่ง นั่นทำให้รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีเพียงอำนาจในทางตัวเลข แต่ยังมีอำนาจในเชิงจิตวิทยาการเมือง เพราะเมื่อพรรคอันดับ 1 ทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งพอสมควร การต่อรองทางอำนาจภายในรัฐบาลก็ย่อมง่ายขึ้นเป็นเงาตามตัว