
เหตุการณ์ในรั้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อกลุ่มนิสิตบางส่วนชูป้ายว่า “สลายการชุมนุม 53 คนสั่งฆ่าอยู่นี่” ระหว่างที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี มาบรรยายพิเศษให้หลักสูตรปริญญาเอกสาขานโยบายสาธารณะ
ภาพที่เห็นเหมือนการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ แต่เวลาและบริบทไม่ใช่เรื่องบังเอิญช่วงนั้นชื่อของอภิสิทธิ์กลับมาอยู่ในกระแส พรรคประชาธิปัตย์เริ่มฟื้นตัว จังหวะนี้จึงกลายเป็น “ช่อง” ที่ฝ่ายตรงข้ามหยิบขึ้นมาเล่นอย่างรู้ทิศทาง
เพียงไม่นานหลังคลิปเผยแพร่ เครือข่ายนักกิจกรรมและนักการเมืองอีกฟากรีบขยายในโลกออนไลน์ จากการถือป้าย กลายเป็นเครื่องมือโจมตีพรรคทั้งพรรค สื่อบางค่ายอยู่ในพื้นที่ก่อนงานเริ่ม พร้อมกล้องและไมค์ครบชุดสิ่งที่เกิดขึ้นจึงดูไม่ต่างจาก “การจัดฉาก” มากกว่าการแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผล
อภิสิทธิ์ไม่หลบหน้า เขาเดินเข้าหา นั่งลงพูดกับนิสิตอย่างสุภาพ แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่การถามเพื่อเข้าใจ แต่เป็นการพูดเพื่อยืนยันสิ่งที่เชื่ออยู่แล้ว!
ระหว่างการสนทนา อภิสิทธิ์กล่าวอย่างสุภาพว่า “ผมถามนิดเดียว น้องเรียกร้องกับรัฐบาลที่ทำให้ กปปส. และพันธมิตร เสียชีวิตบ้างไหม”
นิสิตหญิงตอบทันทีว่า “คนอื่นก็มาเรียกร้องซิคะ...ไม่ต้องมาบอกหนูไปเรียกร้อง หนูก็เรียกร้องในสิ่งที่หนูเชื่อและจะทำ”
คำพูดสั้น ๆ นี้ทำให้บทสนทนาพลิกจากการแลกเปลี่ยน เป็นการปะทะของความเชื่อ ฝ่ายหนึ่งพูดด้วยเหตุผล อีกฝ่ายพูดด้วยความมั่นใจราวกับว่าความจริงทั้งหมดฝ่ายตน
คลิปที่เผยแพร่โดยเพจสื่อ แนวเคลื่อนไหวจับภาพชัด หญิงสาวคนเดิม ยิ้มแสยะ หันกล้อง แลบลิ้น ขณะอภิสิทธิ์กำลังอธิบาย ภาพนั้นไม่ต้องการคำบรรยายใดเพิ่มเติม มันพูดแทนตัวเอง
เสียงจากในสังคมจำนวนไม่น้อยมองว่า นิสิตกลุ่มนี้ไม่ได้มาฟัง แต่มาเพื่อ “เล่นบท” มีธงชัด มีคนเตรียมกล้องรอ และรู้ว่าฉากไหนต้องเกิดขึ้น
ย้อนกลับไปปี 2553 กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองเดิมอีกต่อไป ถนนราชดำเนินเต็มไปด้วยผู้ชุมนุม ป้ายผ้า และเสียงปราศรัย แต่ในความวุ่นวายนั้น มีเสียงปืน มีชายชุดดำปะปน มีระเบิดเอ็ม 79 ทหารหลายคนบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึง พลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม
คืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่แยกคอกวัว คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤตการเมืองครั้งนั้น เจ้าหน้าที่พยายามสลายการชุมนุม แต่ถูกตอบโต้ด้วยกระสุนจริงและระเบิดมือ
เสียงระเบิดดังสนั่นกลางเมืองหลวง ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในพื้นที่ ภาพชายชุดดำถือปืนเอ็ม 16 และอาก้าปรากฏในคลิปข่าวต่างประเทศ นั่นคือคืนที่ “ม็อบ” กลายเป็น “สนามรบ”
คืนนั้นไม่ใช่แค่ทหารเสียชีวิต แต่ประชาชนผู้ไม่เกี่ยวข้องจำนวนมากต้องหนีตาย เมืองหลวงถูกปิดถนนหลายสาย แพทย์และกู้ภัยไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ จากนั้นสถานการณ์เริ่มบานปลาย ลุกลามไปจนถึงเดือนพฤษภาคม
มันไม่ใช่การประท้วงธรรมดาอีกต่อไป แต่คือ “ภาวะกึ่งสงครามกลางเมือง” รัฐบาลไม่อาจนิ่งเฉย เพราะเมื่ออาวุธถูกใช้ในเมืองหลวง ไม่มีประเทศใดในโลกจะปล่อยให้สถานการณ์เดินไปถึงขั้นล่มสลาย
รัฐบาลพยายามเจรจาหลายครั้ง และเสนอทางออกทางการเมือง แม้ถึงขั้นยุบสภา แต่เมื่อสถานการณ์แผ่ขยายและความรุนแรงเพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยงสูง
เดือนพฤษภาคม 2553 คือช่วงไฟลุก มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 ราย บาดเจ็บนับพัน แต่สิ่งที่ถูกจำในเวลาต่อมาคือ “รัฐสั่งฆ่า” โดยไม่มีการพูดถึงว่าฝ่ายผู้ชุมนุมเองมีอาวุธสงคราม
ในประเทศประชาธิปไตยอื่น เช่น ฝรั่งเศส สหรัฐฯ หรืออังกฤษ เมื่อม็อบมีอาวุธ รัฐมีสิทธิใช้กำลังเพื่อรักษาความสงบ นี่คือหลักการพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำในวันนั้น จึงไม่เกินกว่าที่ประเทศประชาธิปไตยทำเพื่อป้องกันตัวเอง
ปี 2553 คือบททดสอบของผู้นำที่ไม่มีทางเลือกดีเลย การใช้กำลังคือทางสุดท้าย แต่การไม่ทำอะไรเลย หมายถึงปล่อยให้ประเทศแตกสลาย
อภิสิทธิ์เลือกปกป้องความมั่นคงของชาติ แม้รู้ว่าจะถูกโจมตีไม่สิ้นสุด เพราะในวันที่ไฟไหม้กรุงเทพฯ มันไม่ใช่การเมืองอีกต่อไป แต่คือวิกฤตของประชาชน ร้านค้าปิด แรงงานตกงาน เด็กไปโรงเรียนไม่ได้ ชีวิตทั้งเมืองหยุดนิ่ง
การปกป้องรัฐไม่ใช่การปกป้องรัฐบาล แต่คือการรักษาชีวิตของผู้คน ถ้าผู้นำไม่กล้าตัดสินใจในยามนั้น ความวุ่นวายอาจกลืนประเทศทั้งประเทศ
เหตุการณ์ในรั้วจุฬาฯ จึงเป็นภาพซ้ำของปัญหาเดิม คนรุ่นหลังจำประวัติศาสตร์เพียงด้านเดียว แล้วใช้ด้านนั้นเป็นอาวุธทางความคิด
ปี 2553 มีคนตายจริง แต่สิ่งที่คนรุ่นหลังพูดถึงคือภาพปลายเหตุที่ง่ายต่อการโหน แต่เรื่องชายชุดดำ ระเบิด หรือทหารที่ถูกยิงตาย กลับถูกลืมอย่างจงใจ
เมื่ออภิสิทธิ์พูดถึง “ความสูญเสียทุกฝ่าย” กลับถูกสวนว่า “หนูเรียกร้องในสิ่งที่หนูเชื่อ” มันไม่ใช่คำตอบของคนที่อยากรู้ความจริง แต่มันคือกำแพงของคนที่ไม่อยากฟัง
การยิ้ม การแลบลิ้น การเล่นกล้อง อาจดูเล็กในสายตาคนดูคลิป แต่ในทางจิตสำนึก มันสะท้อนว่าพวกเขามองเวทีการเรียนรู้เป็นสนามการแสดงไม่ใช่พื้นที่ของเหตุผล
จุฬาฯ ในวันนั้นไม่ได้รับความอับอายจากสิ่งที่อภิสิทธิ์พูดแต่จากพฤติกรรมของนิสิตบางคน ที่ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นฉากของ “อคติในคราบปัญญา”
ปี 2553 ไม่ใช่บทพิสูจน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มันคือบทเรียนของทั้งประเทศ และสิ่งที่น่าเสียใจคือสิบกว่าปีผ่านไป เรายังพูดถึงมันด้วยอารมณ์และความจริงด้านเดียว ไม่ใช่ด้วยเหตุผลครบถ้วนด้วยข้อเท็จจริง
นิสิตที่ออกมาชูป้าย อาจเชื่อว่ากำลังทำเพื่อความถูกต้อง แต่การไม่ยอมรับอีกครึ่งหนึ่งของความจริง คือการซ้ำรอยเดิมที่ประเทศนี้เจอมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นหลังเลือกจำ จึงไม่ใช่การต่อสู้ของประชาชน แต่คือการเลือกจำในสิ่งที่เข้ากับความเชื่อของตน โดยไม่สนว่าความจริงจะครบหรือไม่
หากยังใช้ “ความเชื่อ” เป็นเครื่องตัดสินอดีต สังคมก็จะไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมวันนั้นต้องมีการใช้กำลัง และทำไมบางครั้ง ผู้นำจึงต้องเลือกระหว่าง “รักษาประเทศ” กับ “รักษาความนิยม”
การเมืองที่ดีไม่เริ่มจากอคติและเกลียดชัง แต่เริ่มจากการฟังให้ครบทุกด้าน เพราะในวันที่เรายังเชื่อว่าตัวเองรู้หมด นั่นแหละวันที่เราหลงทางจากความจริงมากที่สุด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดร.อานนท์ ยกวลีของ ‘ท่านผู้หญิงพูนศุข’ ฝากถึงติ่งพี่มาร์ค!
ดร.อานนท์ ตั้งคำถามถึงผู้สนับสนุน “อภิสิทธิ์“ หลังออกมาโต้ตอบกรณีทหารเข้าช่วยอารักขาช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยมองว่าการปกป้องในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ภาพลักษณ์
อย่ายุบศอ.บต.! 'ดร.นพดล' เสนอยุทธศาสตร์ใต้ร่มเย็นยุคใหม่ ต่อยอดที่เคยสำเร็จ สู่ความวางใจของปชช.
ดร.นพดล ชี้ชายแดนใต้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนจากการควบคุมเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การ ถอนรากถอนโคนระบบความรุนแรง
'มาร์ค' ติง รมว.พลังงาน คิดแต่กระเป๋าซ้าย-ขวา ลืมแก้โครงสร้าง
“มาร์ค อภิสิทธิ์” วิจารณ์รัฐบาลแก้ปัญหาพลังงานไม่ตรงจุด ระบุการขอลดค่าการกลั่นเหลือ 2.40 บาทต่อลิตรยังน้อยเกินไป และยังผลักภาระให้กองทุนน้ำมัน พร้อมทวงสัญญาปรับโครงสร้างค่าไฟ
'หัวหน้า ปชป.' แนะวิธีดับไฟใต้! ต้องเดินหน้าพูดคุยควบคู่บังคับใช้กฎหมาย
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลต้องเดินหน้าพูดคุยควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย
'อภิสิทธิ์' แนะผู้ถูกพาดพิงคดีฮั้ว สว. แจงสังคมมากกว่าฟ้อง
“อภิสิทธิ์” ระบุ ผู้ถูกพาดพิงคดีฮั้ว สว. ควรออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคมมากกว่าฟ้องผู้เปิดเผยข้อมูล พร้อมย้ำการใช้สิทธิฟ้องร้องทำได้ แต่หากมี
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"

