‘น้ำเงิน-แดง-ฟ้า’ ความน่าจะเป็นของรัฐบาลผสม?

หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคสีน้ำเงิน ได้ที่นั่งมากที่สุด 193 ที่นั่ง และขึ้นมาเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล สูตรที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงแรกคือการรวมตัวของพรรคสีน้ำเงิน พรรคสีแดงของ พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ 74 ที่นั่ง และพรรคสีเขียวคือพรรคกล้าธรรม ที่มี 58 ที่นั่ง

อีกสูตรหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงน้อยกว่า แต่เริ่มถูกหยิบขึ้นมาชั่งน้ำหนัก คือรัฐบาลผสมระหว่างพรรคสีน้ำเงิน พรรคสีแดง และพรรคสีฟ้าของ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี 22 ที่นั่ง รวมกับพรรคขนาดเล็กบางส่วน

ทั้งสองสูตรให้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภา ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่การจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้ หากแต่อยู่ที่โครงสร้างรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น และผลต่อการบริหารประเทศตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น

สูตรน้ำเงิน-แดง-ฟ้า เมื่อรวมกับพรรคขนาดเล็กบางส่วน ให้จำนวนเสียงในระดับ 300 ที่นั่ง เพียงพอสำหรับการจัดตั้งและขับเคลื่อนรัฐบาล แม้จะไม่ใช่สูตรเต็งในช่วงแรกก็ตาม

เมื่อพิจารณาในเชิงเสถียรภาพ สูตรรัฐบาลทั้งสองแบบต่างมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภา และสามารถควบคุมการลงมติได้ ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเสียงขั้นต่ำ หากอยู่ที่โครงสร้างของฝ่ายบริหารที่จะตามมา

จุดที่ต้องชั่งน้ำหนักคือจำนวน สส. ของพรรคร่วม หากเทียบตัวเลขล่าสุด พรรคกล้าธรรมมี 58 ที่นั่ง มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 ที่นั่ง อย่างชัดเจน ความแตกต่างนี้ส่งผลตรงไปถึงสัดส่วนตำแหน่งในฝ่ายบริหาร และพื้นที่การกำหนดทิศทางของรัฐบาลตั้งแต่ต้น

พรรคร่วมที่มีจำนวน สส. มากกว่า ย่อมมีอำนาจต่อรองสูงกว่าในการจัดสรรตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี และทำให้พรรคแกนนำต้องแบ่งพื้นที่การบริหารออกไปตามสัดส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในทางกลับกัน การเลือกพรรคร่วมที่มีจำนวน สส. ต่ำกว่า ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักเชิงตัวเลขให้รัฐบาล แต่ช่วยจำกัดภาระการแบ่งสรรตำแหน่ง และรักษาความคล่องตัวของโครงสร้างฝ่ายบริหารไว้ได้มากกว่า โดยไม่กระทบเสถียรภาพในสภา

การนำสูตรน้ำเงิน-แดง-ฟ้า มาพิจารณาคู่กับสูตรน้ำเงิน-แดง-เขียว ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อชี้ว่าพรรคใดเหมาะสมหรือมีคุณค่าทางการเมืองมากกว่ากัน หากเป็นการเปรียบเทียบผลลัพธ์ของโครงสร้างรัฐบาลที่แตกต่างกัน ซึ่งเกิดจากจำนวนที่นั่งและน้ำหนักในสภาที่ไม่เท่ากัน

ในกรอบนี้ การพูดถึงพรรคกล้าธรรมหรือพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ได้อยู่บนฐานของความนิยม หรือการตัดสินเชิงคุณค่า แต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเรื่องจำนวน สส. และผลที่จะสะท้อนต่อการจัดสรรอำนาจในฝ่ายบริหารเป็นหลัก

ด้วยจำนวน สส. 58 ที่นั่ง ของพรรคกล้าธรรม ย่อมหมายถึงโควตาในฝ่ายบริหารที่ต้องเพิ่มขึ้นตามตัวเลข และทำให้พรรคแกนนำอย่างพรรคภูมิใจไทยซึ่งมี 193 ที่นั่ง ต้องกันพื้นที่ในคณะรัฐมนตรีออกไปมากขึ้น

ขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นพรรคที่ทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทยมาแล้วในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ความคุ้นเคยทางการเมืองในช่วงก่อนหน้า ทำให้พรรคนี้ถูกนับรวมเป็นหนึ่งในสูตรจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่ต้น

อย่างไรก็ตาม ความคุ้นเคยดังกล่าวไม่ได้ผูกมัดให้การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องยึดรูปแบบเดิมทั้งหมด เมื่อโจทย์การบริหารเปลี่ยนไป การตัดสินใจของพรรคแกนนำจึงต้องพิจารณาโครงสร้างรัฐบาลที่เหมาะสมในรอบนั้นเป็นหลัก

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์แม้มีจำนวน สส. 22 ที่นั่ง ซึ่งน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่มีตัวบุคคลและประสบการณ์ทางการเมืองเข้ามาเป็นองค์ประกอบ ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา และอดีตรัฐมนตรีที่เคยรับผิดชอบงานเชิงนโยบายและงบประมาณ รวมถึงความคุ้นเคยกับกลไกของรัฐสภาและกระบวนการทำงานในสภา ซึ่งเอื้อต่อการประสานงานด้านนิติบัญญัติ

องค์ประกอบเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักเชิงตัวเลขให้รัฐบาล แต่ช่วยเสริมการทำงานเชิงกระบวนการ ทั้งในฝ่ายบริหารและในสภา โดยไม่สร้างภาระเพิ่มเติมต่อโควตาในฝ่ายบริหารของพรรคแกนนำ

ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างการเลือก “ฟ้า” หรือ “เขียว” จึงเป็นความต่างของโครงสร้างรัฐบาล และผลที่ตามมาต่อการบริหารในภาพรวม มากกว่าการตัดสินว่าใครดีกว่าหรือแย่กว่า

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ความน่าจะเป็นของรัฐบาลผสมสูตรน้ำเงิน-แดง-ฟ้า ไม่ได้เกิดจากการคำนวณเฉพาะหน้า หากเป็นการชั่งน้ำหนักว่าโครงสร้างแบบใดจะทำให้รัฐบาลตั้งหลักได้มั่นคง และเดินงานได้ต่อเนื่องมากที่สุด

ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี 193 ที่นั่ง ต้องคำนึงถึงเสถียรภาพของเสียง ความคล่องตัวในการบริหาร และทิศทางประเทศ การเลือกพรรคร่วมจึงเป็นการกำหนดพื้นที่การตัดสินใจของรัฐบาลตั้งแต่วันแรก

สูตรน้ำเงิน-แดง-ฟ้า เมื่อรวมกับพรรคขนาดเล็กบางส่วน ให้จำนวนเสียงในระดับ 300 ที่นั่ง โดยไม่จำเป็นต้องขยายพรรคร่วมขนาดใหญ่เพิ่มเติม และช่วยรักษาความคล่องตัวของโครงสร้างฝ่ายบริหารไว้ได้

ในเชิงอำนาจทางการเมืองระยะสั้น สูตรนี้อาจไม่ใช่รูปแบบที่ได้เปรียบที่สุดในทางตัวเลข แต่ในระยะยาว โครงสร้างรัฐบาลที่ไม่ตึงเกินไปและไม่แบ่งสรรอำนาจเกินจำเป็น ย่อมลดต้นทุนทางการเมือง ช่วยให้การบริหารรัฐบาลไม่ติดขัดตั้งแต่ต้น และเสริมความได้เปรียบให้พรรคแกนนำในการเลือกตั้งรอบถัดไป

อย่างไรก็ตาม สมการทางการเมืองทั้งหมดนี้ยังคงเป็นเพียงความเป็นไปได้ การตัดสินใจจริงอาจแตกต่างจากที่ประเมินไว้ สูตรที่ถูกมองว่าเป็นทางเลือกในวันนี้อาจไม่ใช่สูตรที่เกิดขึ้นจริงในท้ายที่สุด ขณะที่รัฐบาลผสม ‘น้ำเงิน-แดง-เขียว’ ซึ่งถูกจับตาในฐานะสูตรเต็ง ก็ยังคงมีน้ำหนักในทางการเมือง

ภายใต้ความไม่แน่นอนดังกล่าว รัฐบาลผสม ‘น้ำเงิน-แดง-ฟ้า’ จึงถูกหยิบขึ้นมาในฐานะความเป็นไปได้หนึ่ง ที่สะท้อนโจทย์การบริหารประเทศและการวางตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยในระยะยาว มากกว่าการมองเพียงสมการอำนาจในช่วงสั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อภิสิทธิ์' ผิดหวังรัฐบาลโอนงบแค่หมื่นล้านจากเป้าแสนล้าน ไม่ช่วยแก้วิกฤต ซัดใช้เงินกู้หวังผลทางการเมือง

"อภิสิทธิ์" ร่ายยาว พ.ร.บ.โอนงบ แม้สนับสนุนแต่ผิดหวังอย่างยิ่ง ซัดรัฐบาลไม่พร้อมบริหาร สงสัยโอนงบหวังผลการเมืองในอนาคตหรือไม่ ชี้จากเงินแสนล้านสุดท้ายเหลือหมื่นล้าน บอกห่วง “เอกนิติ” ที่การเมืองส่งของไปอยู่บนบ่าหลายอย่าง แต่ห่วงประเทศมากกว่า

'กรณ์' จวกออก พ.ร.บ.โอนงบเหมือนเด็กมาเล่นขายของ!

'กรณ์' ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ. โอนงบเหมือนเด็กมาเล่นขายของมากกว่าบริหารการคลัง ชี้เหมือนเป็ดง่อยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ทำเพราะแก้เขิน-แก้ต่าง ว่ารัฐใช้ทุกเครื่องมือแก้ปัญหาประเทศ

'ชวน' ลุยช่วย 'อนุชา' หาเสียงโค้งสุดท้ายมั่นใจเป็นคนดี ชวนปชช.เลือก 'ผู้ว่ากทม.- ส.ก.' ปชป.

'ชวน' ลงช่วย 'อนุชา เบอร์ 5' หาเสียงโค้งสุดท้ายที่วังทองหลาง ย้ำการเมืองไทย 94 ปี เปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังมีปัญหาทุจริต มั่นใจ 'อนุชา' เป็นคนดี มีความสุจริต ชวนประชาชนออกมาเลือก 'ผู้ว่า กทม. - ส.ก.' ปชป. 28 มิ.ย.นี้

คณะประชาชนทวงความยุติธรรมร้อง 'ส้ม-แดง' หวั่นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดนรื้อ

'ภาคประชาชน' ยื่น 'พรรคประชาชน-เพื่อไทย' วาระ 94 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง หวั่นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดนรื้อ ย้ำสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ยึดโยง ปชช.

นายกฯ ปัดตอบมั่นใจอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ บอกทำให้ดีที่สุด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรีสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย ได้แจ้งในที่ประชุมครม.หรือไม่ว่า ไม่ได้บอก มันเป็นสิทธิของตน ถ้าจะทำก็ทำเลย ไม่ได้หมายถึงอะไรทั้งนั้น ความแตกต่างของการเป็นนายกฯก็ตรงนี้แหละ