ปิดฉากคดีโกงบ้านเอื้ออาทร ศาลพิพากษายืนจำคุก 'วัฒนา เมืองสุข' 50 ปี

4​ มี.ค.2565 - ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง เมื่อวันที่ 4 มี.ค. องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ นัดอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ หมายเลขดำ อม.อธ. 1/2565 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 65 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และพวกรวม 14 ราย เป็นจำเลยในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6, 11

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณาพยานหลักฐานที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไต่สวน ประกอบการแถลงปิดคดีด้วยวาจาของจำเลยที่ 1 แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ มีประเด็นต้องวินิจฉัย คตส.ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ ป.ป.ช. และมีการตั้งคณะทำงานร่วมกับผู้แทนของอัยการสูงสุดพิจารณาหลักฐานจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จึงส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องโดยชอบตามกฎหมาย

ประเด็นวินิจฉัยต่อมาที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 จึงไม่มีอำนาจพิจารณาโครงการของการเคหะแห่งชาติ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และตามพ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลหรือยับยั้งการกระทำใดที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจดูแลกำกับการเคหะแห่งชาติตามกฎหมาย

ประเด็นต้องวินิจฉัยต่อมา จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหาให้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 หรือไม่ คดีนี้ คตส.ได้มีการเรียกผู้ประกอบการมาให้การ โดยแจ้งว่าหากให้ความร่วมมือจะกันไว้เป็นพยาน ซึ่งผู้ประกอบการ 8 รายให้การยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากตัวแทนจำเลยที่ 1 อ้างว่าหากอยากได้งานต้องมีการจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าพยานเหล่านี้ คตส.ใช้วิธีการข่มขู่ จูงใจ หรือให้คำมั่นสัญญาว่าหากให้การเป็นประโยชน์จะกันไว้เป็นพยาน พยานปากเหล่านี้จึงไม่อาจรับฟังได้ตามกฎหมาย เห็นว่าการสอบสวนเป็นวิธีการของเจ้าพนักงานในการแสวงหาหลักฐาน โดยไม่ปรากฏว่ามีการจูงใจหรือชี้นำพยานว่าต้องให้การไปในทางใด พยานให้การเป็นอิสระ จึงสามารถรับฟังพยานเหล่านี้ได้

คดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าไม่ได้แต่งตั้งนายอภิชาต จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แต่จำเลยที่ 4 แอบอ้างและทำเองตามลำพัง เห็นว่า จำเลยที่ 4 มาพบจำเลยที่ 1 หลายครั้ง อีกทั้งยังไปแนะนำตัวกับจำเลยอื่นและผู้ประกอบการว่าเป็นที่ปรึกษาจำเลยที่ 1 ประกอบกับพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่การเคหะเข้าเบิกความ และมีพยานเบิกความว่าได้ส่งเอกสารเชิญประชุมระบุชื่อจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษา แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 4 อย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าจำเลยที่ 4 กระทำในฐานะที่ปรึกษาจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นเลขานุการ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 4 เป็นที่ปรึกษาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 5 เป็นเลขานุการ อย่างไม่เป็นทางการ

ต่อมาจำเลยที่ 1 สั่งการให้การเคหะฯ ออกประกาศฉบับใหม่ หากผู้ประกอบการรายใดยังไม่ได้รับการอนุมัติโครงการ ให้ผู้ประกอบการยื่นแบบโครงการ พร้อมแนบหลักประกันร้อยละ 5 ของโครงการ โดยจำเลยที่ 1 ยังเคยเรียกประชุมผู้ประกอบการแจ้งว่ามีค่าดำเนินการยูนิตละ 1 หมื่นบาท หากผู้ประกอบการรายใดพร้อมจะได้รับอนุมัติโครงการ ซึ่งมีพยานโจทก์หลายรายให้การสอดคล้องกันว่า ได้ยินผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติโครงการ แจ้งว่า หากอยากได้งานให้ติดต่อจำเลยที่ 4 โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ประสานงาน พยานจึงยอมจ่ายค่าตอบแทน โดยลดราคาเหลือ 9,000 บาทต่อยูนิต พยานจึงนำเช็คจำนวน 46 ล้านบาทไปให้ และได้รับอนุมัติโครงการสร้างบ้านเอื้ออาทร จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 อาศัยประกาศฉบับใหม่เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการจริง และเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นเป็นใจด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมข่มขืนใจ หรือจูงใจ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหาให้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่น

ประเด็นการริบทรัพย์สินนั้น เห็นว่า เมื่อเงินที่จําเลยที่ 1 กับพวกได้มําเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทําความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ซึ่งขณะนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทํางกํารเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 42 และ 43 ยังไม่มีผลใช้บังคับ และพระรําชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยกํารป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการริบทรัพย์สิน จึงต้องนํา ประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับแทน แม้โจทก์ไม่ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) แต่เมื่อโจทก์มีคําขอให้ ริบเงินแล้ว ศาลจึงมีอํานาจริบเงินได้ ทั้งต้องปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องและเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี อันมีผลถึง จําเลยอื่นที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย สําหรับพระรําชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทํางกํารเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 44 เป็นมาตราเพื่อกํารบังคับให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ศาลสั่งริบ จึงนํามําใช้บังคับให้จําเลยที่ 1 ส่งเงินที่ริบโดยชําระเป็นเงินแทนตามมูลคำ่ของเงินที่ศาลสั่งริบพร้อมด้วยดอกเบี้ยได้

ประเด็นการริบเงิน 89 ล้านบาท ตามอุทธรณ์โจทก์นั้น เห็นว่า การจ่ายเงินจำนวน 89 ล้านบาท ให้จำเลยที่ 7 เป็นการจ่ายเงินเพื่อตอบแทนข้อตกลงในการผลักดันโครงการบ้านเอื้ออาทรของบริษัท ช. โครงการอื่นนอกจากโครงการบ้าน เอื้ออาทร ส. เงินจำนวน 89 บาท จึงเป็นเงินที่สัมพันธ์กับเงินสินบนที่ใช้ในการอำนวยความสะดวกให้กับโครงการ บ้านเอื้ออาทรอื่นของบริษัท ช. เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดที่ศาลมีอำนาจริบได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 42,43 แต่ให้ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (2) ริบเงิน 89 ล้านบาทด้วย โดยให้จำเลยผู้มีหน้าที่ต้องส่งเงิน 89 ล้านบาท ที่ริบชำระเป็นเงินแทนตามมูลค่าของเงินที่ ศาลสั่งริบภายในกาหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคาพิพากษานี้ หากจาเลยที่ 1 ที่ 4 ถึงที่ 8 และที่ 10 ไม่ชำระเงินภายใน ระยะเวลากาหนด ต้องชาระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจานวนนับแต่วันที่ 24 ก.ย.63 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เม.ย.65 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่11 เม.ย.64 เป็นต้นไปกว่าจะชำระเสร็จ แต่อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เม.ย.64 หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามนั้น ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ถึงที่ 8 ร่วมกันชำระเงินแทนตามมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกคนละ 89 ล้านบาท จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองกำหนดไว้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ ศาลฎีกาฯได้อ่านคำพิพากษาเมื่อ 24 ก.ย.2563 ตัดสินจำคุกจำเลยในคดีดังกล่าว อาทิ นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 รวมความผิด 11 กระทง กระทงละ 9 ปี รวม 99 ปี แต่คงจำคุกจริง 50 ปี โดยนายวัฒนา ได้ประกันตัวและยื่นอุทธรณ์.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ดร.ไตรรงค์' ชี้ญัตติอภิปรายฝ่ายค้านเหมือนด่า 2 อดีตนายกฯ ที่โกงกินชาติ

'ดร.ไตรรงค์' ชี้ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโจมตี 'บิ๊กตู่' แต่กลับกระทบชิ่งอดีตนายกฯ 2 คน โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน บอกหาก 'ลุงตู่' พ่ายแพ้ก็แสดงว่าระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นทางเดินให้คนชั่วเท่านั้น

เอาแล้ว! ส.ส.ก้าวไกล อ้างขรก.ระดับอธิบดี มากระซิบบอกเกิดเรื่องประหลาดขึ้นในกระทรวงเกษตรฯ

นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2566 เปิดเผยว่า ขณะ

เลขาฯองค์กรต้านคอร์รัปชัน หวัง 'ผู้ว่าฯชัชชาติ' จะทำให้โกงในกทม.ลดลง

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยมีรายละเอียดดังนี้

ทวนความทรงจำ 'ทักษิณคิดยิ่งลักษณ์ทำ' โกงจำนำข้าวทุกขั้นตอน ตั้งงบฯใช้หนี้ยาวนาน

บทสรุปการโกงของทักษิณคิด เพื่อไทยทำ เอามาทวนความจำ และให้ลูกหลานได้เรียนรู้ และเข้าใจ เพราะตอนเกิดเหตุเขาอาจจะยังเด็กอยู่ครับ