
17 ก.ค.2569-17 ก.ค.2569-สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสํารวจ เรื่อง “มุมมองประชาชนต่อไทยช่วยไทย พลัส: การใช้สิทธิและผลต่อค่าครองชีพ” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นําการเมือง แต่จัดทําเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
การแถลงผลการสํารวจ KPI Poll ครั้งที่ 29 ที่ศูนย์ฯ ได้ทําการสํารวจ ระหว่างวันที่10-13 ก.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จํานวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสําคัญจากผลสํารวจ ดังนี้
- สัดส่วนรัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% มีความเหมาะสมหรือไม่ 40.8% ระบุ สัดส่วน 60:40 เหมาะสมดีแล้ว สูงสุด รองลงมา 18.8% ระบุว่า ควรเปลี่ยนเป็นการให้เงินช่วยเหลือโดยตรงแทนระบบร่วมจ่าย,18.0% ควรเพิ่มสัดส่วนที่รัฐช่วยจ่ายให้มากขึ้น, 16.7% ควรกลับไปจ่ายแบบโครงการคนละครึ่ง 50/50 เหมือนเดิม, 2.3% ควรลดสัดส่วนที่รัฐช่วยจ่ายให้น้อยลง และ 3.4% ไม่มีความเห็น
ในรายภูมิภาค: ภาคตะวันออก ส่วนใหญ่เห็นว่า รูปแบบปัจจุบันเหมาะสมดีแล้วสูงที่สุด (74.4%)รองลงมา คือ ภาคเหนือ (51.0%) ภาคใต้ (49.1%) ภาคกลาง (46.3%) และกรุงเทพมหานคร (44.7%)ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคเดียวที่มีความต้องการให้รัฐเพิ่มสัดส่วนช่วยจ่าย สูงที่สุด(46.1%)
แม้คําตอบสูงที่สุดจะเห็นว่า สัดส่วน 60/40 มีความเหมาะสมดีแล้ว แต่ยังไม่อาจสรุปได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นตรงกัน เนื่องจากอีกกว่าครึ่งเสนอทางเลือกในการปรับมาตรการหลายรูปแบบ
ความท้าทายจึงอยู่ที่การรักษาความสะดวกของระบบร่วมจ่าย ควบคู่กับการพิจารณาความเพียงพอและความเหมาะสมของความช่วยเหลือสําหรับประชาชนแต่ละกลุ่ม
- คนเกินครึ่งมอง “ไทยช่วยไทย พลัส” ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้- “เหนือและใต้” มองผลเชิง บวกสูง “กทม. และอีสาน” ยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ โดย 51.4% ระบุ โครงการฯ ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากหรือค่อนข้างมาก รองลงมา 36.0% ช่วยได้บ้างแต่ยังไม่เพียงพอ เมื่อรวมกัน พบว่า 87.4% เห็นว่า โครงการฯ ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพได้ อย่างน้อยในระดับหนึ่ง ขณะที่ 10.5% ระบุว่า ช่วยได้น้อยหรือแทบไม่ช่วยเลย และร้อยละ 2.1 ไม่มีความเห็น
รายภูมิภาค: ภาคเหนือ (65.6%) และภาคใต้(65.3%) เห็นว่า โครงการฯ ช่วยลดค่าครองชีพได้ มาก-ค่อนข้างมาก ในสัดส่วนสูงที่สุด รองลงมา คือ ภาคกลาง (61.7%) และ ภาคตะวันออก (59.1%)ขณะที่ คําตอบสูงสุดของกรุงเทพมหานคร คือ “ช่วยได้บ้างแต่ยังไม่เพียงพอ” (40.6%) เช่นเดียวกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (45.0%)
ทั้งนี้ สะท้อนว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” สร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้ค่อนข้างกว้าง แต่ระดับความช่วยเหลือที่ได้รับยังแตกต่างกัน คนกว่า 1 ใน 3 ยังมองว่าไม่เพียงพอ และ ผลของมาตรการไม่เท่ากันในทุกพื้นที่อาจเกี่ยวข้องกับความแตกต่างด้านค่าครองชีพ รายได้ และโครงสร้างรายจ่าย - เกือบทั้งหมดใช้สิทธิกับเรื่องจําเป็นพื้นฐาน -คนกว่าครึ่งใช้วงเงินหมดตั้งแต่ครึ่งเดือน บางส่วนหมดตั้งแต่ 5 วันแรก 53.9% ใช้สิทธิกับอาหารและเครื่องดื่มมากที่สุด รองลงมา 41.6% ใช้ซื้อของใช้ในชีวิตประจําวัน เมื่อรวมสองประเภทคิดเป็น 95.5% ขณะที่ 3.0% ใช้กับค่าพาหนะหรือบริการที่เข้าร่วมโครงการ และ1.5% ใช้กับรายการอื่น ๆ
อีก40.0% ระบุ ใช้วงเงินหมดภายในครึ่งเดือนแรก สูงสุด และ 18.2% ใช้หมดตั้งแต่ 5 วันแรกของเดือน ซึ่งรวมแล้วคิดเป็น 58.2% ที่ใช้วงเงินหมดภายในครึ่งเดือนแรก ขณะที่ 36.5% กระจายการใช้สิทธิตลอดทั้งเดือน และมีเพียง 3.3% ที่ใช้วงเงินไม่หมด
สิทธิจากโครงการถูกนําไปใช้กับรายจ่ายพื้นฐานที่จําเป็น การใช้วงเงินหมดอย่างรวดเร็วอาจสะท้อนได้ทั้งความต้องการใช้สิทธิและแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายประจําวัน
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 29 ผลสํารวจสะท้อนว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” สามารถเข้าถึงรายจ่ายที่จําเป็นของประชาชนได้ค่อนข้างตรงจุด อย่างไรก็ตาม การที่ประชาชนมากกว่าครึ่งใช้วงเงินหมดภายในครึ่งเดือนแรก อาจสะท้อนถึงความจําเป็นในการใช้จ่ายและภาระค่าครองชีพ แต่ยังไม่อาจสรุปเรื่องความเพียงพอของวงเงินจากข้อมูลนี้เพียงอย่างเดียว
ดังนั้น ประเด็นที่รัฐควรพิจารณาต่อไปอาจไม่ได้อยู่เพียงว่าสัดส่วนร่วมจ่ายมีความเหมาะสมหรือไม่ แต่รวมถึงความเพียงพอของวงเงิน เงื่อนไขและช่วงเวลาการใช้สิทธิ ตลอดจนการออกแบบความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับภาระค่าครองชีพที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และแต่ละกลุ่มรายได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประธานสภาฯ ตั้งกก.สอบ เลขาฯสถาบันพระปกเกล้า ถูกร้องเรียกรับเงิน
'โสภณ' ตั้งกรรมการสอบเลขาธิการพระปกเกล้า ปมถูกกล่าวหาเรียกรับผลประโยชน์แลกเรียนหลักสูตร ปปร. ยัน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อรักษาภาพพจน์สถาบัน
'คมคาย' ชงประธานรัฐสภาตรวจสอบปม 5 แสน แลกโควตาปปร.30 สถาบันพระปกเกล้า เตรียมเสนอ กมธ.ตำรวจ บรรจุวาระด่วน เรียกตำรวจ-ผู้เกี่ยวข้อง-ตัวแทนสถาบันพระปกเกล้าชี้แจง
นางคมคาย กล่าวว่า เรื่องนี้น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง สถาบันพระปกเกล้าเป็นองค์กรวิชาการระดับสูงภายใต้การกำกับดูแลของประธานรัฐสภา มีหน้าที่ผลิตหลักสูตรสร้างผู้นำและสอนเรื่องธรรมาภิบาล ความซื่อสัตย์สุจริตให้กับคนทั้งประเทศ แต่หากผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติการณ์ทุจริตหรือซื้อขายโควตาการศึกษาจริง ย่อมทำลายความเชื่อมั่นและเกียรติภูมิของรัฐสภาอย่างร้ายแรง
ปมร้อนเงินแลกที่นั่ง ปปร.30 เลขาฯ พระปกเกล้าลั่น ‘เลื่อนลอย’ จ่อเอาผิดถึงที่สุด
ปมร้อนกล่าวอ้างเงินแลกที่นั่ง ปปร.30 เลขาฯ สถาบันพระปกเกล้ายืนยัน “เลื่อนลอย ไม่เป็นความจริง” เผยผู้สมัครยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรไม่เคยให้หรือเสนอผลประโยชน์แก่ใ
"อาสพลธ์" เผย กมธ.ป.ป.ช. จ่อเรียกผู้เกี่ยวข้องแจงปมจ่าย 5 แสน แลกโควตาเรียน ปปร.30 ชี้เข้าข่ายสินบน ผิดทั้งผู้ให้-ผู้รับ ยอมความไม่ได้ เร่งปิดช่องโหว่ขายเก้าอี้
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวบุคคลแจ้งความดำเนินคดีกับเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เรียกรับเงิน 500,000 บาท เพื่อแลกกับโควตาเข้าเรียนหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ 30
'ไทยช่วยไทย พลัส' ขึ้นแท่นโครงการที่คนชื่นชอบที่สุด หนุนให้เพิ่มวงเงิน ขยายสิทธิ
สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อไทยช่วยไทย พลัส และ โจทย์ค่าครองชีพในระยะต่อไป” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
ดร.ณัฏฐ์ ซัดนิด้าโพลเข้าข่ายปั่นกระแส ชี้ผลสำรวจความนิยมการเมืองยังไม่นิ่ง
“ดร.ณัฏฐ์” ตั้งข้อกังขาผลสำรวจความนิยมทางการเมืองไตรมาส 2/2569 ของนิด้าโพล ชี้การเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คนทางโทรศัพท์ยังไม่ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่าเข้าข่าย “ชี้นำสังคม” หรือ “ปั่นกระแสทางการเมือง” หรือไม่ และยื

