วิกฤตกากอันตราย ขยะข้ามชาติ!

การลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากต่างประเทศมายังไทย ถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ    กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมศุลกากรบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามอนุสัญญาบาเซล ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเทียบเรือฮัทชิสัน แหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) จังหวัดชลบุรี 

การตรวจสอบครั้งนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ ได้แก่ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ขณะที่มูลนิธิบูรณะนิเวศ เครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network: BAN) กรีนพีซ ประเทศไทย และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เข้าร่วมสังเกตการณ์ 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569  DSI มีหนังสือประสานกรมศุลกากรขออายัดตู้สินค้า 50 ตู้ เพื่อตรวจสอบและขยายผล  จากข้อมูลกรมศุลกากร พบมีสินค้า 19 ตู้ ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจพบความผิดและดำเนินการจับกุมไว้แล้ว อีก 14 ตู้ ไม่พบข้อมูลการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร

ส่วนสินค้าอีก 17 ตู้ มีข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พบ 1 ตู้ ได้รับการตรวจสอบและปล่อยไปก่อนที่จะได้รับแจ้งการอายัด และอีก 6 ตู้ อยู่ระหว่างการอายัด และมีสถานะรอผู้นำเข้าติดต่อเพื่อตรวจสอบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ส.ค. กรมศุลกากรร่วมกับ คพ. และ กรอ.  ตรวจสอบตู้สินค้า 10 ตู้ พบว่า 4 ตู้ มีสินค้าตรงตามที่สำแดง ขณะที่อีก 6 ตู้ ตรวจพบการปะปนของเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัตถุที่อาจเข้าข่ายเป็นของเสียอันตราย เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ภาพขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากในตู้สินค้าแต่ละตู้ที่ถูกอายัด สะท้อนมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย เป้าหมายป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงหยุดยั้งไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางขยะอันตรายจากต่างประเทศ

จากข้อมูลผลการดำเนินงานกรมศุลกากร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 ของกลางที่ตรวจยึดได้ประกอบด้วย ขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายจำนวน 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกกว่า 300,000 กิโลกรัม

ภาพ:เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า การเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามและปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง จากการสังเกตการณ์พบของกลางที่ตรวจยึดในครั้งนี้ประกอบด้วยเศษชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่ในตู้สินค้า แม้จะมีปริมาณไม่มากนัก แต่เข้าลักษณะการทำผิดอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการห้ามเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามประเทศ 

ทั้งนี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศเชื่อการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกเข้าสู่ประเทศมีจำนวนมากกว่าที่ปรากฎ  เนื่องจากจากการติดตามปัญหาการลอบทิ้งในหลายพื้นที่ของจังหวัดประจีนบุรีและสระแก้วเราพบว่า มีขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกบดย่อยเป็นจำนวนมาก อาจจะเป็นผลจากการนำเข้าที่ผิดกฎหมายหากกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรม สองหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปัญหานี้มากที่สุดเข้มงวดและจริงจังในการตรวจสอบเรื่องนี้ และเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสวบสวนคดีพิเศษจะสามารถปราบปรามปัญหาตั้งแต่ต้นทางได้

ผอ.มูลนิธิบูรณะนิเวศ เห็นว่า กระบวนการปัจจุบันที่เน้นการติดตามและจับกุมกันที่ปลายทาง หากไม่สามารถปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทางได้ การแก้ปัญหาก็อาจไม่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น การที่เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบและจับกุมตั้งแต่ต้นทาง ถือเป็นสัญญาณที่ดี และเชื่อว่าในระยะยาวน่าจะมีการปรับกระบวนการทำงานให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ กรณีลักษณะนี้การดูเฉพาะข้อมูลของกลางหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องติดตามเส้นทางทั้งหมด ตั้งแต่บริษัทผู้ส่งออก บริษัทที่นำเข้ามา บริษัทที่เป็นตัวกระจายสินค้า การนำเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ รวมถึงเส้นทางการขนส่งและการนำไปทิ้ง เราเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้อาจมีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เราจะติดตามการสืบสวนเรื่องนี้และการบูรณาการของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการเชื่อมโยงข้อมูลปัญหาตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง เพื่อให้มีจัดการปัญหาและการปราบปรามได้อย่างตรงจุด” เพ็ญโฉม กล่าว 

ทั้งนี้ จากข้อมูลการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียที่มูลนิธิบูรณะนิเวศรวบรวมจากข้อมูลข่าวสารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2568 พบการลักลอบปล่อยน้ำเสีย 265 ครั้ง พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 117 ครั้ง รวมทั้งหมด 382 ครั้ง  โดยภาคตะวันออกพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียมากที่สุด ได้แก่ ระยอง 43 ครั้ง ชลบุรี 35 ครั้ง และปราจีนบุรี 30 ครั้ง

ก่อนหน้านี้ วันที่ 8–9 กันยายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มูลนิธิบูรณะนิเวศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมมลพิษและสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) ลงพื้นที่สำรวจจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจ.สระแก้ว และปราจีนบุรี รวม  13 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ในจ,สระแก้ว อำเภอวัฒนานคร 5 จุด และอำเภอเมืองสระแก้วอีก 2 จุด ขณะที่จ. ปราจีนบุรี สำรวจในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี 5 จุด และอำเภอศรีมหาโพธิ 1 จุด

ภาพ:เพจมูลนิธิบูรณะนิเวศ

ผลสืบเนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จุดลักลอบทิ้งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เอกชน ภายใต้เอกสารถือครองลักษณะต่างๆ ทั้งโฉนด นส.3 ส.ป.ก. บางจุดเป็นพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งเป็นพวกกากอุตสาหกรรม เศษสายไฟ ขยะอิเล็กทรอนิกส์  เป็นเศษเปลือกสายไฟบดย่อยไปหลอกเป็น“ดินฟรี” สำหรับถมที่ 

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันบทลงโทษสำหรับความผิดในปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่รุนแรงเพียงพอ โดยมีโทษจำคุกสูงสุดเพียง 2 ปี ในหลายกรณีผู้กระทำผิดอาจถูกลงโทษเพียงการปรับหรือได้รับโทษรอลงอาญา ปัจจุบันได้นำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และขอหารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อพิจารณาแนวทางเพิ่มความผิดเกี่ยวกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการลักลอบทิ้งกากพิษ ให้เป็นหนึ่งในความผิดมูลฐาน

อย่างไรก็ตาม เจ้ากระทรวงมอบนโยบายชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ ปราบปรามการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียผิดกฎหมายในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างเด็ดขาด ทั้งทางแพ่ง อาญา และปกครอง พร้อมกำชับหน่วยงานท้องถิ่นและจังหวัด หากพบการกระทำผิดแล้วไม่ดำเนินการ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ปัจจุบันพบโรงงานอุตสาหกรรมกลุ่มเสี่ยง ประเภท 105, 106, 60 และอื่น ๆ จำนวนมาก กระจุกตัวในชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ขณะที่พบจุดลักลอบทิ้งของเสีย 61 แห่ง ได้แก่ ชลบุรี 20 แห่ง ปราจีนบุรี 18 แห่ง สระแก้ว 11 แห่ง ฉะเชิงเทรา 9 แห่ง และระยอง 3 แห่ง ต้องเร่งตรวจสอบและติดตามผู้กระทำผิดให้ถึงต้นทาง ไม่ปล่อยให้การดำเนินคดีหยุดอยู่เพียงผู้รับจ้างขนส่งหรือผู้ลักลอบทิ้ง 

สำหรับชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ กำหนดแผนเชิงรุก 6 ขั้นตอน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ เตรียมการ ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก สรุปผล ดำเนินคดี และติดตามการฟื้นฟู เน้นตรวจโรงงานกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมใช้กระบวนการสืบสวนย้อนกลับจากจุดลักลอบทิ้งในชลบุรีและปราจีนบุรี เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการขนส่งและเชื่อมโยงกลับไปยังโรงงานต้นทาง รวมทั้งเตรียมบูรณาการกับ DSI ขยายผลขบวนการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ โดยมีกลุ่มโรงงานเป้าหมายในจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว 

อนาคตการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์  นายสุชาติเสนอให้พัฒนาระบบอนุญาตนำเข้าและตรวจสอบสิ่งเจือปนอย่างชัดเจน หากอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้จึงดำเนินการต่อ แต่ยืนยันว่าสิ่งเจือปนทุกส่วนต้องถูกกำจัดและจัดการอย่างถูกวิธีต้อง และหากเกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องส่งกลับประเทศต้นทาง โดยจะหารือรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเทียบเคียงกับกฎหมายและมาตรฐานของแต่ละประเทศด้วย

ทั้งนี้ ประชาชนแจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและของเสียผิดกฎหมายได้ทุกช่องทาง ได้แก่ สายด่วน คพ. 1650  Traffy Fondue 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“รมว.สุชาติ” รับคำสั่งนายกฯ บินด่วนลงภูเก็ต! เปิดปฏิบัติการล้างบางมาเฟีย ทวงคืนหาดฟรีดอม ฮุบป่าสงวนเสียหายกว่า 3,000 ล

7 พฤศจิกายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า วันนี้ได้รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เดินทางด่วนลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามและกำกับการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลและผู้กระทำความผิดกรณ

“สุชาติ” กำชับเฝ้าระวังวาฬบรูด้าในอ่าวไทยตอนบนอย่างใกล้ชิด หลังพบซากเกยตื้น พร้อมขอความร่วมมือประชาชนลดความเร็วเรือ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก โดยกำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์วาฬบรูด้าในพื้นที่อ่าวไทยตอนบนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนและผู้ประกอบการเรือเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ

รมต.สุชาติ สั่งชุด ฉก.และ ทส. วางแผนจับกุมแก๊งตบทรัพย์ เจ้าของโรงงาน 3.5 ล้าน อ้างเป็นเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานของรัฐ ตามนโยบายนายกฯอนุทิน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ มุ่งสร้างระบบราชการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด ล่าสุดได้รับรายงานกรณีกลุ่มบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เข้าไปข่มขู่เรียกรับเงินจากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดชลบุรี

'รมว.สุชาติ' ชื่นชมเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็ว เร่งช่วยชีวิตลูกช้างป่าติดอวนกลางน้ำคลองพวาใหญ่ จันทบุรี ก่อนพากลับคืนสู่อ้อมอกแม่และฝูงอย่างปลอดภัย

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายยงยุทธ นาควิโรจน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว ชุดที่ 9 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) เข้าช่วยเหลือลูกช้างป่าที่ประสบเหตุติดอวนอยู่ในน้ำ บริเวณทิศเหนือของอ่างเก็บน้ำคลองพวาใหญ่ ตำบลพวา อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (6 พฤศจิกายน 2569) จนสามารถช่วยเหลือได้สำเร็จและนำกลับไปหาแม่ช้างได้อย่างปลอดภัย

4 วัน ตรวจ 337 แห่ง! รัฐบาลตีปี๊บผลงานปราบโรงงานกากพิษ ตั้งเป้า 1,500 แห่ง

รัฐบาล เดินหน้าปราบโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ตรวจเข้ม 4 วัน 337 แห่ง พบฝ่าฝืนเงื่อนไข–ระบบบำบัดมลพิษไม่ได้มาตรฐาน สั่งใช้กฎหมายเด็ดขาด ตั้งเป้าตรวจ 1,500 แห่ง เตรียมรายงานผล 11 พ.ย. นี้

'สุชาติ' ผนึกกำลังรัฐ-เอกชน เปิดแคมเปญ 'โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together' ลดค่าดูแลรถสูงสุด 50% ชวนคนไทยร่วมลดฝุ่น รับมือ PM2.5 ปี 2570

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้ามาตรการเชิงรุกแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ผนึกกำลังกรุงเทพมหานคร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และพันธมิตรภาคเอกชน เปิดแคมเปญ “โปรสู้ฝุ่น ลด PM2.5 Together” ภายใต้แนวคิด “ดูแลรถ ลดควัน ลดฝุ่น” ชวนประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็คและบำรุงรักษา รับสิทธิประโยชน์ “ส่วนลด 2 ต่อ”