'น้ำผึ้งมรกต' ของดีล้ำค่า ชายแดนใต้ มีฤทธิ์ฆ่ามะเร็ง

น้ำผึ้งมรกต หนึ่งเดียวในโลก มีฤทธิ์ลดเซลล์มะเร็ง 5ชนิด

นราธิวาสเป็นปลายด้ามขวานของประเทศไทย เพราะอยู่ใต้สุดดินแดน  จากปัญหาความไม่สงบของ3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กินเวลายาวนานกว่า  20 ปี ทำให้การพัฒนานราธิวาสแทบจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน มีค่าเฉลี่ยรายได้ระดับต่ำ  เข้าข่ายความยากจน  

ทั้งที่นราธิวาส มีทรัพยากร อันล้ำค่า แบบหาที่อื่นไม่ได้นั้นซ่อนตัวอยู่ ซึ่งก็คือ” น้ำผึ้งชันโรงสีมรกต”” (Emerald Honey) สายพันธุ์อิตามา ในพื้นที่ อ.บาเจาะ สุไหงโก-ลก และตากใบ ซึ่งน้ำผึ้งมรกตนี้ มีอัตลักษณ์จำเพาะเป็น “น้ำผึ้งมรกต”  แห่งแรกของโลก ซึ่งมีสีเขียวหลากเฉด

ผู้ค้นพบอัตลักษณ์ของ“น้ำผึ้งมรกต” นี้ คือ คณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (มนร.) นำโดย ผศ.ดร.ธนเสฏฐ์ ทองใสเกลี้ยง ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ แพทยศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ได้ขับเคลื่อนให้”น้ำผึ้งชันโรงเสม็ดขาว” กลายเป็นนวัตกรรมซูเปอร์ฟู้ด ภายใต้การสนับสนุนจาก หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ที่ดำเนินโครงการพัฒนามาเป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2564–2567 ซึ่งโครงการได้ปักหมุดดำเนินงานวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อสร้างตัวแบบแก้จนใน 2 อำเภอยุทธศาสตร์ โดยเริ่มต้นจาก อำเภอสุไหงปาดี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีดัชนีความยากจน สูงที่สุดในจังหวัดนราธิวาส เพื่อมุ่งโอบอุุ้มและยกระดับคุณภาพชีวิตของครัวเรือนยากจนตกเกณฑ์ ผ่านการสร้างงานและเสริมสร้างอาชีพที่มั่นคง

น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำผึ้งชันโรง

สรรพคุณฤทธิ์น้ำผึ้งมรกต คณะนักวิจัยได้ค้นพบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกว่า 200 ชนิด  จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี พบว่ามีสารพฤกษเคมีเด่น 2 ชนิด ได้แก่ สารเอมบิลิน (Embelin) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูป้องกันโรคทางระบบประสาท เช่น  อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน รวมถึงฤทธิ์ต้านเซลล์มะเร็ง และ สารลูมิโครม (Lumichrome) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิด

ในแง่ฤทธิ์ต่อการต้านอนุมูลอิสระและการต้านการอักเสบ จากการวิเคราะห์ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ น้ำผึ้งชันโรง 3 ชนิด G. thoracica (นราธิวาส), G.thoracica (ปัตตานี) และ H. itama ซึ่งศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี FRAP และ ABTS พบวาน้ำผึ้งชันโรงสายพันธุ์  H. itama มีฤทธิ์การต้านการอนุมูลอิสระสูงสุดอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยในการลดความเสียหายของเซลล์ ลดการอักเสบของเซลล์ และป้องกันการเกิดโรคต่างๆ  ได้


การทดสอบฤทธิ์ของน้ำผึ้งชันโรงต่อโรคมะเร็ง   โดยทดสอบกับเซลล์มะเร็งทั้งหมด 4 ชนิด คือ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และ มะเร็งตับ ซึ่งมะเร็งทั้ง 4 ชนิดนี้เป็นมะเร็ง 5 อันดับแรก ที่พบมากที่สุดในคนไทย จากกราฟความสัมพันธ์ของ เปอร์เซ็นต์ การรอดชีวิตของเซลล์มะเร็ง และน้ำผึ้งชันโรงแตละชนิด คือ  G. thoracica (นราธิวาส), G. thoracica (ปัตตานี) และ H. itama จากการทดลองพบว่าน้ำผึ้งชันโรงจาก H. itama สามารถยับยั้งการรอดชีวิตของเซลล์มะเร็ง 3 ชนิด คือ มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างมีมีนัยสำคัญ ส่วนน้ำผึ้งชันโรงจาก G. thoracica (ปัตตานี) ที่สามารถยับยั้งการรอดชีวิตของเซลล์มะเร็ง 2 ชนิด คือ มะเร็งปอด และมะเร็งตับ โดยเฉพาะมะเร็งตับที่สามารถยับยั้งได้อย่างเด่นชัด

คณะวิจัยมนร.ได้ทำวิจัยโครงการน้ำผึ้งมรกต   4ระยะ ระหว่างนั้น ผลงานการวิจัย ได้รับการตีพิมพ์ใน วารสารทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ระดับโลก  โดยชูประเด็นสำคัญว่า   เป็นการค้นพบอัตลักษณ์จำเพาะของน้ำผึ้งชันโรงจากดอกเสม็ดขาวที่มีสีเขียวหลากเฉด ตั้งแต่เหลืองอมเขียว เขียวมรกต จนถึงเขียวหยก ซึ่งนับเป็น การค้นพบน้ำผึ้งสีมรกตเป็นครั้งแรกของโลก และได้รับการบัญญัตินามว่า “น้ำผึ้งมรกต”(Emerald Honey) ตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ (คุณสมประสงค์ พยัคฆพันธ์ ) โดยมีอัตลักษณ์โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมละมุนของมวลดอกเสม็ดขาวที่กำลังผลิบาน รสชาติหวานอมเปรี้ยวผสานขมกลมกล่อม อย่างมีเอกลักษณ์  

การตีพิมพ์ผลงาน ได้เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติInternational Journal of Science and Innovative Technology ถึง 2 ฉบับ ได้แก่  เรื่อง “The Innovative Color of  Emerald and Dark Violet Honeys from Stingless Bee: A Comparative of Chemical Profile, Physicochemical and Biological Properties” (ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 ค.ศ. 2024) และเรื่อง “Molecular  Identification of Three Stingless Bees and Chemical Profiles of Their Honeys” (ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 ค.ศ. 2024)
ต่อมามีการต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม 4 รูปแบบ โดยเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รูปแบบ ได้แก่  ผงน้ำผึ้งมรกตผ่านการสกัดและทำแห้งเยือกแข็ง (Freeze Dry) บรรจุแคปซูล, ผงน้ำผึ้งมรกต ไม่ผ่านการสกัดทำแห้งเยือกแข็งบรรจุแคปซูล, ผงชงดื่มน้ำผึ้งชันโรงผสมคอลลาเจน และน้ำผึ้งชันโรงบ่มไล่ความชื้นและกำจัดแก็สเกรดพรีเมียมบรรจุขวด

ผศ.ดร.ธนเสฏฐ์ ทองใสเกลี้ยง  

นอกจากนี้ คณะวิจัยยังพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางและสุขภาพ 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ สเปรย์พ่นคอจากน้ำผึ้งชันโรงดอกเสม็ดขาว และ เซรั่มน้ำผึ้งชันโรงยับยั้งสิว รวมถึงการนำเสนอผลงานวิชาการในเวทีนานาชาติ ณ มหาวิทยาลัยอิวาเตะ เมืองโมริโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ในหัวข้อ  “Honey serum from the Heterotrigona itama species” และการประชุมวิชาการ The 13th ICIST 2025 ณ เมืองหางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน ใน หัวข้อ “Intraspecific variation in the chemical composition of propolis from three stingless beespecies”

จากมนร. ผู้นำคณะวิจัย กล่าวว่า ด้วยคุณสมบัติของน้ำผึ้งมรกต ในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ต่อเซลล์มะเร็ง  5 ชนิด  ทำให้มีผู้ทรงคุณวุฒิแนะนำว่ามีโอกาสพัฒนาเป็นยา แต่เส้นทางยาวไกลและยาก เพราะต้องสกัดสารสำคัญให้บริสุทธิ์ และทดสอบตั้งแต่ระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง ไปจนถึงขั้นสูงกว่านั้น คือการทดลองในคน มีการวิจัยทางคลินิก ซึ่งต้องมีอาสาสมัครทดสอบ

รังผึ้งชันโรงเขียวมรกต

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธนเสฎฐ์ กล่าวว่า  แต่การผลิตน้ำผึ้งมรกตจากชันโรง ยังมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณการผลิต เพราะการที่ชันโรงผลิตน้ำผึ้งให้มีสีเขียวและมีฤทธิ์เฉพาะได้นั้นก็เพราะชันโรงได้กินน้ำหวานจากต้นเสม็ดขาว  ซึ่งน้ำผึ้งชนิดนี้ จะได้จากเกษตรกรผู้เลี้ยงที่อยู่ในพื้นที่ต้นเสม็ดขาวที่ออกดอกบานแค่4 เดือนต่อปีเท่านั้น  ทำให้การผลิตน้ำผึ้งมรกตมีข้อจำกัด ผลิตปริมาณได้น้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการ ว่า

ดอกเสม็ดขาว ที่มาทำให้เกิดน้ำผึ้งมรกต


“ถ้าถามว่า เราปลูกต้นเสม็ดขาวเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพื่อให้ชันโรงมากินน้ำหวานจากต้นเสม็ด  ก็คงได้ทีมวิจัยได้ทดลองปลูกเสม็ดขาวตั้งแต่ปี2567 พร้อมอบรมชาวบ้านบริหารจัดการแปลงแหล่งอาหารของผึ้ง เพื่ออนุรักษ์ป่าเสม็ดและขยายผลอย่างยั่งยืนแต่เรื่องนี้ ก็จะต้องมีการศึกษาวิจัย ติดตามผลต่อไป เพื่อดูว่ามีปัจจัยและข้อจำกัดหรือไม่ หรือเราจะทำให้ต้นเสม็ดขาวออกดอกเยอะขึ้น ไม่ใช่แค่ 4 เดือน ก็ต้องมาคิดกันว่าทำได้หรือไม่ เป็นโจทย์ท้าทาย “ผศ.ดร.ธนเสฎฐ์ กล่าว

ย้อนกลับมาที่การแก้ปัญหาความยากจนในครัวเรือน ผลการสนับสนุนให้เกษตรกรในเบาเจาะและตากใบ เลี้ยงผึ้งชันโรง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีรายได้แค่เดือนละ 2,000-3,000 บาทต่อเดือน  แต่สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงชันโรง ในช่วงดอกเสม็ดขาวบาน จะมีรายได้จากน้ำผึ้งมรกต สูงถึง 5,000 บาทต่อกิโลกรัม  นอกจากนี้ในระยะนอกฤดูกาลยังจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรงทั่วไปได้ ในราคากิโลกรัมละ 2,000 บาท ส่งผลให้ครัวเรือน ยากจนเดิม มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น เฉลี่ยมากกว่า ร้อยละ 50 ก่อให้เกิดสภาพคล่องทางการเงิน และหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจชุมชน นับได้ว่าการแก้ปัญหาความยากจนในพื้นที่จ.นราธิวาส ได้เริ่มปรากฎแสงสว่างบ้างแล้ว

ผึ้งชันโรงธรรมดา ที่ชาวบ้านเลี้ยง สามารถดูดน้ำหวานได้เลย

เพิ่มเพื่อน