‘ซีดาน’สานต่อภารกิจใหญ่ ‘ฝรั่งเศส’ยุคทองต้องถึงฝัน

ถือเป็นการปิดฉากยุคทองอันยาวนานถึง 14 ปี ของดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ หลังการปราชัยต่อทีมชาติสเปน 0-2 แบบหมดหนทางสู้ ในฟุตบอลโลก 2026 กับการอำลาตำแหน่ง "กุนซือใหญ่" ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ของทัพ "ตราไก่" อย่างเป็นทางการ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ซีเนดีน ซีดาน อดีตเฮดโค้ช เรอัล มาดริด จะเข้ามาสานต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ กับการพาฝรั่งเศสควานหาแชมป์โลก สมัยที่ 3 มาครอบครองให้ได้ ในยุคที่คุณภาพของนักเตะเก่งๆ นั้นล้นทีมเต็มไปหมด

ย้อนกลับไปในปี 2012 ดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ เข้ามารับงานคุมทีมชาติฝรั่งเศสในช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดหลังเหตุการณ์ความวุ่นวายในฟุตบอลโลก 2010 ด้วยภาพลักษณ์ของ "คนงานแบกน้ำ" สมัยเป็นนักเตะ เขาได้นำเอาวินัย ความมุ่งมั่น และแท็กติกที่รัดกุมเข้ามาหล่อหลอมทีมชาติฝรั่งเศส จนก้าวขึ้นมาเป็นทีมที่แข็งแกร่ง และคงเส้นคงวาที่สุดในโลกฟุตบอลยุคปัจจุบัน

แม้ทัพ "ตราไก่" ภายใต้การคุมทีมของเดส์ช็องส์จะคว้าแชมป์โลกมาได้ 1 สมัย ในปี 2018 แต่แทบทุกทัวร์นาเมนต์ ฝรั่งเศสยุคหลังถือว่าครองความยิ่งใหญ่ เข้ารอบลึกๆ ได้อยู่เสมอ ทั้งในเวิลด์คัพ และชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ที่พวกเขาลงทำการแข่งขัน

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เดส์ช็องส์มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่านิยมใช้แท็กติกที่เน้นผลการแข่งขัน ความสมดุล และวินัยเกมรับ มากกว่าการเปิดเกมรุกแบบหวือหวา แม้ว่าทีมจะมีทรัพยากรแนวรุกที่ดีที่สุดในโลกก็ตาม อย่างไรก็ตาม สถิติชัยชนะในฟุตบอลโลกถึง 20 นัดในฐานะโค้ช รวมถึงการพาทีมผ่านเข้าสู่รอบลึกๆ ของทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาอย่างต่อเนื่อง คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดถึงความยอดเยี่ยมในแนวทางของเขา

การตัดสินใจวางมือหลังจบฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยที่หอมหวานที่สุดยุคหนึ่งของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส แม้ในทัวร์นาเมนต์สุดท้าย คีลิยัน เอ็มบัปเป และผองเพื่อนจะไม่สามารถไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้ แต่สิ่งที่เดส์ช็องส์สร้างไว้คือรากฐานของทีมที่แข็งแกร่ง มีสายเลือดใหม่ผสมผสานกับผู้เล่นมากประสบการณ์

และผู้จัดการทีมคนต่อไปที่จะเข้ามาสานต่องานจากเดส์ช็องส์อย่าง ซีเนดีน ซีดาน จะต้องเผชิญกับความกดดันอย่างหนัก เพราะสิ่งที่เดส์ช็องส์ทิ้งไว้คือมาตรฐานที่สูงลิ่ว และการบริหารทีมที่เต็มไปด้วยสตาร์ระดับโลกร่วมทศวรรษ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาน่าสนใจว่า เดส์ช็องส์บริหารซูเปอร์สตาร์ภายในทีมอย่างไร ในยุคที่ "ตราไก่" เต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลก

มีการเปิดเผยว่าเขาเรียนรู้หลักการบริหารเหล่าซุปตาร์จาก เอเม ฌักเกต์ อดีตเจ้านายของเขาเองในชุดที่คว้าแชมป์โลก 1998 ว่าการสร้างทีมไม่ใช่การเอาคนเก่ง 11 คนมาวางรวมกัน แต่คือการสร้างสมดุล ทำให้ในช่วงหนึ่งเขากล้าตัดสินใจเขี่ยชื่อซูเปอร์สตาร์อย่าง คาริม เบนเซมา ออกจากทีม หรือเคยพักงาน เอเดรียง ราบิโอต์ เพื่อรักษาเอกภาพอันศักดิ์สิทธิ์ภายในแคมป์เก็บตัวเอาไว้ เพราะเคยมีข่าวที่ไม่ค่อยดีกับตัวเขาในช่วงนั้น

แน่นอนว่าเดส์ช็องส์บริหารซูเปอร์สตาร์ด้วยการยึดผลประโยชน์ของทีมเป็นใหญ่ และให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่มีนักเตะคนไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าทีม หากยังจำกันได้มีอยู่ช่วงหนึ่ง คีเลียน เอ็มบัปเป มีปัญหาส่วนตัวอย่างหนัก และมีข่าวลือออกมาว่าเขาป่วนแคมป์ของฝรั่งเศสอยู่ แต่สิ่งที่เดส์ช็องส์ทำคือ นิ่ง เงียบสงบ และจัดการปัญหากันภายใน จนสุดท้ายข่าวลือดังกล่าวที่แย่กับตัวเอ็มบัปเปก็จางหายไป จนเขากลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดีอีกครั้งกับทัพ "ตราไก่"

สิ่งที่ ดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ ทำให้ ฝรั่งเศส ตลอดช่วงระยะเวลา 14 ปีที่ผ่านมานั้น ถือว่ายิ่งใหญ่เป็นอย่างมาก และคงหาผู้ใดมาเทียบเคียงได้ยาก อย่างที่ได้บอกไป กุนซือคนใหม่อย่าง ซีเนดีน ซีดาน คงจะกดดันมิใช่น้อย

เพราะถึงแม้เขาจะมีภาพลักษณ์ที่น่าจดจำในฐานะตำนานช่วงที่ยังเป็นนักเตะ แต่เมื่อกลายมาเป็นกุนซือแล้วนั้น หากพาทีมไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือย่ำแย่กว่ายุคของเดส์ช็องส์ ก็คงไม่พ้นเสียงวิจารณ์อย่างหนักเป็นแน่แท้ เราก็ต้องมาดูกันว่าซีดานจะพาฝรั่งเศสไปถึงฝั่งฝันในการคว้าแชมป์โลก สมัยที่ 3 มาครองได้หรือไม่ในอนาคต.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘อุดม’ประธานศาลรธน.

ที่ประชุมตุลาการศาล รธน.มีมติเลือก “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” นั่งเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ขณะที่คดีฮั้ว สว.ใกล้ปิดม่านเดือน ส.ค.

กสถ.เคาะเลิกบรรจุ5.8พัน

มติ "กสถ.” ชงชื่อ ขรก. 5,814 รายให้ "คณะกรรมการกลาง” สั่งเพิกถอนบรรจุ 23  ก.ค.นี้ “นายกฯ” มานั่ง ปธ.เอง