
"อนุทิน" นำทัพบุกเฉิงตู หนีบ 153 นักธุรกิจระดับบิ๊กของไทยลุยตลาดจีน ลั่นรัฐบาลพร้อมเป็นกำแพงหนุน เปิดสำนักงานบีโอไอแห่งที่ 4 สร้างโอกาสลงทุนจับคู่ธุรกิจ เปิด 11 บิ๊กซีอีโอ-เจ้าสัว ได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร แลกเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ-การลงทุน ก่อนนำข้อเสนอภาคเอกชนหารือนายกฯ จีน
เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงภารกิจในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งวันเดียวกันนี้จะเดินทางไปที่นครเฉิงตู และพบกับนักธุรกิจไทย 153 คน จาก 48 บริษัท ที่เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มาร่วมงานเปิดสำนักงานใหญ่แห่งที่ 4 ที่นครเฉิงตูว่า ไม่อยากให้มองว่าใครพาใครมา เพราะนักธุรกิจจะไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ และล้วนมองเห็นโอกาสและช่องทางในการเติบโต การที่ภาคเอกชนไทยกว่า 100 รายมาร่วมงาน แสดงว่าเห็นโอกาสและเห็นถึงความพร้อมและความแข็งแกร่งในการแสวงหาพันธมิตรและเจรจาจับคู่ธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกัน คณะรัฐมนตรีและรัฐบาลพร้อมยืนเป็นกำแพง คอยสนับสนุน และให้คำยืนยันที่จะอำนวยความสะดวกทุกอย่างภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าร่วมกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนภาคเอกชนไทยระดับบิ๊กเนม ที่เป็นนักธุรกิจชั้นนำระดับประเทศ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และภริยา ที่ Tianfu International Convention นครเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ, นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมหน่วยงานต่างๆ
ทั้งนี้ สำหรับภาคเอกชนไทยที่เดินทางมาร่วมการเจรจาธุรกิจที่เฉิงตู ล้วนเป็นระดับบิ๊กเนม มีทั้งที่ทำธุรกิจร่วมกับนักลงทุนจีนอยู่แล้ว และมาแสวงหาความร่วมมือธุรกิจใหม่ มีจำนวนทั้งสิ้น 48 บริษัท รวม 153 คน และเข้าร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับนายกรัฐมนตรี 110 คน
สำหรับนักธุรกิจ 11 คนที่ได้ร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกับนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย 1.นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2.นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน 3.นายวิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานหอการค้าไทย 4.นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
พบหลี่ เฉียง
5.นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP 6.น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการ เดอะมอลล์ กรุ๊ป 7.นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อมตะ (AMATA) 8.นายวิชัย กุลสมภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหารเครือสหพัฒน์ 9.นายโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานสวนอุตสาหกรรม 304 10.นายชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานกลยุทธ์องค์กร ปตท. และ 11.นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริหาร สหฟาร์ม
โดยนายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของภาคเอกชนไทยเพื่อนำไปหารือกับทางรัฐบาลจีนต่อไป ซึ่งในวันจันทร์ที่ 19 ก.ค.นี้ มีกำหนดการพบกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้ นายอนุทินกล่าวบนเวทีช่วงท้ายกิจกรรมว่า ขณะนี้ไม่มีที่ไหนที่มีความพร้อมเท่ากับประเทศไทย ถ้าเรามองด้วยสายตา ที่มองไปข้างหน้า ด้วยความมั่นใจ เพราะเราอยู่ตรงกลาง เราขึ้นเหนือก็ได้ ล่องใต้ก็ได้ จะไปขวาไปซ้ายได้หมด เราจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ก็มีเสียงทักท้วงว่าอย่าเพิ่งทำ เอาเงินที่ไหนมาทำ เราก็ปวดหัวอยู่ วันนั้นประชุมกับประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ประธานหอการค้าฯ ประธานสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย ท่านบอกว่าไม่ต้องทำแลนด์บริดจ์ก็ได้ แต่ขอให้มีจุดเชื่อมต่อการขนส่ง ขอให้เชื่อมต่อทางรถไฟในช่วงตะวันตกและตะวันออกของประเทศไทยให้ครบ เพื่อเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักจากเหนือมาใต้ แค่นี้ แล้วไปปรับปรุงท่าเรือสองฝั่งในภาคใต้ของประเทศไทยก็น่าจะเพียงพอ สำหรับบริบทการลงทุนในประเทศไทยขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลก็รับฟัง และเป็นทางออก ในช่วง 5-10 ปีนี้ เพราะหากดันโครงการแลนด์บริดจ์ต่อไป แม้จะไม่มีใครต่อต้าน แต่ก็ต้องใช้เวลา 3 ปี 5 ปี แต่ถ้าไปปรับปรุงท่าเรือเลยเพื่อไปเชื่อมต่อการขนส่งทางบก ถนนที่ขาดก็สามารถทำได้เลย และจากการไปพูดคุยกับประเทศต่างๆ ได้รับความชื่นชมว่าตอนนี้ประเทศไทยมีความพร้อมทุกด้าน ทั้งด้านสาธารณูปโภค
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำทุกอย่างไม่ใช่แค่การอำนวยความสะดวก แต่จะต้องเป็นลู่ทางให้ท่านได้ไปสู่จุดหมายที่ดี ทำให้เงินลงทุนของท่าน การขยายกิจการของท่าน ไปสู่ในระดับสูงสุดให้ได้ ท่านก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเราไม่ได้เป็นสองรองใคร และยืนยันรัฐบาลจะพยายามดำเนินการทุกอย่าง เพื่อสนับสนุนนักลงทุนให้กิจการแข็งแกร่งและเจริญเติบโตออกไปสู่ตลาดโลกให้ได้มาก และขอบคุณที่ทำให้ชื่อเสียงประเทศไทยได้รับการยอมรับ และหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ต้องเร่งเจรจา FTA แล้วมาเห็นความพร้อมของนักลงทุนทุกท่านวันนี้ ทำให้ทีมเจรจา FTA มีความมั่นใจ ตรงไหนยอมได้ก็ยอม ตรงไหนยอมไม่ได้ก็จะหาช่องทาง ซึ่งถ้าเจรจาเสร็จมูลค่าการค้าก็จะเพิ่มมากขึ้น เป็นไปอัตโนมัติ
มีพ่อทิพย์เกิดขึ้น
"คนไทยกล้าลงทุน ถึงขั้นไปซื้อโรงงาน ไม่ใช่ร่วมทุนเท่านั้น ตอนนี้ก็เจอนอมินีมากมาย มีพ่อทิพย์เกิดขึ้น เด็กเกิดมาปุ๊บก็มีสัญชาติไทย พอ 5 ขวบก็โอนหุ้นให้ ซึ่งจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องเหล่านี้ ในประเทศไทยอีก เราจะพยายามทำให้จบเร็วที่สุด ความพร้อมของท่านจะเป็นแบ็กให้รัฐบาล ต่างคนต่างช่วยกัน ผมทำหน้าที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ผมจะได้ทะลวงฟันให้เต็มที่ ตอนที่ขยายกิจการตอนที่สร้างรายได้ให้กับประเทศท่านต้องเป็นกองหน้า ก็ขอให้ท่านเตะให้เต็มที่ เราต้องทำงานร่วมกัน ไม่ต้องมียั้ง 2 พลังขับเคลื่อนกันไป ภาครัฐและเอกชน ผลลัพธ์ก็ต้องเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องการเห็น และความมั่งคั่งของประเทศไทยก็จะเกิดขึ้น" นายอนุทินกล่าว
ต่อมาที่ห้อง Sichuan Hall C ชั้น 2 ศูนย์การประชุมนานาชาติ Tianfu International Convention Center นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายอนุทินเป็นประธานเปิดงาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) และร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) โดยมีผู้ว่าการมณฑลเสฉวน ผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองประเทศ นักลงทุน และผู้แทนภาคเอกชนไทย-จีน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีน รัฐบาลมณฑลเสฉวน และสภาส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งประเทศจีน สาขามณฑลเสฉวน (CCPIT Sichuan) ที่ให้การสนับสนุนการจัดงานและการเปิดสำนักงาน BOI เฉิงตู ซึ่งถือเป็นการปักหมุดและเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีน โดยให้ความสำคัญกับการขยายความร่วมมือในระดับท้องถิ่นมากขึ้น
นายอนุทินกล่าวว่า มณฑลเสฉวนมีประชากร 80 ล้าน เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 6 ของจีน จึงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางอาเซียน โครงสร้างพื้นฐานที่ได้มาตรฐาน ห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง บุคลากรที่มีคุณภาพ ความพร้อมด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ตลอดจนมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล และสิทธิประโยชน์จูงใจจาก BOI ที่สำคัญ รัฐบาลกำลังผลักดันการปฏิรูประบบราชการและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรองรับการเจริญเติบโตและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ได้ จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ไทยได้รับการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ 3.8 หมื่นล้านหยวน หรือราว 1 ล้านล้านบาท
Thailand FastPass
นอกจากนี้ การค้าระหว่างเสฉวนและไทยยังมีโอกาสอีกมาก ด้วยการพัฒนาเส้นทาง New International Land-Sea Trade Corridor และนโยบาย Chengdu - Chongqing Economic Circle พื้นที่แห่งนี้กำลังกลายเป็นจุดเชื่อมสำคัญของเส้นทางสายไหมทางบกที่เชื่อมจีนตะวันตกเข้ากับเอเชียใต้ เอเชียกลางและอาเซียน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลาง ด้วยศักยภาพเช่นนี้จึงนำคณะจากประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน มาเยือนในครั้งนี้ด้วย เพื่อสร้างความร่วมมือกับมณฑลเสฉวนในด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยมีจุดแข็งทั้งของไทยและเสฉวนที่จะมาเติมเต็มกัน
นายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำถึงรัฐบาลมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบใน 3 มิติ ได้แก่ 1.ความเร็วและการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งเป็นกลไกที่จะช่วยลดระยะเวลาอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ลงทุนแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท
2.การยกระดับผู้ประกอบการและบุคลากรไทย ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ BOI และ skill bridge 3.การสร้างความแข็งแรงจากภายใน ผ่านการมีมาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านพลังงานและการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
ผลจากการดำเนินนโยบายดังกล่าว ได้รับการยอมรับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ทั้ง Moody’s และ S&P Global Ratings ที่ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้น ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยจาก IMD ก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจังของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนจากทั่วโลก
ในช่วงท้าย นายอนุทินเชิญชวนนักลงทุนจีนใช้โอกาสในช่วงเวลานี้ขยายการลงทุนมายังประเทศไทย โดยยืนยันว่าไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุนที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่เชื่อถือได้ เพื่อสร้างการเติบโตและยั่งยืน เป็นความสำเร็จร่วมกันในระยะยาวของทั้งสองประเทศ
ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวปาฐกถา นายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีเปิดฝ่ายการลงทุนประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู (BOI Chengdu Office) และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนของไทยและจีน ซึ่งจะช่วยต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คดีตึกสตง.ลากยาว 2บ.ยื้อปมคอนกรีต
คดีตึก สตง.ส่อยื้อ 2 จำเลยบริษัทใหญ่ยื่นศาลอาญาขอเดินเผชิญสืบ ส่งตรวจคอนกรีตใหม่ที่สวิตเซอร์แลนด์ หลังเคยถูกยกคำร้องไปแล้ว 1 ครั้ง คราวนี้ขอให้ศาลลงเดินเผชิญสืบ ฟังคำสั่ง 20 ก.ค.
‘กระทิง’ฟอร์มดีกว่า‘ฟ้าขาว’ เกมนัดชิงฯ อาจไม่ยืดเยื้อ
เดินทางมาถึงการแข่งขันแมตช์สุดท้ายประจำทัวร์นาเมนต์ สำหรับรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลโลก 2026 ที่จะปิดฉากกันที่ เมตไลฟ์ สเตเดียม เมืองอีสต์รัทเธอร์ฟอร์ด
ผงะ! นักโทษไม่กลับใจ ปัตตานี
ม.ธรรมศาสตร์จัดเสวนาตีแผ่ปัญหา “ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย” ชี้ปัจจุบันนักโทษไทยล้นคุก เพราะสังคมเหลื่อมล้ำ ความไม่รู้กฎหมาย ระบบการดูแลที่ไม่มีประสิทธิภาพ เผย 80% ทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ ทำไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจกว่า “3 แสนล้านบาท”
รัฐบาลเร่งแก้ Missing Link เชื่อมระบบราง-ถนน ชี้โครงการแลนด์บริดจ์ยังศึกษาต่อ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยภายหลังการหารือกับนักลงทุนจีนว่า นักลงทุนจีนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยอย่างมาก โดยเฉพาะความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รองรับการลงทุนได้จริง
นายกฯ เปิดสำนักงาน 'บีโอไอ' เฉิงตู ชวนนักธุรกิจจีนลงทุนในไทย ชูประตูสู่อาเซียน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand–China (Sichuan) Investment and Economic Forum 2026 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech)
นายกฯ ให้คำมั่นบิ๊กเนมเอกชนไทย พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน แก้ปัญหา 'นอมินี-พ่อทิพย์' ให้จบเร็วที่สุด
นายกฯ ประกาศพร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุน บอกรับฟังความเห็น เสนอปรับปรุงเชื่อมต่อขนส่งภาคใต้แทนแลนด์บริดจ์ พร้อมส่งสัญญาณลุยปราบ “พ่อทิพย์-นอมินีโอนหุ้น” สกัดต่างชาติสวมสิทธิ์ในไทย

