“อนุทิน” ยัน “ยิ่งชีพ” ไม่มีสิทธิ์มาขอให้ทบทวนเรื่องฟ้องหมิ่นฯ เผยเสี่ยหนูใจกว้างอยู่แล้วใครๆ ก็รู้ “ภราดร” เชื่อการเมืองร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นเรื่องเก่าที่เอามาเล่าใหม่ตอน สส.ส้มโดนคดี Forex “อธิบดีดีเอสไอ” ระบุหลักฐานคดีฮั้ว สว.ของไอลอว์เป็นข้อมูลเดิม ส่วน “ผอ.ไอลอว์” ปากกล้าขาสั่น ชักแม่น้ำทั้งห้า ขอร้องภูมิใจไทย อย่าฟ้องคดีหมิ่น แล้วนายกฯ จะสง่างาม
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์เฟซบุ๊กขอให้พรรคภูมิใจไทยทบทวนไม่ฟ้องหมิ่นประมาทว่า “ไม่มีสิทธิ์ครับ มันเป็นเรื่องของผู้ถูกกล่าวหา”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านออกมาบอกให้นายกฯ ใจกว้างไม่ต้องฟ้องร้อง นายอนุทินตอบว่า “ใจผมกว้างกว่าทุกคนครับ เสี่ยหนูใจกว้างอยู่แล้วใครๆ ก็รู้”
เมื่อถามว่า ยืนยันเดินหน้าฟ้องเต็มที่จะไม่มีการอ่อนข้อให้ นายอนุทินกล่าวว่า อันนี้เป็นสิทธิของตนอยู่แล้ว และเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาทุกคน และคนที่ถูกกล่าวหาของพรรคภูมิใจไทยทุกคนไม่มีนัดกันไม่มีคุยกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ เป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่เรื่องของหน้าที่การงาน ใครประสงค์จะป้องกันการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงอย่างไรก็มีกฎหมาย
ถามถึงกรณีบนโลกโซเชียลมีการตั้งประเด็นโหวตให้เปลี่ยนตัวนายกฯ มองประเด็นนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีบทบัญญัติอยู่แล้วว่าจะพ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีใดบ้าง
ขณะที่ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องฟ้องไม่ฟ้องเป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจ ส่วนตนจะฟ้องหรือไม่ คิดว่าน่าจะพูดคุยกับนายยิ่งชีพได้ ที่ผ่านมาส่วนตัวไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน เพราะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่โรงเรียน และถือคติไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน แต่น้องจะฆ่าตนหรือไม่ตนไม่รู้ และน้องเอาเรื่องอะไรมาพูดก็ไม่รู้ ซึ่งไม่มีหลักฐานใดๆ เลย และออกมาระบุว่าสิ่งที่พูดไปฟังเขามาไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น ไปฟังเขามาพูดและนำเสนอต่อสาธารณะ 9 คนที่ถูกกล่าวหาก็เสียหายไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่านายยิ่งชีพมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายภราดรกล่าวว่า คิดว่าเขาติดกับดักมากกว่า เขาไม่น่าจะทบทวนอย่างถี่ถ้วน ไม่รู้ว่าติดกับดักฝ่ายการเมือง เรื่องนี้ถูกเปิดออกมา สส.ในพรรคการเมืองหนึ่งถูกดีเอสไอ ดำเนินคดีเรื่อง Forex และหลังจากนั้นได้มีการเปิดเรื่องนี้ขึ้นมา ต้องบอกตรงๆ ว่าเป็นเรื่องเก่า พวกตนเคยถูกแจ้งเป็นผู้ถูกกล่าวหาไว้แล้ว และตนได้ไปชี้แจงเกือบ 2 ปีมาแล้ว จู่ๆ ก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาหลังจากมีกรณีนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมถึงติดกับดักผู้สมัคร สว.ที่อกหัก ที่ยอมรับว่าวันนี้เขาอยู่ในบัญชีสำรอง หาก สว.ปัจจุบันนี้มีเหตุเป็นไป คนที่อยู่ในบัญชีสำรองจะได้เลื่อนขึ้นมาแทน นี่คือผลประโยชน์ทับซ้อนล้านเปอร์เซ็นต์
ประเด็นการเมืองยัดใส่มือ 'ยิ่งชีพ'
“ผมมองว่าเป็นประเด็นการเมือง และเอาไปยัดใส่มือนายยิ่งชีพ นายยิ่งชีพไม่รู้ก็ตะครุบเหยื่อ และเอาข้อมูลดังกล่าวนั้นย้อนกลับมาที่พรรคการเมืองอีก” นายภราดรกล่าว
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความว่า การฟ้องคดีไม่ใช่การฟ้องปิดปากเสมอไป ในสังคมประชาธิปไตย การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจรัฐเป็นสิ่งจำเป็น บุคคลสาธารณะย่อมต้องเปิดรับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่สุจริต แม้จะเป็นคำวิจารณ์ที่รุนแรงก็ตาม เพราะนั่นคือกลไกสำคัญของการถ่วงดุลอำนาจ อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยก็ยืนอยู่บนหลักนิติรัฐเช่นกัน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถกล่าวหาผู้อื่นด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ใส่ร้าย หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ
“การที่บุคคลสาธารณะใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาล ก็ไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “การฟ้องปิดปาก” โดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “ใครเป็นผู้ฟ้อง” แต่คือ “ฟ้องด้วยวัตถุประสงค์อะไร” หากใช้คดีความเพื่อข่มขู่ให้ผู้ตรวจสอบยุติการเปิดเผยข้อเท็จจริง นั่นเป็นสิ่งที่สังคมต้องระมัดระวัง แต่หากใช้กระบวนการศาลเพื่อพิสูจน์ความจริงและปกป้องตนเองจากการกล่าวหาอันเป็นเท็จ ก็เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่ไม่ควรถูกปฏิเสธหรือเหมารวมว่าเป็นการฟ้องปิดปาก” นายศุภชัยระบุ
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อมูลที่ไอลอว์เปิดเผยล่าสุดเป็นข้อมูลใหม่หรือเก่าว่า “น่าจะเป็นข้อมูลเดิมนะครับ” ทั้งนี้ นายยิ่งชีพโพสต์เฟซบุ๊กว่า ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึงนะครับ ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทยทบทวนและตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลย เพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้องและไม่สง่างามต่อท่านเอง
กรณีที่ผมพูดถึงกระบวนการโกงเลือก สว. ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่ มีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ พยานที่เกี่ยวข้อง พูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกทีวี แถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยินครับ สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้น ซึ่งบางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้ว ที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ
คดีความผิดต่อส่วนตัว
สิ่งที่ผมได้ทำไป เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านี้จากปากคำพยานมากมาย นำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดา เพื่อมีส่วนร่วมตรวจสอบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นโดยบุคคลของรัฐบาลหรือไม่ ซึ่งใครๆ ก็ทำได้ ทุกคนควรทำได้โดยรู้สึกปลอดภัย ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง ก็จบไป ผมก็ไม่อาจมีอำนาจทำอะไรท่านไปได้มากกว่านั้นอีกแล้วครับ
เขายังโพสต์ว่า หากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผมก็จะขอร้องท่านอีกด้วยว่า มาสร้างบรรทัดฐานการดำเนินคดีที่ดีด้วยกันครับ
1) อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือ ท่านนักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และมีทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง ออกค่าใช้จ่ายเองหรือพรรคออกให้ เพราะตอนนี้ท่านมีอำนาจเป็นรัฐบาลอยู่ การแจ้งความต่อตำรวจหรืออัยการเพื่อให้ดำเนินคดีแทนท่าน โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้ก็เป็นข้าราชการทำงานภายใต้รัฐบาลนี้ เป็นการใช้กลไกของรัฐมาสนับสนุนเรื่องชื่อเสียงส่วนตัวของท่านเองครับ เพราะผมในฐานะฝ่ายจำเลย ก็ต้องใช้ทรัพยากรของผมเองครับ
2) อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของผมทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่ผมกล่าวถึงทั้งเก้าท่านรู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียวนะครับ ว่ากันทีเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด พยานแต่ละคนต้องเดินทางไปขึ้นศาลหลายครั้ง เสียเวลาโดยไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่ความสับสนที่จะตามมาว่าเอกสารฉบับไหนของคดีไหนยื่นไปครบแล้วหรือยัง มารวมที่เดียวกันแล้วพูดทีเดียวกันเลยครับ
อย่าฟ้องคดีทางไกล
3) อย่าฟ้องคดีทางไกล ผมทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่ผมกล่าวถึงหลายท่านไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่แหละ มีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ท่านยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาครับ
4) ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ว่าได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จุดนั้นจุดนี้ หรือไม่ คนที่รู้เห็นและตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องเป็นตัวท่านเองเท่านั้น ถ้าท่านใช้วิธีมอบอำนาจให้ท่านศุภชัยหรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก
ถ้าท่านบริสุทธิ์ใจจริง ขอให้ท่านมาอธิบายเอง แล้วให้เรามีโอกาสตรวจสอบได้ตั้งคำถามต่อท่านด้วยว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่มีพยานหลักฐานไปถึงตัวท่านเป็นจริงมากน้อยเพียงใด ผมเข้าใจว่าท่านมีภารกิจเพื่อประเทศชาติมากมายแล้ว แต่ถ้าท่านจะดำเนินคดีในข้อหาความผิดต่อส่วนตัวเพื่อให้คนหนึ่งคนต้องติดคุกท่านก็ยังมีภาระที่จะต้องตอบคำถามด้วยตัวเองด้วยนะครับ
ย้ำอีกครั้งว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดต่อส่วนตัว ถ้าตัวท่านเองไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนก็ไม่ต้องดำเนินคดีครับ แต่ถ้าตัวท่านเองรู้สึกว่าต้องดำเนินคดีจริงๆ มันก็กลายเป็นเรื่องส่วนตัวของเราทั้งสองฝ่ายที่ต้องพิสูจน์กันบนเวทีที่เป็นกลาง ถ้าต้องเอาผมติดคุกให้ได้ ก็ขอให้กระบวนการที่เกิดขึ้นชัดเจนตรงไปตรงมา ท่านรักษาศักดิ์ศรีของท่านได้ ถ้าผมจะถูกตัดสินว่าผิดก็ขอให้ผมถูกตัดสินแบบแฟร์เกม ที่เป็นธรรมกับผมด้วยครับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยย้ำ‘จีนเดียว’ ปัดชี้แจงไต้หวัน ยันไม่กระทบศก.
นายกฯ ไม่หวั่นไต้หวันออกแถลงการณ์ผิดหวังไทยปมเห็นพ้องจีนประกาศถ้อยแถลง
รื้อ3เงื่อนไข‘บัตรคนจน’ ประกาศผลก่อน30ก.ย.
"บอร์ดประชารัฐ" ยอมถอยปรับ 3 เงื่อนไขคัดกรองสิทธิบัตรคนจน คืนสิทธิปมรถเก่า-โอนลอย-ถูกสวมสิทธิ-นักเรียน
ประณามโจรใต้ จ่อออกหมายจับ ปรับแผนรับมือ
"อนุทิน" กระตุ้นฝ่ายความมั่นคง หลังเหตุลอบยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย
1กรม1โปร่งใสไร้เทา นายกฯนำคตท.ปราบโกง เร่งเพิกถอนสอบท้องถิ่น
“นายกฯ” ประชุม คตท.ครั้งแรก เดินหน้าปราบสินบน ชูนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” เสนอ ครม.ไฟเขียว พร้อมเซ็นตั้ง คกก.ภาครัฐโปร่งใส ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต
นายกฯไขลาน โกงสอบขรก. สถ.ปลุกกู้ภาพ
"อนุทิน" ไขลาน กสถ. เร่งทำรายงานหลังมีมติเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน ระบุคนได้รับผลกระทบมีสิทธิ์ฟ้องร้อง
ต่อสิทธิบัตรคนจน2เดือน ชงครม.นมโรงเรียนถึงม.3
นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหา ปชช.ที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

