“นายกฯ” ประชุม คตท.ครั้งแรก เดินหน้าปราบสินบน ชูนโยบาย “1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา” เสนอ ครม.ไฟเขียว พร้อมเซ็นตั้ง คกก.ภาครัฐโปร่งใส ดึงตัวแทนรัฐ-เอกชน-ประชาสังคม ร่วมขจัดทุจริต แถมผุดอนุกรรมการชุดใหม่แก้ปัญหาเรียกรับผลประโยชน์ภาครัฐ ลั่นไม่สนโพลความรู้สึก ยึดเอาข้อมูลหลักฐานเชื่อถือได้ การันตีตรวจโกงสอบท้องถิ่นไร้วิ่งเต้น เหตุหลายหน่วยช่วยสังคายนา “รรท.อธิบดี สถ.” แย้มประกาศ กสถ.เพิกถอน-บรรจุใหม่ ขรก.ท้องถิ่นภายใน 1-2 วันนี้ หวังประชุม ก.กลางได้สัปดาห์หน้า ลั่นหากผิดพลาด กสถ.ต้องรับผิดชอบ ลุยแจ้งความคนให้ข้อมูลเท็จ
ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 23 ก.ค. เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และคณะกรรมการฯ เข้าร่วม
นายอนุทินกล่าวเปิดประชุมว่า เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเพิ่มคะแนนหรือจัดลำดับให้ดีขึ้น ลำดับที่เป็นความรู้สึกของประชาชนตนไม่นับ เพราะไปถามใครคนที่ไม่ชอบรัฐบาลก็บอกโกง คนชอบรัฐบาลก็บอกไม่โกง หาสาระอะไรไม่ได้ หาหลักฐานการอ้างอิงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องยึดถือเรื่องการอ้างอิงและมีหลักฐานมาประกอบเพื่อให้เป้าหมายของเราถูกต้อง สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาโดยตลอด เราได้ประกาศตัวเป็นศัตรูกับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ การค้ายาเสพติด ปราบปรามสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ การฟอกเงิน มีการยึดทรัพย์จำนวนมาก
“ประเทศไทยมีหน่วยงานรับผิดชอบด้านนี้มากมาย ยกตัวอย่างเรื่องการโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น คนบอกว่าให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องสอบสวนเองเท่ากับเอาจำเลยมาสอบตัวเอง ไม่ใช่เลย เพราะมีหน่วยงานที่เริ่มทำมาอยู่แล้ว อย่าง ป.ป.ช., ปปง., ป.ป.ท. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงมีคณะกรรมการที่ผมแต่งตั้งให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลและประสานทุกหน่วยงานทำให้การปราบปรามดำเนินคดีและการดำเนินการต่อการทุจริต เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ยิ่งตอนนี้เหมือนแข่งกันทำด้วยซ้ำ ผมเชื่อว่าไม่มีหน่วยงานไหนหรือคนที่พยายามวิ่งเต้นหลุดคดีสามารถไปทำเช่นนั้นได้ เพราะมีหน่วยงานคู่ขนานทำงานอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนของรัฐบาลในการเข้าไปสร้างระบบและสร้างความน่าเชื่อถือในการเร่งรัดป้องกันปราบปรามการกระทำทุจริตทุกรูปแบบ” นายอนุทินกล่าว
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้พร้อมให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ คตท.อย่างเต็มที่ และขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าปรับเปลี่ยน กล้าปฏิรูป และยืนยันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาครัฐไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาลโปร่งใส ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน นักลงทุนและนานาประเทศ ตนยินดีมากที่ได้ทำงานร่วมกับพวกท่านในที่นี้
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด (Multi-Stakeholder Forum : MSF) เป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย ขับเคลื่อนภาครัฐระบบเปิด และรองรับการเข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP)
ชู 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา ปราบสินบน
“คณะกรรมการชุดนี้มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีเป้าหมายยกระดับการทำงานของภาครัฐจากการดำเนินงานโดยหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว สู่การบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) ไปจนถึงการติดตามและประเมินผล เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบสนองประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.รัชดากล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงผลการประชุม คตท.ครั้งแรกว่า ที่ประชุมรับทราบหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ.2569 และรับทราบแผนงานของคณะทำงาน Zero Corruption และโครงการเพื่อนไม่ทน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบจัดตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนงานและกลั่นกรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขปัญหาการให้หรือรับสินบน การทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบ มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นที่ปรึกษา นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นประธานอนุกรรมการ และ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานอนุกรรมการอีกตำแหน่ง
“ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนาปรับปรุง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 355 แห่ง รวมทั้งได้พิจารณามาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐ โดยกำหนดให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดฐานความผิด กลไกการดำเนินการ และมาตรการทางกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด พร้อมให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ด้านนายปกรณ์กล่าวว่า ในเรื่องข้อเสนอเรื่องความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ภายใต้โครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา ซึ่งทางคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคณะกรรมการ คตท.เห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะดำเนินการและเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
“มาตรการป้องกันการทุจริตการสอบรับราชการในภาครัฐ เป็นความเห็นชอบร่วมกันในคณะกรรมการ คตท. ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก และทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องท้องถิ่น ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการด้านนี้ขึ้นมา และอาจจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ เพื่อจัดการกับคนที่ทุจริตหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน รวมถึงการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง โดยจะมอบหมายให้ ก.พ.ร.เสนอต่อ ครม. และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมาย” รองนายกฯ กล่าว
2 วันประกาศเพิกถอน-บรรจุใหม่
ส่วน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า ดีเอสไอสอบสวนในส่วนของคนที่ไปหลอกลวง ฉ้อโกง เป็นการตั้งเรื่องสืบสวนในกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลว่ามีการหลอกลวง หรือหลอกเอาเงินเขาไป แต่ตัวเองไม่สามารถที่จะช่วยได้ เพราะไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่โดยตรง ส่วนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทางดีเอสไอได้ส่งคนไปร่วมไต่สวนกับ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่ขอความร่วมมือ และดีเอสไอไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษ เพราะไม่ใช่หน่วยงานโดยตรง แค่สนับสนุนข้อมูล ทั้งนี้ ขณะนี้มีการร้องเรียนมายังดีเอสไอยังไม่มาก เนื่องจากผู้เสียหายทราบดีว่าเรื่องอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและ ป.ป.ช. เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อได้ข้อยุติเราต้องสรุปเรื่องและส่งไปรวมกับ ป.ป.ช.อยู่ดี
เวลา 15.10 น. นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เข้าพบนายอนุทินที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรายงานเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเป็นความคืบหน้าการออกประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่ประธาน กสถ.จะเป็นผู้ลงนามในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา
นายนิรัตน์กล่าวว่า ตามขั้นตอน กสถ.เป็นผู้ประกาศรับรองผลคะแนนตั้งแต่ครั้งแรกๆ เมื่อพบว่าผิด กสถ.มีหน้าที่ต้องลงมติที่จะยกเลิกมติเดิมที่ตัวเองเป็นผู้ทำ และเมื่อยกเลิกแล้วเพื่อไม่ให้เคว้ง กสถ.ก็ต้องมีมติรับรองผลคะแนนที่ถูกต้อง ซึ่งตรวจเสร็จตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.แล้ว แต่ไม่ได้ถูกนำเข้าที่ประชุม นี่คือการทำอะไรแบบตรงไปตรงมา และเคารพสิทธิของผู้เข้าสอบให้มากที่สุด ทั้งนี้ หลังจากประชุมเสร็จเมื่อวันที่ 17 ก.ค.จะต้องมาออกประกาศ กสถ. ที่ประธาน กสถ.เป็นผู้ลงนาม ซึ่งจะต้องมีบัญชีรายชื่อแนบท้าย ตรงนี้เราตรวจสอบ ตำรวจก็ตรวจสอบ และมีตราประทับว่าเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้น ณ วันที่สอบและตรวจในขณะนั้น ซึ่งไม่ได้มีการแก้ไขทีหลัง
ถามว่า การดำเนินการที่ล่าช้าไม่ได้ติดขัดข้อกฎหมายใช่หรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า ไม่ได้ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เรามั่นใจในความถูกต้องในสิ่งที่เราต้องทำ แต่เนื่องจากจำนวนเยอะถึง 270,000 คนที่มาเข้าสอบ ถ้าทำอะไรลวกๆ หรือไม่ละเอียดเกรงว่าจะเกิดความผิดพลาด เมื่อถามว่ายังยืนยันในอำนาจของ กสถ.อยู่ใช่หรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำไป
เมื่อถามว่า มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าการลงนามในประกาศใหม่จะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ นายนิรัตน์กล่าวว่า จะเร่งให้เสร็จภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ แต่เนื่องจากมีจำนวนเยอะจริงๆ ถ้าไม่เกิน 10 คน แล้วจะบอกว่าเดี๋ยวนี้เลย แบบนี้พูดได้ แต่เนื่องจาก 270,000 คน เราตรวจสอบทานเพื่อลดความผิดพลาดให้เหลือน้อยที่สุดจนถึงขั้นไม่ผิดเลย เราตั้งใจจะทำให้เป็นแบบนั้น
ถามว่า ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันผู้เสียหายไปร้องต่อศาลปกครองใช่หรือไม่ รรท.อธิบดี สถ.กล่าวว่า เราเคารพสิทธิ รักษาสิทธิ และไม่ต้องการให้เกิดการฟ้องร้อง ถ้าเราประกาศตรงไปตรงมา มั่นใจว่าจะไม่มีใครฟ้อง เมื่อถามย้ำว่ามีความมั่นใจว่าได้ตรวจสอบว่าผิดจริงใช่หรือไม่ รรท.อธิบดี สถ.กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานช่วยกันตรวจสอบ ทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงอย่าง สถ. บริษัทที่เป็นคู่สัญญากับ มศว ซึ่งเป็นผู้รับงานจัดสอบไปจาก สถ.และ มศว ไปจ้างอีกบริษัทหนึ่งซึ่งมีอาชีพตรงนี้อยู่แล้วไปตรวจ ตำรวจที่ชำนาญเรื่องไอทีก็ไปตรวจ รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเห็นว่ามีหลายหน่วยงานที่ช่วยกันตรวจสอบเพื่อลดความผิดพลาด และจริงๆ เราไม่ต้องการให้ผิดพลาดเลย
ซักว่าหลังประธาน กสถ.ลงนามแล้ว จะต้องมีการนำเข้าที่ประชุม ก.กลางอีกหรือไม่ รรท.อธิบดี สถ.กล่าวว่า มติ กสถ.เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ตกลงกันว่า เมื่อยกเลิกมติเดิม และประกาศรับรองผลใหม่เสร็จ ออกประกาศ กสถ.เรียบร้อยพร้อมบัญชีที่ถูกต้อง จะมีการนำเข้าที่ประชุม ก.กลางเพื่อรายงานให้รับทราบ
ถามอีกว่า กสถ.มีอำนาจที่จะเอาผิดผู้ที่ทุจริตหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า ถือว่าเป็นหน้าที่เลย เรารู้ว่าต้องทำสิ่งที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายคือ การแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จมาเข้าสู่ที่ประชุม ตรงนี้เป็นหน้าที่ของ กสถ. เมื่อถามย้ำว่าตัวผู้ที่ถูกเพิกถอนการบรรจุ กสถ.จะไปแจ้งความดำเนินคดีเองหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า ตรงนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ที่เราจะแจ้งความดำเนินคดีคือผู้ที่มีหน้าที่ในที่ประชุม กสถ. แต่ใครคนใดคนหนึ่งเอาข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าที่ประชุม และทำให้ที่ประชุมหลงเชื่อ กสถ. ที่มี สถ.เป็นเลขานุการ จะต้องแจ้งความดำเนินคดี
พอถามว่าพูดชัดๆ ได้หรือไม่ว่าบุคคลที่ กสถ.จะไปฟ้องในฐานะที่ให้ข้อมูลผิดพลาดเป็นใคร หรือหน่วยงานใด นายนิรัตน์กล่าวว่า ให้รอดู ต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน เกิดความเสียหายมากขนาดนี้ไม่มีเคลียร์ นายกฯ บอกชัดเจนว่าถึงใครก็คนนั้น ตรงไปตรงมา เราไม่ดูหน้าใคร ไม่ดูชื่อใคร ถ้ามันถึงตรงไหนที่จะทำให้เกิดความขัดข้อง เกิดความเสียหายใหญ่ขนาดนี้ก็ต้องดำเนินคดี เมื่อถามย้ำว่าจะมีถึงขั้นรัฐมนตรีหรือนักการเมืองดังๆ บ้างหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า มิบังอาจพูดถึงอย่างนั้น แต่ถ้าถึงใครก็คนนั้น คนที่จะดำเนินการตามกฎหมายไม่ได้มีแค่ สถ.หรืออธิบดี สถ. ตอนนี้เป็นคดีอาญา ตำรวจเข้ามาแล้ว ป.ป.ช.เข้ามาแล้ว เพราะทุจริตต่อราชการ เป็นการประพฤติมิชอบก็จะมีหลายหน่วยช่วยกันทำหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญาหาผู้รับผิดชอบ
เมื่อถามว่า ได้มีการกำหนดการประชุม ก.กลางใหม่แล้วหรือยัง นายนิรัตน์กล่าวว่า คงไม่นาน เราประชุม ก.กลางเพื่อรอที่จะรับทราบมติ กสถ.ในเรื่องของบัญชีเก่าเพื่อพิจารณายกเลิกรับรองบัญชีใหม่ เมื่องานตรงนี้ยังไม่เสร็จ จึงมีการเสนอว่าเลื่อนดีกว่า เมื่อถามย้ำว่าการประชุม ก.กลางจะสามารถประชุมได้ในสัปดาห์หน้าเลยหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า จะพยายามให้เกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า และจะพยายามให้เร็วที่สุด
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯ ได้สอบถามเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า มีการปรึกษากัน ซึ่งเรายึดอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วย ในหลักกฎหมายเมื่อมีอำนาจและมีหน้าที่ก็จะต้องมีความรับผิดชอบ จึงมาถกกันว่า หน่วยไหน องค์กรใดบ้าง มีหน้าที่ความรับผิดชอบอะไร เราจะไม่เอาเร็ว ความถูกใจ และแรงกดดันมาใช้ เพราะไม่ว่าจะวันนี้ พรุ่งนี้ ทุกอย่างต้องมีความรับผิดชอบควบคู่กันไป
ถามว่า หากเกิดความผิดพลาดจริงๆ ก.กลางจะต้องมีส่วนรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยหรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า กสถ.เป็นผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นหน้าที่ของเขา เมื่อถามอีกว่าการที่ กสถ.บรรจุและเพิกถอนเองจะไม่สามารถดำเนินคดีกับ กสถ.ได้แล้วใช่หรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า ถ้า กสถ.ทำโดยไม่รับผิดชอบ กสถ.ก็ต้องรับผิดชอบ ตนก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ใน กสถ. ตนก็ไม่อยากให้เกิดภาวะตรงนั้น ต้องทำให้รอบคอบ จะได้ไม่ต้องมารับผิดชอบในภายหลัง
นายนิรัตน์ยังกล่าวถึงการจัดสอบสรรหาข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นให้ดำรงตำแหน่งสายงานบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในวันที่ 26 ก.ค.นี้ว่า การสอบครั้งนี้เป็นการสอบผู้ที่เป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่แล้ว เป็นการสอบเพื่อเลื่อนตำแหน่ง หรือเรียกว่าสอบสายงานบริหาร ซึ่งขณะนี้มีผู้เข้าสอบกว่า 37,000 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศใน 5 สนามสอบ ได้แก่ ปทุมธานี เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดรธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นผู้ที่บรรจุอยู่แล้ว แต่เป็นการสอบเพื่อเลื่อนหรือเลือกในตำแหน่งสายงานที่เป็นเส้นทางของเขา โดยได้มีการดูบทเรียนของความผิดพลาด หรือช่องโหว่ของการสอบบรรจุครั้งที่แล้ว และมีการพูดคุยกันระหว่าง สถ.และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จะอุดช่องโหว่ของการฉวยโอกาสการทุจริตให้ได้มากที่สุด ซึ่งตั้งใจให้ออกมาให้ดีที่สุด
ถามว่า ทีโออาร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่างจาก มศว หรือไม่ นายนิรัตน์กล่าวว่า ไม่เหมือนกัน เนื่องจากผู้เข้าสอบมีจำนวน 1 ใน 10 จากการสอบรอบที่ผ่านมาเท่านั้น และเราได้มีการปรับทีโออาร์ แต่ไม่ได้บอกว่าทีโออาร์ที่เขียนไว้แล้วดีทั้งหมด เมื่อเราเห็นจุดอ่อนช่องโหว่จากการสอบบรรจุครั้งที่แล้ว ก็มีการพูดคุยกันระหว่าง สถ.กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อปรับปรุงให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น
กมธ.ตามบี้โกงสอบท้องถิ่น
ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) เป็นประธาน โดยเชิญ ป.ป.ช., ปปง., ป.ป.ท., บก.ป., บก.ปปป., กรมสอบสวนคดีพิเศษ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย มาสอบถามความคืบหน้าการตรวจสอบการทุจริตการสอบท้องถิ่น
นายอาสพลธ์แถลงว่า ผู้แทนเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบ พบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจำนวน 11 ราย ทำการแก้ไขคะแนนผู้ที่สอบไม่ผ่านให้เป็นผู้สอบผ่าน ทั้งหมด 5,960 ราย ซึ่งตัวเลขจากผู้แทนเลขาธิการ ป.ป.ช. ไม่ตรงกับตัวเลขของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่แจ้งต่อสาธารณะ 5,924 ราย โดยมีการทำเป็นขบวนการ ตามร่างขอบข่ายของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีหน้าที่ทวนคะแนนสอบและส่งให้ กสถ.รับรองรายชื่อ
เช่นเดียวกับ กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน ได้เชิญผู้ว่าฯ นนทบุรี มาสอบถามเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยผู้ว่าฯ นนทบุรีได้ส่งรองผู้ว่าฯ มาชี้แจงแทน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยย้ำ‘จีนเดียว’ ปัดชี้แจงไต้หวัน ยันไม่กระทบศก.
นายกฯ ไม่หวั่นไต้หวันออกแถลงการณ์ผิดหวังไทยปมเห็นพ้องจีนประกาศถ้อยแถลง
รื้อ3เงื่อนไข‘บัตรคนจน’ ประกาศผลก่อน30ก.ย.
"บอร์ดประชารัฐ" ยอมถอยปรับ 3 เงื่อนไขคัดกรองสิทธิบัตรคนจน คืนสิทธิปมรถเก่า-โอนลอย-ถูกสวมสิทธิ-นักเรียน
ประณามโจรใต้ จ่อออกหมายจับ ปรับแผนรับมือ
"อนุทิน" กระตุ้นฝ่ายความมั่นคง หลังเหตุลอบยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย
เสี่ยหนูใจกว้างลุยฟ้องยิ่งชีพ
“อนุทิน” ยัน “ยิ่งชีพ” ไม่มีสิทธิ์มาขอให้ทบทวนเรื่องฟ้องหมิ่นฯ เผยเสี่ยหนูใจกว้างอยู่แล้วใครๆ ก็รู้ “ภราดร”
นายกฯไขลาน โกงสอบขรก. สถ.ปลุกกู้ภาพ
"อนุทิน" ไขลาน กสถ. เร่งทำรายงานหลังมีมติเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน ระบุคนได้รับผลกระทบมีสิทธิ์ฟ้องร้อง
ต่อสิทธิบัตรคนจน2เดือน ชงครม.นมโรงเรียนถึงม.3
นายกฯ ลั่นเจ้าหน้าที่ต้องทำงานเชิงรุกเข้าหา ปชช.ที่ตกหล่นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

