ทรัมป์ขึ้นภาษีรอบ2 ไทยเจอเต็มเพดาน12.5% นายกฯเชื่อยังอุทธรณ์ได้

"รัฐบาลทรัมป์" ประกาศเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศคู่ค้าในอัตรา 10%-12.5% แทนภาษีนำเข้าทั่วโลก อ้างลงโทษปล่อยมีบังคับใช้แรงงาน สร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมเหนือสหรัฐ "ไทย" โดนเต็มๆ 12.5% "อนุทิน” เชื่อสัมพันธ์ดีไทย-สหรัฐคุยภาษีกันได้ ยันจะอุทธรณ์โอกาสแรก "ศุภจี" ระบุมีสินค้าไทยยกเว้นไม่ถูกเก็บภาษี 2,120 รายการ เกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไป USA เร่งเจรจา ART ต่อ ควบคู่หาตลาดส่งออกใหม่ "เอกนิติ-ผอ.สศค." ชี้ยังกระทบไทยไม่มากนัก "เอกชน" จี้ รบ.เร่งผลักดัน กม.แรงงานบังคับสู่มาตรฐานสากล 

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สหรัฐอเมริกาประกาศจะเรียกเก็บอัตราภาษีใหม่กับ 60 ประเทศคู่ค้า ด้วยข้ออ้างความกังวลเรื่องแรงงานบังคับ โดยอัตราใหม่จะนำมาใช้แทนที่ภาษีนำเข้าทั่วโลกที่กำลังจะหมดอายุจากการประกาศใช้เมื่อต้นปีนี้ ภาษีดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ โดยมีอัตราตั้งแต่  10% ถึง 12.5% และส่งผลกระทบต่อประเทศเศรษฐกิจสำคัญ เช่น จีน, อินเดีย และสหภาพยุโรป

"สหรัฐอเมริกามีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับมาเกือบศตวรรษ และบังคับใช้อย่างเข้มงวด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศคู่ค้าของเราควรทำเช่นเดียวกัน" เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตามเวลาสหรัฐ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าจะเริ่มเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตราสูงสุด 12.5% กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐจำนวน 60 ประเทศ เริ่มตั้งแต่ 00.01 น.ของวันศุกร์นี้เป็นต้นไป โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นการลงโทษประเทศเหล่านี้ที่การสืบสวนภายในมาตรา 301 (Section 301) พบว่าล้มเหลวในการปราบปรามการบังคับใช้แรงงานประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่จาก 60 ประเทศที่สหรัฐสืบสวนแล้ว จะต้องเผชิญกับอัตราภาษี 12.5% รวมถึงไทย, เวียดนามและจีน แต่จะมีการใช้อัตราภาษีที่ต่ำกว่าคือ 10% กับ 17 ประเทศที่มีกฎหมายสั่งห้ามบังคับใช้แรงงานอยู่บ้าง ได้แก่ อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, แคนาดา, เอกวาดอร์, เอลซัลวาดอร์,  กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, อินเดีย, อินโดนีเซีย, จอร์แดน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, ศรีลังกา, ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร

ขณะที่ประเทศคู่ค้าอีก 5 แห่ง ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป (EU), ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ จะต้องเผชิญกับการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติม เพื่อปรับให้อัตราภาษีสำหรับประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษที่สุด (MFN) รวมทั้งหมดขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% หรือ 12.5%

อย่างไรก็ตาม มีสินค้าส่งออกบางชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษี เช่น น้ำมันและก๊าซ สินค้าที่ไม่สามารถผลิตได้ในสหรัฐ หรือสินค้าที่อาจก่อให้เกิดการชะงักงันทางเศรษฐกิจ สินค้าที่การเก็บภาษีไม่ได้ช่วยขจัดพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงสินค้าอย่างเหล็กกล้าซึ่งถูกครอบคลุมด้วยภาษีเฉพาะอยู่แล้ว นอกจากนี้ สินค้าจำนวนมากที่ปฏิบัติตามข้อตกลงสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าที่เซ็นสัญญาในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยแรก ก็ได้รับการยกเว้นเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอธิบายว่า มาตรการนี้เป็นการดำเนินการด้านสิทธิแรงงานระหว่างประเทศที่ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่สหรัฐ หรือประเทศใดๆ เคยทำมา รัฐบาลทรัมป์มองว่าการบังคับใช้แรงงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ประเทศที่ไม่บังคับใช้กฎหมายห้ามบังคับใช้แรงงานยังกอบโกยความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมเหนือสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่บังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงต้นปีศาลสูงสุดมีคำตัดสินยกเลิกมาตรการเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ทรัมป์เรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก โดยศาลตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจในการจัดเก็บภาษีอย่างผิดกฎหมาย หลังคำตัดสินดังกล่าวทรัมป์ก็สั่งเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากทั่วโลก โดยใช้กฎหมายที่เรียกว่า มาตรา 122 (Section 122) ซึ่งมอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจัดการกับปัญหาดุลการชำระเงิน แต่ทว่าอำนาจตามกฎหมายนั้นมีอายุเพียง 150 วันเท่านั้น

เชื่อสัมพันธ์ไทย-US คุยกันได้

อย่างไรก็ตาม ภาษีตามมาตรา 122 จะหมดอายุในเวลา 00.01 น. วันศุกร์นี้ (24 ก.ค.) และจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการภาษีใหม่ล่าสุด ซึ่งออกภายใต้กฎหมายอีกฉบับคือ มาตรา 301 ที่อนุญาตให้เก็บภาษีที่มีผลระยะยาวกว่าเพื่อตอบโต้พฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม แต่ต้องทำหลังจากรัฐบาลทำการสอบสวนแล้วเท่านั้น ซึ่งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ของนายเจมีสัน  กรีเออร์ เพิ่งเสร็จสิ้นการสอบสวนในสัปดาห์นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีสหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีไทย 12.5% ว่า เป็นการปรับให้เข้าเกณฑ์ โดยได้รับรายงานเบื้องต้นว่าไทยได้ 12.5% ตนเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไข ซึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงานภาคบังคับอะไรสักอย่างหนึ่ง ตนยังต้องไปลงในรายละเอียดว่าทำไมไม่มีการดำเนินการด้านนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน

"ผมเชื่อว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ดี การเป็นคู่ค้าที่ดีของสองประเทศ เมื่อเราแก้ไขทุกอย่างแล้วเราก็จะอุทธรณ์ขอให้ปรับอัตรภาษีในโอกาสแรก"  นายอนุทินกล่าว

ถามว่า เราอยากให้อัตราภาษีกลับไปที่ 10%  ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องเจรจาให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเราก็ต้องเตรียมตัวให้มีความพร้อมอย่างเต็มที่ด้วย เมื่อถามว่ากรอบต่อไปที่จะเจรจาอีกครั้งคือเมื่อใด นายกฯ กล่าวว่า   รายละเอียดรอฟังรายงานจากในฉบับเต็มจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐ ที่ตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินทางกลับจากสหรัฐ เนื่องจากนางศุภจีร่วมคณะกับตนไปเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ แล้วเดินทางต่อ ขณะนี้น่าจะใกล้กลับแล้ว

ขณะที่นางศุภจี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการหารือกับสหรัฐ กล่าวว่า ไทยและอีก 37 ประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และจีน ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มจากภาษีปกติ (MFN) 12.5% โดยมีสินค้าที่ไทยได้รับการยกเว้นไม่ถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ถึง 2,120 รายการ หรือเกินกว่าครึ่งของมูลค่าส่งออกไทยไปสหรัฐ เช่น วงจรรวม หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ ยางแผ่น/แท่ง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสดและแปรรูป ผลไม้สดและแห้ง มะพร้าวสดและน้ำมะพร้าว น้ำตาลจากอ้อย

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการภาษีในครั้งนี้ไทยได้ยกเว้นสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐ จึงเชื่อว่าสินค้าไทยยังคงสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดการบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างต่อ 16 ประเทศ รวมถึงไทยที่สหรัฐยังมิได้ประกาศผลการไต่สวนและอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม โดยในระหว่างนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งหารือกับสหรัฐเพื่อสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade : ART) ที่จะได้ประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองฝ่าย

 “จากจุดยืนดังกล่าวทำให้กระบวนการหารือของไทยอาจจะต้องใช้เวลาหารือกับสหรัฐมากกว่าบางประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีประเด็นอ่อนไหวและข้อจำกัดด้านกฎหมายภายในบางประการที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ เชื่อมั่นได้ว่าการกำหนดท่าทีของไทยจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงทั้งการลดผลกระทบระยะสั้นและเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ยังเร่งการบุกเจาะและขยายตลาดใหม่ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้า ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยให้มีความหลากหลายมากขึ้น ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าในตลาดเดิม" ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ระบุ

เอกชนจี้ดันกม.แรงงานสากล

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ยืนยันเรื่องภาษีดังกล่าวว่า รัฐบาลกำลังเร่งประเมินผลกระทบและเดินหน้าเจรจากับสหรัฐอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นต้องเรียนว่าภาคเอกชนไทยมีสินค้าหลายชนิดที่ได้รับการยกเว้นภาษีอยู่แล้ว จึงประเมินว่าในภาพรวมผลกระทบต่อไทยจะไม่มากนัก

"ประเด็นสำคัญที่สุดในขณะนี้คือไทยต้องเร่งเจรจากับสหรัฐอเมริกา เพราะยังมีบางกรอบความร่วมมือที่ประเทศไทยยังดำเนินการไม่เสร็จ โดยเฉพาะ Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF ซึ่งบางประเทศเจรจาเสร็จแล้วและได้รับอัตราภาษีที่ 10% ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการผลักดันให้ได้ข้อยุติ  หากสามารถเจรจาได้เร็วผลกระทบจากมาตรการภาษีจะลดลง" นายเอกนิติระบุ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า เบื้องต้นประเมินว่าปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวน่าจะยังไม่ส่งผลกระทบกับไทยมากนัก เนื่องจากอัตราภาษีถูกปรับเพิ่มไม่มาก และยังมีหลายสินค้าที่ยังได้รับการยกเว้น อย่างไรก็ดี เชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเร่งเจรจาเพื่อหาทางออกและแนวทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมาตรการต่างๆ มารองรับทุกข้อกังวลของสหรัฐแล้ว โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งก็ได้ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.แล้ว แต่อาจจะยังไม่เป็นที่พอใจของทางการสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลก็มีมาตรการรองรับโดยออกหลักเกณฑ์ทางกฎหมายตามมาตรฐานสากลทั่วไป และเป็นไปตามมาตรฐานของกลุ่มโออีซีดี ซึ่งถือว่าเราได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว

"ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ในการกำหนดหลักเกณฑ์สินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงการใช้แรงงานบังคับ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดยุทธศาสตร์การเจรจาทางการค้า และแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1.รับทราบผลการไต่สวนประเทศไทย และ 2.เห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้าที่มีความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานหรือบริการ" รองนายกฯ ฝ่าย กม.ระบุ

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจไทยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ไทยจะถูกจัดเก็บในอัตราดังกล่าว แต่ประเทศคู่แข่งสำคัญส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบในอัตราเดียวกัน ทำให้การแข่งขันในตลาดสหรัฐยังอยู่บนเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกัน

ดร.พจน์มองเหตุที่ไทยโดนภาษีใหม่อัตราสูงสุด 12.5% ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแรงงานบังคับในเชิงระบบมานานแล้ว แต่ยังจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้มีผลบังคับใช้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศคู่ค้าและยกระดับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ไทยได้รับการพิจารณาในเงื่อนไขที่ดีขึ้นในอนาคต

"สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมข้อมูลและกำหนดท่าทีในการเจรจาการค้ากับสหรัฐให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย รวมถึงเร่งผลักดันความตกลงทางการค้าที่จะช่วยลดอุปสรรคและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว" ดร.พจน์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘สุขสมรวย’ประเดิม‘ยิ่งชีพ’

ประเดิมฟ้องรายแรก! “รมต.สุขสมรวย” กลับอำนาจเจริญ แจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท “ภราดร” สวน “โรม” ไม่ได้กล่าวหา ปชน.ยัดข้อมูล “ไอลอว์”