กกต.ส่อยื้อฟันคดีฮั้วสว. 2น.1พ.เมินปั่นแตกแยก

"อนุทิน” ซัดคนปล่อยข่าว 2 น. 1  พ.แตกแยก ยันเป็นเรื่องภายในบ้าน บอก “พิพัฒน์-เนวิน” คบกันมานาน ไปเชื่อถือนักวิเคราะห์ได้อย่างไร ชี้หลายคนยังเอาตัวไม่รอด สอดรับ “โกเกี๊ยะ” ยันร่วมงานกับครูใหญ่มาตลอด 20 ปี พูดคุยกันตลอดเวลา ขณะที่ 2 สว.อำนาจเจริญไม่ทน  ฟ้อง “ยิ่งชีพ” กล่าวหาคุณสมบัติไม่ตรงกลุ่ม กังขาทำคอนเทนต์มีวัตถุประสงค์ใดแอบแฝงหรือไม่  “ทรงศักดิ์” เอาด้วยเตรียมแจ้ง สภ.บึงกาฬ ขณะที่ดีเอสไอขึงขังพบเส้นเงินเพิ่มไม่หยุด 8 ราย ด้าน กกต.สะพัดเลื่อนฟันคดีฮั้ว สว. ขยายไปเดือน ก.ย.  อ้างพยานหลักฐานยังไม่ครบ

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีได้โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววันที่ 27 ก.ค. บรรยากาศเป็นอย่างไร มีการเคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้วหรือไม่ โดยนายอนุทินได้หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ทำไมต้องเคลียร์ใจ บอกให้ทราบหน่อยว่าทำไมจะต้องเคลียร์ใจ

ก่อนถามสื่อมวลชนว่า "คุณอยู่ในบ้านผมเหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกผมเคลียร์ใจกัน  แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผม เป็นเรื่องภายในของพรรคผม ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ"

เมื่อถามว่า นางกรุณา ชิดชอบ ภรรยาของนายเนวิน โพสต์ข้อความ “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบ ทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน“ นายอนุทินจึงย้อนถามกลับว่า แล้วพูดผิดหรือไม่ คนที่ไม่ควรคบ คนที่ไม่จริงใจต่อกัน คนที่โกหกหลอกลวงพี่น้องประชาชน เอาความเท็จมาออกสื่อสาธารณะ หิวแสงไม่มีข้อมูล ไม่มีอาชีพแล้วมาทำตัวเป็นนักวิเคราะห์ข่าวการเมืองทั้งหลาย คนเหล่านี้ไปให้ความเชื่อถือได้อย่างไร หลายคนยังเอาตัวไม่รอดเลย ดูกิจการแต่ละคน ปิดไปทีละเจ้าสองเจ้า แล้วจะไปเชื่อถือคนพวกนี้ ตนคิดว่านักข่าวต้องวิเคราะห์ การศึกษาช่วยอย่างหนึ่ง คือทำให้เราวิเคราะห์ได้

ด้านนายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า บอกแล้วว่าพวกเราไม่มีอะไร เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ตนให้ข่าวไปแล้วว่า เรามีการพูดคุยกันทุกสัปดาห์ และตอนที่พบกันนายกฯ ก็ถ่ายรูป เป็นเรื่องปกติ ก็ดี จะได้ลดคำครหา ไม่เช่นนั้นสื่อปั่นกันไปเรื่อย ไม่ทราบว่าข่าวนี้มาจากไหน เป็นข่าวที่ปล่อยออกมาโดยหาตัวตนไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การพบกันได้มีการพูดคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่ข่าวความขัดแย้งของทั้งสามคนหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่มี เราก็ประชุมกันทุกสัปดาห์ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีความจริงเลย เราคุยกันเป็นปกติทุกสัปดาห์

เมื่อถามว่า นายเนวินได้พูดถึงข่าวดังกล่าวอย่างไรบ้าง นายพิพัฒน์กล่าวว่า นายเนวินไม่ได้สนใจข่าวพวกนี้เลย นายเนวินเป็นคนการเมือง เข้าใจดีว่าเรื่องของการที่จะมีผู้ไม่หวังดีมาสร้างความแตกแยกเป็นเรื่องปกติของคนที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก เพราะฉะนั้นไม่มีอะไร  และย้ำว่า เราพบกันทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ในการที่จะเจอหน้ากัน แต่ถ้าทางโทรศัพท์เราคุยกันเกือบทุกวัน มีอะไรก็โทรศัพท์ไถ่ถามกัน

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ถึงวันนี้พูดได้หรือไม่ว่า 2 น.กับ 1 พ. จะไม่มีวันแยกจากกัน นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราก็เป็นมาอย่างนี้อยู่แล้ว และเราไม่ใช่เพิ่งคบกันเมื่อ 1-2 ปีนี้ น่าจะคบกันมาถึง 10-20 ปีแล้ว พวกเราก็คบหากันอย่างนี้ เรามาด้วยกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรจะมีอะไรจะมาทำให้มันเกิดความไม่เข้าใจ มีอะไรก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พวกเราต้องมีเหตุผลในการที่ต้องมาพูดคุยกัน

จ่อแจ้งหมิ่น 'ยิ่งชีพ' บึงกาฬ

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีตกเป็น 1 ใน 9 รายชื่อที่ถูกนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) เปิดข้อมูล เชื่อมโยงกระบวนการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า ขณะนี้ให้ทนายความและฝ่ายกฎหมายถอดคำพูดที่นายยิ่งชีพนำเสนอ ซึ่งมีส่วนหนึ่งเข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท และจะให้ทนายความไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีที่สถานีตำรวจ โดยจะไปดำเนินการที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นภูมิลำเนาบ้านของตน

 ขณะที่ นายสมพาน พละศักดิ์ สว.อำนาจเจริญ กล่าวถึงกรณีที่นายยิ่งชีพโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาตนและนางแดง กองมา สว.จังหวัดอำนาจเจริญ ขาดคุณสมบัติการเป็น สว.กลุ่ม 10 ว่า เป็นเรื่องเก่ามากกว่า 2 ปี ที่ตนและนางแดงเคยถูกร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต.ได้ตีตกคำร้องไปแล้ว เนื่องจากตนมีคุณสมบัติครบถ้วน

ทั้งนี้ หากนายยิ่งชีพไม่เชื่อ ให้ไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 249/2567 ที่ได้มีคำสั่งยกคำร้องนางแดง กองมา ที่กล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติ โดยจากหลักฐานและคำวินิจฉัยชี้ชัดว่า นางแดงมีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัครมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา

เช่นเดียวกับคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 17/2568 ได้มีคำสั่งยกคำร้องตน กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่บุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งจากพยานหลักฐาน รับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบการอื่นนอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่าสิบปี

นายสมพานกล่าวว่า นายยิ่งชีพเป็นนักกฎหมาย นายยิ่งชีพต้องรู้หรือควรจะรู้ว่า กกต.คำวินิจฉัยจบไปแล้ว และต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี อีกอย่างคือ เหตุใดถึงตีความ สว.กลุ่ม 10 คือ “กลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นหรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน” ว่าหมายถึง “กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าเอสเอ็มอี” หรือนายยิ่งชีพควรเคารพคำวินิจฉัย กกต. และไม่ควรจะเปิดประเด็นให้สังคมสับสน สงสัยอย่างมีนัยแอบแฝง อันอาจเป็นการแสดงความคิดเห็นชี้นำโดยไม่สุจริต

ทั้งนี้ ตนและนางแดงได้เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ เนื่องจากทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองโดย กกต.ไปแล้ว ก็ยังจะหยิบมาเปิดประเด็น สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ให้ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง โดยตนคงอาศัยช่องทางการแจ้งความผ่านตำรวจ เพราะไม่มีเงินบริจาคช่วยสู้คดีเหมือนกับกลุ่ม iLaw อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเอาใจช่วยสำหรับการเดินทางมาสู้คดีที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ควรอย่าหาคดีเพิ่ม เพราะทราบว่าต้องเดินสายอีกหลายจังหวัด

"นายยิ่งชีพเป็นถึงผู้นำจิตวิญญาณของการเมืองบางกลุ่ม และเรียนจบกฎหมาย ไม่นึกว่าจะขาดการกลั่นกรองข้อมูล เลยเถิดไปถึงการดูถูกอาชีพคนอื่น ทั้งที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย จึงไม่รู้ว่ามีทีมงานแนะนำการทำคอนเทนต์ด้อยคุณภาพแบบนี้เพื่อหวังสิ่งใดตอบแทนหรือไม่ ถ้าเป็นทีมงานแนะนำจริง ต้องไล่ออก เพราะทำให้เสียชื่อเสียงไปถึง NGO ต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม iLaw ซึ่งนายยิ่งชีพก็ออกมายอมรับเองแล้วว่ารับเงินต่างชาติจริง" นายสมพานระบุ

ดีเอสไอขึงขังไม่หยุด 8 ราย

 รายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายยิ่งชีพ ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. มาเปิดเผยต่อสาธารณะ  โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น

ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย (ประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 ราย) แต่อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน

จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวนการเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม ทั้งนี้ ด้วยความที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนเข้ากับของสำนวน กกต.ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่ราย และเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. พร้อมความเห็นควรดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

ขณะที่ แหล่งข่าวภายในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า จากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใดจากทั้ง 229 รายดังกล่าว

 อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีกเดือน ราวๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน จึงสามารถขยายเวลาได้ตามความจำเป็น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โจรใต้ป่วนถี่ เลื่อนคุยก.ย. ไม่มีกำหนด

“หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ” ลั่นเลื่อนเจรจากลุ่มผู้เห็นต่างจาก ก.ย.ไม่มีกำหนด  จนกว่าจะได้รับคำตอบว่าก่อเหตุรุนแรงในนราธิวาสทำไม เผยได้ข่าวมาเลเซียเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก กอ.รมน.ภาค 4 สน.ชี้ผลตรวจนิติวิทยาศาสตร์ เชื่อมโยงปืน 14 กระบอก พัวพัน 37 คดี พบหลักฐานโยงเหตุคาร์บอมบ์หน้า สภ.ตันหยง กับบึ้มรถชาวมาเลย์