“อนุทิน” เมินเสียงวิจารณ์คำวินิจฉัย กกต.ปมฮั้ว สว. ลั่นรัฐบาลไม่เกี่ยว ชี้หลักประชาธิปไตยต้องเคารพเสียงข้างมาก มั่นใจสัมพันธ์ "พท.” บอกคุยกันทุกสัปดาห์ พร้อมรับมือซักฟอก เชื่อไม่เคยมีเจตนารมณ์ไม่สุจริตในการทำงาน “สภาสูง” เดือด! “สว.วุฒิพงศ์” ปูดสายน้ำเงินเดินเกมเติมเสียงดึง สว.อิสระเข้าก๊วนแทนกลุ่มฮั้ว “สว.พิสิษฐ์" ชี้ยึดข้อ กม. อย่าใช้กฎคิดเองเออเอง “กกต.” เล็งแจ้งข่าวสอบ 3 สำนวนคดีฮั้ว สว.ส้ม-ไอลอว์ แย้มอยู่ที่คณะอนุฯ ไต่สวนชุดที่ 26 ยังไม่ส่งชุดใหญ่ “พริษฐ์-ทวี” ตามบี้โกง สว.ต่อ “ศาลฎีกา” ฟัน "ผู้สมัคร สว.สตึก” ตัดสิทธิ์ 10 ปี "โรม” ลุยซักฟอก ม.151 ยันยื่นทันสมัยประชุมนี้แน่ ลังเลดึง "กธ.” ร่วม ขอคุยนอกรอบก่อน
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 18 ก.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเสียงวิจารณ์คดีฮั้ว สว.ยังมีต่อเนื่องว่า ยืนยันเหมือนเดิม รัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการตัดสินใจ หรือมติหรือการส่งดำเนินคดีใดๆ ก็ตาม ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ฉะนั้นไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นอะไรได้
ถามว่า มองอย่างไรกับปฏิกิริยาผลวินิจฉัยคดีฮั้ว สว.ของ กกต.ที่เสียงข้างมากโดนวิพากษ์วิจารณ์ และเสียงข้างน้อยก็ออกมาเปิดเผยข้อมูล นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้มองอะไรเลย มันไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ตนรับผิดชอบอยู่ คิดว่าทุกอย่างมีหลักของมันอยู่
“หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไร การวินิจฉัยในคดีความขององค์กรอิสระผมก็เห็นมีทั้งคะแนนเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนที่ก้ำกึ่ง หรือแม้แต่ประธานต้องลงความเห็นสองครั้ง แต่ที่สำคัญทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ เขามีเขียนไว้หรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มีก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ กกต.หรือใคร แต่ต้องทุกหน่วยงาน ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เช่นกัน ประเด็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกันก็ต้องไปจบที่การลงมติ มติเสียงข้างมากเป็นอย่างไรทุกคนต้องปฏิบัติตาม คนที่อยู่เสียงข้างน้อยจะบอกให้บันทึกว่าได้ลงมติอย่างไร เพราะอะไร ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ผมเคยเป็นมติเสียงข้างน้อยครั้งหนึ่งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พอเป็นเสียงข้างน้อยก็ขอให้บันทึกความเห็นของ ครม. พรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องทำตามเสียงส่วนใหญ่ ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องทำตาม” นายอนุทินกล่าว
ถามกรณีคนที่เคยให้ปากคำ กกต.แล้วมากลับคำให้การ จนทำให้คนมองพรรค ภท.ในทางลบ จะเอาผิดอะไรกับคนให้การหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มันไม่ได้มีผลลบกับพรรค ภท. แต่มีคนพยายามลากพรรค ภท.เข้าไปเกี่ยวข้อง พรรค ภท.ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการฮั้ว สว.
“ผมยังยืนยันเหมือนเดิม ให้ยึดถือประกาศคำสั่งและข้อห้ามหัวหน้าพรรคคือผม ที่ออกมาเป็นข้อปฏิบัติและข้อห้ามไม่ให้ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรค ภท.ไปยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. และผมไม่ข้องใจกับคนที่ไปให้ข้อมูล เพราะผมได้ทำหน้าที่ของผมไปแล้ว คนที่ไม่ทำตามก็ต้องไปรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้ทำนั้น เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจ เพราะมีข้อห้ามแล้ว ถ้าใครยังไปทำก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา ไม่ได้ทำในนามพรรคว่าอย่างนั้นเถอะ” นายอนุทินกล่าว
ซักว่าจะทำอย่างไรให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรค ภท. นายอนุทินกล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ คนที่ไม่ติดใจก็เห็นหน้าอยู่ เมื่อถามว่ามองว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองล้วนๆ ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มก่อนมาถึงตรงนี้เมื่อ 2 ปีก่อนเป็นการเมือง
ถามถึงรัฐบาลทำงานมา 6 เดือนแล้วจะพูดคุยกับรัฐมนตรีถึงการทำงานของแต่ละกระทรวงเพื่อประเมินการทำงานหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คุยอยู่ตลอดทุกสัปดาห์ และได้แจ้งไปยังทุกท่านขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ งานจะต้องจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์
นายกฯ กล่าวถึงการนัดทานข้าวร่วมกับรัฐมนตรีครั้งใหม่ว่า กำลังจะนัดอยู่ เหตุที่ต้องเลื่อนการทานข้าวในวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากตนมีภารกิจด่วนเข้ามาต้องเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 7 ก.ย. และวันที่ 17 ก.ย. ได้คุยกับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะแกนนำพรรค พท. ว่าจะนัดทานข้าวกัน
ซักถึงการเตรียมพร้อมก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องพร้อมตอบในทุกเรื่อง ถ้าทำแล้วไม่ได้ออกมาจากเจตนารมณ์ที่ไม่สุจริต ทุกการกระทำของรัฐบาล ทุกการตัดสินใจ ทุกการดำเนินงานตั้งแต่ตนมาเป็นรัฐบาล ก็ทำอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศและประชาชน และเจตนารมณ์ที่สุจริต ไม่มีตรงไหนที่สามารถบ่งชี้ว่าไปเอื้อประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่ง ตนก็มีความพร้อมในการชี้แจง หากถูกกล่าวหา มีการอภิปรายหรือมีการตั้งคำถามก็ต้องตอบ
พอถามว่าหากถูกอภิปรายในรอบนี้มั่นใจว่าจะรอดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า จะไม่มั่นใจก็ต่อเมื่อตนตั้งใจทำอะไรผิดแล้วนึกว่าคนจะจับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นจะกังวล แต่ตนไม่กังวล เพราะไม่มีวันทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เป็นประโยชน์กับประเทศและประชาชน ซึ่งมั่นใจรัฐบาลชุดนี้ได้ทำคุณประโยชน์ผ่านทางข้าราชการประจำให้ไปดำเนินการต่างๆ ได้
น้ำเงินเติมเสียงดึง สว.อิสระ
ที่รัฐสภา น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. กล่าวถึงการทำงานของวุฒิสภา หลัง กกต.ส่งคำร้องคดีฮั้ว สว.ไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 26 คนว่า เมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้ไต่สวน ก็จะมีคำสั่งให้ สว. 26 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่การเป็น สว. ซึ่งทำให้ สว.เสียงหายไป 26 คน แต่ก็แทบไม่มีผล เพราะประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ยังเป็นคนของฝ่ายเขาอยู่ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของคนที่จะมาเป็นประธาน กมธ.ของวุฒิสภา 4-5 คน เพื่อมาแทนที่ สว.ที่ถูก กกต.ยื่นคำร้อง แต่ฝ่ายสีน้ำเงินยังคุมเสียงข้างมากอยู่ ทำให้มองสภาพแล้วในวุฒิสภาก็คงไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม
น.ต.วุฒิพงศ์กล่าวว่า ถึงแม้ฝ่ายสีน้ำเงินจะยังคุมสภาพในวุฒิสภาได้ แต่ว่าก็ต้องไปหาพวก สว.อิสระ ให้มาอยู่กับพวกเขาเพิ่มเติมเสียงเข้าไป ซึ่งก็มีหลายต่อหลายคนที่จากเดิมเป็น สว.อิสระตอนนี้ก็ไม่อิสระแล้ว ก็ต้องคอยมอนิเตอร์ดูกันไป
ถามย้ำว่า ตอนนี้มีความพยายามดึง-ดูดพวก สว.ให้เข้ามาอยู่กลุ่ม สว.สีน้ำเงินหรือ น.ต.วุฒิพงศ์ตอบว่า ครับ ก็มีหลายคนแล้ว ซึ่งจริงๆ มันมีมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ดูจากคะแนนโหวตตอนออกเสียงต่างๆ ของวุฒิสภาก็น่าจะพอรู้ได้แล้ว
“ถนนทุกสายก็มุ่งหน้าไปอยู่แถวเขากระโดงเหมือนเดิม ก็ไปวิ่งเต้นที่เดิม หรือไม่ก็ไปใกล้ๆ ก็แถวซอยรางน้ำ ประมาณนั้น ก็คงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เรื่องนี้รากเหง้ามันอยู่ที่ตัวเราเอง ผมเคยอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภาหลายหนว่าบุญคุณไม่ต้องมี แต่บุญคุณของประเทศชาติและประชาชนที่เขาเสียภาษีมาจ้างเรา สิ่งนี้สำคัญสุด เราต้องชดใช้บุญคุณของประชาชน ไม่ใช่บุญคุณของเจ้านายที่ไหนก็แล้วแต่ไม่เกี่ยวแล้ว แต่ว่าตอนนี้หากหลับตาจะมองเห็นอนาคตเลยว่ามันยังมืดไปหมด” น.ต.วุฒิพงศ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวว่า เมื่อ กกต.มีมติส่งฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกงฮั้วเลือก สว. วันนี้เราต้องยึดมั่นในกฎหมาย ต้องเอากฎหมายเป็นหลัก อย่าเอากฎหมู่หรือกฎเกณฑ์ที่เราคิดเองเออเอง ตนอยากให้ประชาชนหรือทุกคนที่รับฟังว่าอันดับแรกต้องเคารพกฎหมายก่อนว่า วันนี้ กกต.มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ว่ามี สว.จำนวน 26 คน ที่จะต้องถูกส่งศาลฎีกา ซึ่งที่ผ่านมาเราเองก็ให้ความร่วมมือมาตลอด จึงหวังว่าประชาชนจะยึดมั่นในกฎหมาย เคารพในกติกาตามรัฐธรรมนูญ
ถามว่า ทางไปไอลอว์และพรรคประชาชน (ปชน.) มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาเรื่อยๆ แม้ทาง กกต.จะไม่บอกว่าเป็นพยานคนไหน ตรงนี้มีความกังวลหรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ทางไอลอว์ก็เปิดเผยข้อมูลมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนเองก็เปิดเผยมาร่วม 2 เดือนแล้ว ซึ่งเราก็ไม่ได้กังวล เพราะสิ่งที่ตนเคยกล่าวเอาไว้แล้วว่า ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมานั้นเอามาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ความสำคัญอยู่ตรงนั้น ถ้าเอาออกมาโดยไม่ชอบกฎหมายก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย
ถามว่า มีรายงานจากทาง กกต.ล่าสุดยังมีอีก 3 สำนวนที่เกี่ยวข้องกับ สว.สีส้ม ที่เขาอาจยังไม่มาในชั้น กกต. ทำให้พิจารณาเรื่องเส้นเงินไม่ได้ อยากเรียกร้องอะไรเกี่ยวกับตรงนี้หรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ในเมื่อฝั่งที่ถูกดำเนินคดีต่างๆ เราได้ให้ความร่วมมือเต็มที่ ดังนั้นเราก็อยากให้ กกต.ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้รวดเร็วเช่นกัน จากสำนวนต่างๆ ที่ กกต. ซึ่งตนทราบมาว่าก็มีอีก 3 สำนวน ไม่ว่าจะเป็นชุดของไอลอว์และของกลุ่มคณะก้าวหน้า ที่มีการจัดรวมตัวระดับจังหวัดที่ห้องประชุมจูปิเตอร์ รวมถึงอีกหลายคณะที่มีการจัดประชุมในที่ต่างๆ ดังนั้นอยากให้ กกต.ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและมีความรวดเร็วเช่นเดียวกัน
ฮั้ว สว.ส้มยังไม่ถึงมือ กกต.
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีรายงานความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่มีข่าวได้ส่งสำนวนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 3 สำนวน เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ และที่ประชุมมีมติให้สอบสวนเพิ่มเติมแล้วนั้น ล่าสุดทั้ง 3 สำนวน ยังอยู่คณะอนุฯ ไต่สวนชุดที่ 26 ยังไม่ได้เสนอถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ชุดปัจจุบันแต่อย่างใด กกต.จึงยังไม่มีการสั่งการอะไรเพิ่มเติมตามที่มีการเผยแพร่
“สำนวนที่ถูกกล่าวถึงซึ่งได้มีการร้องเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่ช่วงที่นายอิทธิพร บุญประคอง ดำรงตำแหน่งประธาน กกต. ซึ่ง กกต.ชุดขณะนั้นได้สั่งให้ชุดที่ 26 ดำเนินการ โดยปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกระบวนการของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางสำนักงาน กกต.เตรียมที่จะทำเพรสชี้แจงข้อในเรื่องของสำนวนคดีที่มีอยู่ แต่เนื่องจากรายละเอียดมีจำนวนมาก” แหล่งข่าวระบุ
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กย้ำว่า ท่ามกลางหลักฐานจำนวนมาก กกต.เสียงข้างมากกลับมีมติส่งฟ้องต่อศาลเพียง 77 คน น้อยกว่าความเห็นของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเสนอ 229 คน และความเห็นของเลขาธิการ กกต.ที่เสนอ 140-200 คน ในจำนวน 77 คนดังกล่าว มี สว.เพียง 26 คน และบุคคลที่เป็นแกนนำพรรค ภท. ทั้งรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรค เพียง 1 คน
“มติดังกล่าวขัดกับหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐาน จนเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. และเปรียบว่าเป็นการทำเป็นมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว” นายพริษฐ์กล่าว
สส.พรรค ปชน.รายนี้ได้อธิบายช้าง 3 ตัว เนื้อหาโดยสรุประบุว่า ช้างตัวที่ 1 คือความเป็นขบวนการของการทุจริตเลือก สว. ไม่ว่าจะเป็นโพยที่มีหมายเลขผู้สมัครมากกว่า 130 คน หรือการรวมตัวของ สว.หลายสิบคนเพื่อปฐมนิเทศที่โรงแรมพูลแมน หลังได้รับเลือก, ช้างตัวที่ 2 คือเป็นความเชื่อมโยงกับพรรค ภท. โดยในกลุ่ม 77 คน มีบุคคลหลายรายที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคในหลายสถานะ คำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา พยานรหัส 16/26 รวมถึงข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ของบุคคลมีความเกี่ยวข้องกับทีมงานของผู้บริหารพรรค, ช้างตัวที่ 3 คือมาตรฐานของ กกต.เองในอดีตกรณีที่ กกต.เคยสั่งฟ้องคดี ซึ่งมีหลักฐานเป็นแชตไลน์ระหว่างผู้สมัคร 2 คนที่จับคู่แลกคะแนนกัน มาเปรียบเทียบกับกรณีปัจจุบัน ซึ่งมีผู้สมัครมากกว่า 130 คนปรากฏอยู่ในโพย แต่ กกต.ไม่ได้มีมติส่งฟ้องทั้งหมด
“กกต.ควรดำเนินการ 4 เรื่อง ได้แก่ เปิดเผยมติในทุกข้อกล่าวหา พร้อมรายละเอียดการลงคะแนนและความเห็นของ กกต.แต่ละคน, ส่งสำนวนทั้งหมดทั้งของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต.และคณะอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ให้ศาลฎีกา, เดินหน้าสืบสวนหลักฐานอื่นที่ปรากฏต่อสาธารณะ แต่ยังอยู่นอกสำนวน และหากการไต่สวนของศาลพบหลักฐานใหม่ที่เชื่อมโยงถึงบุคคลอื่น ก็ควรรื้อฟื้นการสืบสวนเพื่อพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติม” สส.พรรค ปชน.รายนี้ระบุ
เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊กตอนหนึ่งระบุว่า มติ กกต. ต้องไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ มติจบแต่เรื่องยังไม่จบ กันผู้มีส่วนร่วมกระทำความผิดไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่กันออกจากอำนาจศาลฎีกาไม่ได้
“กรณีที่ กกต.มีมติกัน สว. 2 คน ได้แก่ พยานรหัส 21/26 และพยานรหัส 22/26 ไว้เป็นพยาน ถ้อยคำของพยานทั้งสองเชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด และอธิบายที่มาของคะแนนโดยตรง เมื่อประกอบกับผลคะแนนและรูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกัน จึงมิใช่ข้อสงสัยลอยๆ.. เมื่อ กกต.มีมติกันสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคนไว้เป็นพยาน ประกอบกับถ้อยคำรับข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด (อันมีลักษณะเป็นการรับสารภาพถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อเท็จจริงสำคัญ) และผลคะแนนซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการลงคะแนน พยานหลักฐานโดยรวมย่อมมีน้ำหนักอย่างน้อยถึงระดับมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต.จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคนด้วย” พ.ต.อ.ทวีกล่าว
ซักฟอก ม.151 ทันสมัยประชุม
ที่ศาลฎีกา มีการเผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 6/2569 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 70/2569 ระหว่าง กกต. (ผู้ร้อง) และนางนิ่มนวล พฤกษ์ปัญญากุล ผู้สมัครรับเลือกเป็น สว.กลุ่มที่ 13 อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ (ผู้คัดค้าน) เรื่องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง) กรณีระบุในใบสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.2) ข้อ 11 วุฒิการศึกษาสูงสุดว่า ปริญญาตรี สาขาเอกวิทยาศาสตร์ สถานศึกษาวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ และในข้อมูลแนะนําตัวของผู้สมัคร (สว.3) ในส่วนประวัติการศึกษาว่า ปริญญาตรี วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ และประวัติการทํางานหรือประสบการณ์ในการทํางานในกลุ่มที่สมัครว่า เคยรับราชการ
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสํานวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่าผู้คัดค้านไม่ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเอกวิทยาศาสตร์ และไม่เคยรับราชการ เพียงแต่เคยประกอบอาชีพเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนสตึก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างปี 2523 ถึงปี 2524 การที่ระบุในใบสมัครจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัตรรับเลือกตั้งของนางนิ่มนวล พฤกษ์ปัญญากุล ผู้คัดค้าน เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
วันเดียวกัน นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า เดี๋ยวรอว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาฯ เมื่อไหร่ เมื่อยื่นแล้วคงจะมีเวลาให้ฝ่ายรัฐบาลได้ดูญัตติว่ามีเรื่องอะไรบ้าง คงจะใช้เวลาหลังจากที่มีการยื่นตรวจญัตติประมาณ 1 สัปดาห์ และให้เวลารัฐบาลเพื่อเตรียมตัวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าฝ่ายค้านจะยึดญัตติเมื่อไหร่ แต่อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนพร้อมชี้แจงในทุกประเด็น ทุกข้อกล่าวหา
ส่วนนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ขณะนี้ยังอยู่ช่วงการรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีรายละเอียดและหลายเรื่องมาก แต่ก็จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงให้นิ่ง อยู่ระหว่างการสรุปว่า จะเป็นการอภิปรายรัฐมนตรีรายบุคคลหรือจะเป็นทั้งคณะ ก่อนการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อกำหนดแนวทางการอภิปราย และจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใดบ้าง
ถามว่า การพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเป็นการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมพร้อมกันเลยหรือไม่ นายรังสิมันต์ยอมรับว่า พรรคกล้าธรรม (กธ.) อาจต้องพูดคุยกันว่าจะมีจุดยืนอย่างไร เพราะในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 ในวาระ 3 พรรค กธ.ก็มีแนวทางพิเศษแตกต่างกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น
ซักว่าฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 นายรังสิมันต์กล่าวว่า ฝ่ายค้านจะใช้กลไกการอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แน่ๆ แต่สำหรับการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 จะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง และย้ำว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะเกิดขึ้นทันสมัยประชุมสภา 2569 นี้แน่นอน
ถามว่า โอกาสที่ฝ่ายค้านจะใช้กลไกทั้งการลงมติ และการอภิปรายทั่วไป พร้อมกันทั้ง 2 กลไกในสมัยประชุม 2569 นี้นั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ฝ่ายค้านไม่อยากคิดทุกเรื่องพร้อมกัน แต่จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ และรอฟังการชี้แจงของคณะรัฐมนตรี ซึ่งฝ่ายค้านจะไม่จบเฉพาะการอภิปรายแน่นอน แต่จะมีการโรยเกลือดำเนินการต่อ และมั่นใจในเนื้อหาการอภิปราย พร้อมหวังว่าสภาจะสนับสนุนบทบาทฝ่ายค้าน
ร้องสอบทรัพย์สิน 'ปธ.กกต.’
ส่วนนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กกต.เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2568 ว่ามีการยื่นบัญชีโดยถูกต้องตามความใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 หรือไม่
นายเรืองไกรกล่าวว่า นายณรงค์แจ้งข้อความลงในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ว่ามีรายได้ประจำ 3 รายการ คือ เงินเดือน 966,480 บาท เงินประจำตำแหน่ง 510,000 บาท เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000 บาท รวมรายได้ประจำ 1,986,480 บาท และแจ้งว่ามีเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาท กรณีจึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า ผลต่างระหว่างรายได้ประจำ 1,986,480 บาท กับเงินได้พึงประเมิน 1,592,040 บาทนั้น จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการนำรายได้เงินค่ารับรองเหมาจ่าย 510,000 บาท ไปรวมเสียภาษีให้กรมสรรพากรครบถ้วน หรือไม่ หากเสียไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา 87 หรือไม่
นอกจากนี้แจ้ง ป.ป.ช.ว่า เคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ตั้งแต่ปี 2566-2568 แต่ไม่พบการแจ้งรายได้เงินบำนาญที่อาจมีจากตำแหน่งดังกล่าว กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ มีเงินบำนาญจากตำแหน่งผู้พิพากษา หรือไม่ มีการแจ้งรายได้ครบถ้วน หรือไม่ หากไม่ครบ จะเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 114 หรือไม่ (ทั้งนี้ เทียบเคียงกับบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ ที่ยื่นบัญชีต่อวุฒิสภา กรณีเข้ารับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567 ซึ่งแจ้งว่า เคยดำรงตำแหน่งประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตั้งแต่ปี ต.ค.66-12 พ.ย.66 ที่แจ้งรายได้เงินบำนาญไว้ 683,877.60 บาท) รวมทั้งแจ้ง ป.ป.ช.ว่า ตนเองมีที่ดิน 6 แปลง จำนวนเงินรวม 3,250,000 บาท คู่สมรสมีที่ดิน 9 แปลง จำนวนเงินรวม 47,228,500 บาท แต่ไม่พบการแจ้งรายจ่ายค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จึงมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างครบถ้วนหรือไม่
“ยังแจ้ง ป.ป.ช.ว่า มีปืนสั้น 1 กระบอก ได้มาปี 2559 มูลค่า 37,500 บาท คู่สมรสมีปืน 1 กระบอก ได้มาปี 2564 มูลค่า 28,680 บาท แต่ไม่แจ้งทะเบียนอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน (ใบ ป.3 หรือ ป.4) ตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 กรณีจึงมีเหตุอันควรสงสัยการครอบครองอาวุธปืนของตนเองและคู่สมรส โดยให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนหรือไม่” นายเรืองไกรระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุทินเดินสาย ‘สหรัฐ-อังกฤษ’ พ่วงด้วย‘ญี่ปุ่น’
โฆษกรัฐบาลตีปี๊บภารกิจ “อนุทิน” เยือน 3 ประเทศ “สหรัฐ-ญี่ปุ่น-อังกฤษ”
โวบี้สแกมเมอร์ระหํ่า! กรณ์แฉชื่อพันทุนเทา
“อนุทิน” กร้าว ปราบสแกมเมอร์บ้าระห่ำ “สีหศักดิ์” ชี้ปม กมธ.สหรัฐฯ ตรวจสอบ “วรภัค” เป็นเรื่องตัวบุคคล รบ.กวาดล้างทุนเทา อายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้าน
ไทยพลัส2ฉลุย/ลดค่าFt
“อนุทิน” ยันไฟเขียว “ไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2” แล้ว รอให้ “เอกนิติ” สรุปวงเงิน “เอกภพ” ปูดได้คนละ 1 พันใช้จ่าย 2 เดือน “กพช.” หั่นค่าเอฟทีงวด ก.ย.-ธ.ค.
ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวารพระองค์ภา
“ในหลวง-พระราชินี” ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” คณะทูตานุทูต 45 ประเทศ ร่วมในพระราชพิธี
ผบ.ทร.แจงยิบ ปมเลือก‘กิมจิ’ ต่อ‘เรือฟริเกต’
“ทร.” แถลงเหตุผลเลือก “ฮันวา โอเชียน” ต่อเรือฟริเกต แจงปม 5 บริษัทคู่แข่งไม่ผ่าน จนเหลือเพียงเจ้าเดียว "ผบ.ทร." ยันไม่มีการล็อกสเปก ลั่น! อยู่กับเรือมาทั้งชีวิต ย่อมรู้ซึ้งว่าในยามเผชิญวิกฤตทางทะเล จุดใดคือหัวใจสำคัญของความอยู่รอด
กกต.เตรียมแจง 3 สำนวน 'สว.ส้ม-ไอลอว์' ยันยังไม่ถึงมือชุดใหญ่
คนใกล้ชิด กกต. เผยกระแสข่าว 3 สำนวนเกี่ยวกับการเลือก สว. ที่พาด

