TIGERS-X นวัตกรรมอวกาศฝีมือคนไทย ก้าวสำคัญของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

ขอบคุณรูปภาพจาก : ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
นวัตกรรมทางอวกาศ ไม่ได้ไกลตัวคนไทยอีกต่อไป เมื่อราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการวิทยาศาสตร์ไทย อย่างโครงการ TIGERS-X ผลงานนวัตกรรมทางอวกาศฝีมือวิศวกรและนักวิจัยไทยทั้งหมด ที่ได้รับการนำส่งขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และควบคุมการทดลองจากผืนแผ่นดินไทยได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีอวกาศ แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีอวกาศระดับโลก
เทคโนโลยีอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด นวัตกรรมทางอวกาศคืออะไร?

นวัตกรรมอวกาศหรือเทคโนโลยีอวกาศ คือ องค์ความรู้และสิ่งประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการสำรวจและทดลองนอกโลก ซึ่งหลายอย่างถูกนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว เช่น เลนส์กล้องมือถือความละเอียดสูงที่พัฒนาต่อยอดจากกล้องถ่ายภาพดาวเทียม หรือเมมโมรี่โฟมในที่นอนและหมอนที่เดิมทีองค์การนาซาคิดค้นขึ้นเพื่อรองรับแรงกระแทกของนักบินอวกาศ
ที่ผ่านมาประเทศไทยมักอยู่ในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นหลัก แต่วันนี้ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป เมื่อนักวิจัยไทยเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางอวกาศ ด้วยตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ TIGERS-X ที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไป
TIGERS-X โครงการวิจัยอวกาศฝีมือคนไทยจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
TIGERS-X ย่อมาจาก Thailand Innovative G-force Varied Emulsification Research for Space Exploration เป็นโครงการวิจัยที่มุ่งศึกษานวัตกรรมทางอวกาศอย่างอิมัลชันหรือปรากฏการณ์การผสมกันของของเหลวที่ปกติเข้ากันไม่ได้ เช่น น้ำกับน้ำมัน ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนักบนสถานีอวกาศนานาชาติ โดยมีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นแกนหลัก ร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ GISTDA
แล้วเหตุใดจึงต้องทดลองบนอวกาศแทนที่จะทำในห้องปฏิบัติการบนโลก? นั่นเป็นเพราะแรงโน้มถ่วง ซึ่งบนโลกมักรบกวนการสังเกตพฤติกรรมของโมเลกุลของเหลวในระดับไมโครกราวิตีสถานีอวกาศนานาชาติซึ่งประกอบด้วยโมดูลจากหลายชาติ เช่น โมดูล สถานีอวกาศโคลัมบัสขององค์การอวกาศยุโรป และมีระบบช่วยพยุงชีพที่ทันสมัยรองรับการดำรงชีวิตของนักบินอวกาศ จึงเป็นห้องปฏิบัติการอวกาศระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ไทยได้ศึกษาสิ่งที่ทำไม่ได้บนโลก
องค์ความรู้ที่ได้สามารถต่อยอดสู่การแพทย์อวกาศและการพัฒนาสารอาหารทางหลอดเลือดสำหรับผู้ป่วย โดยพัฒนาจากประสบการณ์ของทีมไทยที่เคยเข้าร่วม Deep Space Food Challenge ของ NASA เทคโนโลยีสำคัญคือ Lab-on-a-Chip ซึ่งย่อห้องปฏิบัติการทดลองลงบนชิปขนาดเล็ก ก่อนบรรจุใน Payload ขนาดกะทัดรัดและส่งขึ้นสู่วงโคจรด้วยยาน Dragon ของ SpaceX แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงให้ใช้งานได้จริงในพื้นที่จำกัดของสถานีอวกาศ
ก้าวสำคัญของวิศวกรรมไทย ควบคุมการทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติจากผืนแผ่นดินไทยเป็นครั้งแรก

ขอบคุณรูปภาพจาก : ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของโครงการนี้คือฝีมือวิศวกรไทยที่ออกแบบและประกอบนวัตกรรมทางอวกาศอย่างชุดการทดลองขึ้นเองทั้งหมด ด้วยขนาดกะทัดรัดเพียง 20x20x10 เซนติเมตร น้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม แต่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลของทั้ง NASA และองค์การอวกาศยุโรป (ESA)
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น การทดลองทั้งหมดถูกควบคุมและสั่งการจาก Mission Control Room ที่ตั้งอยู่ ณ คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยสามารถควบคุมการทดลองในอวกาศ บนสถานีอวกาศนานาชาติได้ด้วยตนเองจากผืนแผ่นดินไทย โดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์ควบคุมจากต่างประเทศ ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลกับสถานีอวกาศแบบใกล้เคียงเวลาจริงได้อย่างมีเสถียรภาพ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ศักยภาพด้าน วิศวกรรมอวกาศและนวัตกรรมเทคโนโลยีอวกาศของไทยในระดับสากล
จากห้องทดลองอวกาศ สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศไทย
ความสำเร็จของ TIGERS-X ไม่ได้จบเพียงแค่การทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ แต่ยังวางเป้าหมายการต่อยอดนวัตกรรมทางอวกาศไว้ 3 ระยะ
- ระยะสั้น: ทำความเข้าใจกลไกของอิมัลซิไฟเออร์ในสภาวะไร้น้ำหนักอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำข้อมูลไปสนับสนุนการพัฒนาอาหาร ยา และโภชนาการทางหลอดเลือด รวมถึงต่อยอดชุดทดลองให้เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับนักวิจัยไทย
- ระยะกลาง: นำองค์ความรู้ไปพัฒนาเป็นระบบอาหารและเวชภัณฑ์สำหรับภารกิจสำรวจดาวอังคารและดวงจันทร์ในอนาคต
- ระยะยาว: ต่อยอดสู่วงการการแพทย์อวกาศอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสารอาหารทางหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการศึกษาเซลล์มะเร็งเพื่อการรักษาที่แม่นยำยิ่งขึ้น
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเทคโนโลยีคือการเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจาก “ผู้ซื้อ” เทคโนโลยีอวกาศให้กลายเป็น “ผู้ผลิต” นวัตกรรมขั้นสูงในระดับสากลด้วยตัวเอง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้อุตสาหกรรมอวกาศไทยและเศรษฐกิจอวกาศเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับแนวโน้ม New Space Ecosystem ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมอวกาศมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังจัดทำแพลตฟอร์มติดตามผลการทดลองแบบเปิด (Open Science Dashboard) ให้ผู้สนใจและนักวิทยาศาสตร์ทั่วไปสามารถติดตามความคืบหน้าของภารกิจได้แบบใกล้เคียงเวลาจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยหันมาสนใจงานวิจัยด้านอวกาศมากขึ้น
TIGERS-X นวัตกรรมทางอวกาศจากไทย บทพิสูจน์ศักยภาพวิศวกรรมและการแพทย์อวกาศไทยสู่เวทีระดับโลก
TIGERS-X จึงเป็นมากกว่าชุดทดลองขนาดเล็กบนวงโคจร แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าประเทศไทยสามารถพัฒนางานวิจัยและระบบวิศวกรรมที่ผ่านมาตรฐานระดับโลกได้ด้วยความร่วมมือของบุคลากรหลายสาขา นวัตกรรมทางอวกาศครั้งนี้ยังเชื่อมโยงเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์เข้ากับประโยชน์ด้านสุขภาพ อุตสาหกรรม และการพัฒนาคนอย่างชัดเจน พร้อมวางรากฐานให้ผลงานของไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฟุ้งเยือน‘ภูฏาน’ ตอกยํ้าสัมพันธ์ ชูการค้า-ลงทุน
นายกฯ โพสต์รูปรุ้งกินน้ำที่ภูฏาน ก่อนเข้าร่วมพิธีเปิดโครงการสถูป 108 องค์
มหกรรมพืชสวนโลก69 ชีวิต-เศรษฐกิจ-อนาคต
“ยศชนัน” นั่งรถไฟเปิดงาน "มหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569"
ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่29สร้างโอกาสหลังพ้นโทษ
พระราชินีทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 ในโอกาสครบ 20 ปี
โวครม.สัญจรอุดรฯ โพลเผยดัชนีรบ.ดิ่ง
นายกฯ นำ ครม.ลงพื้นที่อุดรธานี-หนองคาย 2-3 พ.ย.นี้ โวเดินหน้าแก้ปัญหายาเสพติด-พัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค
ตอกฝาโลง‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษฯ/พท.ปัดแลกโหวต
"ทักษิณ" ส่อแห้ว "คกก.สันติสุข" แจ้งนายกฯนอกรอบ ชี้ไม่เข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรม
‘หนู’โต้ฝ่ายค้าน บูลลี-โมหจริต
“นายกฯ อนุทิน” ชูโซลาร์ประชาชนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ลดพึ่งนำเข้า เดินหน้าลดภาษี E20-B20 หนุนเกษตรกร ย้ำลดภาษี

