รับมือระลอกใหม่! เตือนฝนเปลี่ยนฤดู4-8ตค. มวลน้ำเหนือจ่อถึงอยุธยา

“นายกฯ” ถก "บกปภ.ช.” ชี้สถานการณ์น้ำดีขึ้น แต่ต้องเตรียมพร้อมสูงสุดตลอดเวลา เร่งกำจัดขยะหลังน้ำลด ยันไม่มีพื้นที่ไหน จนท.รัฐเข้าไม่ถึง “รมช.มท.” เผยแฟลตคลองจั่นลดเหลือไม่เกิน 30-40 ซม. “ร่มเกล้า” น้ำลดไป  20 ซม. “รมว.กห.” สั่งเหล่าทัพแบ่งพื้นที่ไม่ซ้ำซ้อน  “รัฐบาล” เตือนรับมือฝนเปลี่ยนฤดูตกเพิ่มขึ้นช่วง  4-8 ต.ค. กำชับ “กทม.” เฝ้าระวัง 7-8 ต.ค. ระบุเขื่อนเจ้าพระยาเร่งปล่อยน้ำ 2,300 ลบ.ม./วินาที  แบบขั้นบันได “สทนช.” แจ้งมวลน้ำเหนือถึง จ.อยุธยา 3 ต.ค.นี้ “ชัชชาติ” แจงดรามาล้มโครงการพระราชดำริ ยันไม่ทำแก้มลิงบึงคู้บอนต้องใช้งบลงทุนสูง 1.1 หมื่น ล. ย้ำแก้มลิงมีประโยชน์แต่ต้องเหมาะกับพื้นที่ ลั่นไม่ท้อมีข่าวโดนปลดพ้นเก้าอี้  “อรรถวิชช์" ข้องใจพื้นที่คู้บอนกลายสภาพเป็นโครงการบ้านจัดสรร ถามเกรงใจที่ปรึกษาที่เป็น กก.บริษัทเอกชนหรือไม่

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)  วันที่ 1 ต.ค.2569 เวลา 08.10 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ซึ่งถือเป็นวันที่สอง เพื่อติดตามสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ร่วมกับ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์  รมช.มหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วม

นายอนุทินกล่าวช่วงต้นการประชุมว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับภาระหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ ซึ่งคงไม่มีเวลาทดลองงาน เข้ามาก็โดนโจทย์ใหญ่เลย เป็นเรื่องปกติอยู่ที่นี่ก็พร้อมที่จะเป็นกำลังสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตอนนี้ในหลายพื้นที่สถานการณ์พัฒนาขึ้นมาในทางที่ดีขึ้น แต่ในหลายพื้นที่ยังคงต้องมีการเฝ้าระวังการกลับมาของมวลน้ำ ถึงแม้ว่าฝนจะขาดช่วงไป แต่ยังมีเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ การปล่อยน้ำ น้ำป่า น้ำหลาก ยังมีโอกาสเกิดขึ้น ฉะนั้นความพร้อมในพื้นที่ของทุกจังหวัดยังคงต้องมีการเตรียมความพร้อมในระดับสูงสุดอยู่ตลอดเวลา

“วันนี้น้ำเริ่มลดแล้ว และมีเรื่องขยะมูลฝอยที่ค้างคาอยู่ ด้านการบริหารจัดการขยะในหลายพื้นที่ต้องเร่งเพิ่มการทำงานให้มีประสิทธิภาพเข้าไป เพื่อป้องกันความไม่สะอาด กลิ่น และปัญหาสุขอนามัย เรื่องของการเตรียมความพร้อมในการรองรับพื้นที่เสี่ยงที่อาจจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติม” นายอนุทินกล่าว

นายกฯ ยืนยันว่า จากที่ได้ลงไปในพื้นที่หลายแห่ง ยืนยันไม่มีพื้นที่ไหนที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปไม่ถึง ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชน องค์กรภาคประชาสังคม จิตอาสาทั้งภาคเอกชน อาสาสมัครทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ทุ่มเทและเสียสละเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ขณะที่ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำที่แฟลตคลองจั่นว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำลดลงไปมากแล้ว ประชาชนสามารถเดินสัญจรได้ และรถกระบะสามารถเข้าไปในพื้นที่ได้แล้ว การทำงานจะมีการปรับรูปแบบจากเดิมที่ใช้เรือในการเข้าไปปฏิบัติงานก็จะเปลี่ยนเป็นการใช้รถเข้าไปแทน ซึ่งจริงที่ แล้วระดับน้ำควรจะลดลงเร็วกว่านี้ แต่หลังจากที่มีการสูบน้ำออกจากพื้นที่แฟลตคลองจั่น ก็ยังมีน้ำจากคลองลำพังพวยไหลเข้ามาเติมในพื้นที่ อย่างไรก็ตามขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว

 “ระดับน้ำในพื้นที่แฟลตที่ราบลงไปเหลือไม่เกินประมาณ 30-40 เซนติเมตร วันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา หัวสูบที่นำไปใช้สูบน้ำส่วนใหญ่เป็นหัวสูบขนาดใหญ่ ประมาณ 15 นิ้ว และ 18 นิ้ว แต่เมื่อระดับน้ำลดลงมาแตะประมาณ 50 เซนติเมตร หัวสูบขนาดใหญ่จะเริ่มสูบน้ำได้ยากขึ้น ดังนั้น กทม.จึงจะเร่งนำเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถสูบน้ำในระดับที่เหลืออยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” รมช.มหาดไทยกล่าว

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า ลาดกระบังว่า น้ำในพื้นที่ลดลง 20 เซนติเมตร โดยทางการได้มีการติดตั้งเรือผลักดันน้ำ ตามแนวคลองประเวศบุรีรมย์ และเร่งระบายน้ำผ่านสมุทรปราการ ทั้งนี้ เมื่อน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลงจนเห็นขอบตลิ่ง จะเร่งกู้ชุมชมเคหะลาดกระบังโดยใช้ระบบสูบภายในและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม

กห.แบ่ง 2 โซนกู้ท่วมร่มเกล้า

ต่อมา พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม หารือวงเล็กหลังประชุม บกปภ.ช. ร่วมกับ พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว เสนาธิการทหาร ผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย และเหล่าทัพ เพื่อนำข้อสั่งการและแนวทางจากการประชุมในระดับรัฐบาลมาจัดระบบการปฏิบัติในส่วนของกระทรวงกลาโหม ให้ทุกเหล่าทัพทำงานสอดประสานกัน และสามารถสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์อุทกภัยได้อย่างรวดเร็วตรงจุด

มีรายงานว่า วงหารือมีความเห็นการแบ่งพื้นที่และภารกิจให้ชัดเจน ระดมสรรพกำลังที่ต้องการ กำหนดผู้รับผิดชอบและผู้ประสานงาน ลดความซ้ำซ้อน และจัดลำดับความเร่งด่วนของการสนับสนุน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังมีระดับน้ำสูง พื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน และจุดที่หน่วยงานในพื้นที่ร้องขอกำลังหรือเครื่องมือเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 1  (ศบภ.ทภ.1) โดยกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ร่วมกับ กรมการทหารช่าง, สำนักเขตลาดกระบัง, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. และมูลนิธิร่วมกตัญญู จัดการบริหารเหตุการณ์พื้นที่ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยชุมชนเคหะร่มเกล้า กว่า 52,000 ชีวิต ซึ่งติดอยู่ในพื้นที่ไม่สามารถเข้า-ออกได้ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซนหลัก คือ โซนทิศเหนือ N (โซนย่อย N1-N9) และโซนทิศใต้ S (โซนย่อย S1-S10) แบ่งความรับผิดชอบให้ 2 หน่วยงาน (กทม.และมูลนิธิร่วมกตัญญู) ร่วมกับหน่วยงานทหาร พล.ม.2 รอ. และกรมการทหารช่าง จัดรถ รยบ.2 1/2 ตัน (FTS) และเรือ อำนวยความสะดวก ให้บริการรับ-ส่งเข้าออกพื้นที่ แจกจ่ายอาหารน้ำดื่ม ช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ

ส่วนนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย (ศูนย์ JICC) ร่วมกับนายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผอ.ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

นายเอกภพกล่าวว่า มีการแจ้งเตือนจะมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 4-8 ต.ค. ซึ่งเป็นฝนเปลี่ยนฤดูไม่ใช่ฝนตกแช่ ขณะเดียวกันจากการพยากรณ์อากาศช่วงวันที่ 6-7 ต.ค. จะมีฝนมากกว่าปกติที่ จ.กาญจนบุรี และจังหวัดฝั่งตะวันตก ส่วน กทม. ฝนเปลี่ยนฤดูจะเข้าวันที่ 7-8 ต.ค. จึงต้องมีการเฝ้าระวังและอัปเดตสถานการณ์เพื่อแจ้งเตือน

นายเอกภพกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำเหนือจากแม่น้ำปิง ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้วในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ลงมาถึง จ.นครสวรรค์ ขณะนี้ระดับน้ำอยู่จุดที่สูงสุด และจะส่งต่อไปที่เขื่อนเจ้าพระยา ก่อนที่จะเข้าแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีการหน่วงน้ำไว้ เพื่อให้น้ำเข้ามาเติมแม่น้ำเจ้าพระยาให้น้อยลง โดยการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาหลังจากมีการอนุมัติของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เมื่อเช้าวันที่ 1 ต.ค. เพิ่มเป็น 2,300  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยการระบายน้ำแบบเป็นขั้นบันได โดยมีกรอบการระบายน้ำไม่เกิน 2,500  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

“เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ระดับน้ำในเขื่อนเกินระดับที่ 100% ไปแล้ว มีการระบายน้ำ ลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง  โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่พื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ราบให้อพยพรวมถึงยกของขึ้นที่สูง” นายเอกภพกล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตก ปัญหาอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ที่จะระบายน้ำลงแม่น้ำแม่กลอง ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณมีระดับน้ำสูงขึ้น จากการเก็บกักน้ำไว้ 2 วันที่ผ่านมา แต่ในส่วนน้ำที่เข้ามาเติมไม่ได้มีกระแสน้ำเพิ่มขึ้น เพราะฝนตกน้อยลง อย่างไรก็ตาม เขื่อนมีโอกาสจะรับน้ำเพิ่มจึงเริ่มปล่อยน้ำออก นอกจากนี้ที่ประชุม กนช.ให้มีการเพิ่มการระบายน้ำอยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งเมื่อดูมวลน้ำเดิมที่ปล่อยก่อนหน้านี้มีความห่างกันพอสมควร จึงจะไม่กระทบประชาชนมากนัก ส่วนฝั่งตะวันออก น้ำจาก จ.ปราจีนบุรีและนครนายก ระดับน้ำทรงตัวและลดลงแล้ว 

น้ำเหนือถึงอยุธยา 3 ม.ค.

 “ข้อสั่งการของนายกฯ จากที่ประชุม บกปภ.ช. ให้จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่มีความเดือดร้อนที่ต้องเข้าถึงก่อน รวมทั้งนายกฯ ยังสั่งการให้มีการเตรียมมาตรการรองรับฝนระลอกใหม่ วันที่ 4-5 ต.ค.นี้ ในพื้นที่ที่มีการแจ้งเตือน”  โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ

นายฐนโรจน์กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า มวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  มวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึง จ.นครสวรรค์ และอีก 1 วันจะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ในส่วนปริมาณน้ำขณะนี้ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเมื่อวันที่ 30 ก.ย. มีการเพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลการดำเนินการจะส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้ สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะถึง จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 3 ต.ค. ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น

 “ยังมีน้ำอีกส่วนหนึ่งจากลุ่มน้ำป่าสัก และมีการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการประเมินในช่วงเช้า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับลดลงมาแล้ว เหลือ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และหลังจากนี้แผนของการระบายน้ำจะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไปให้ไม่เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำส่วนนี้จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการประเมินภาพรวมปริมาณน้ำขณะนี้ ที่จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำมวลนี้จะไหลไปที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี ผ่าน กทม. และไปยังสมุทรปราการ” รองโฆษก สทนช.กล่าว

วันเดียวกัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงชี้แจงกรณีดรามาการยกเลิกโครงการแก้มลิงว่า ไม่ได้ยกเลิกโครงการพระราชดำริ แก้มลิงเป็นหนึ่งในแนวคิดด้านการป้องกันน้ำท่วมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ โดยมีแนวทางสำคัญ 5 เรื่อง ได้แก่ การทำเขื่อนกั้นน้ำ การทำทางลัดน้ำและอุโมงค์ การปรับปรุงลำคลองและสภาพน้ำ การทำคันกั้นน้ำ และการทำแก้มลิง แนวคิดแก้มลิงยังคงนำมาใช้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีบึงหรือพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว สามารถพัฒนาและเชื่อมโยงเข้ากับระบบระบายน้ำของ กทม. เช่น บึงหนองบอน รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันตกก่อนลงทะเลบริเวณบางขุนเทียน ซึ่งเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่ที่มีระบบน้ำหลักรองรับ

ชัชชาติไม่ท้อข่าวโดนปลด

ในส่วนพื้นที่บึงกุ่ม หากมีพื้นที่รองรับอยู่แล้ว กทม.จะเน้นพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ทั้งการขุดลอกคลองและเชื่อมโยงกับระบบระบายน้ำ โดยมองว่าแนวพระราชดำริไม่ได้มีเพียงแก้มลิง แต่ยังมีแนวทางอื่นที่สามารถนำมาประกอบกันได้ ทั้งการทำทางลัดน้ำ การปรับปรุงคลอง และการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ สำหรับพื้นที่ที่เป็นประเด็น หากดำเนินโครงการตามรูปแบบเดิม จะมีมูลค่าการเวนคืนและพัฒนาระบบรวมประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่การใช้แนวทางอื่น เช่น การขุดลอกและปรับปรุงคลอง หรือทำทางลัดน้ำและอุโมงค์ สามารถใช้งบประมาณน้อยกว่าและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากกว่า จึงเป็นการพิจารณาด้านเทคนิค ไม่ใช่การยกเลิกแนวพระราชดำริ

“ข้อกล่าวหาว่าการยกเลิกโครงการเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนนั้น ไม่เป็นความจริง หากพื้นที่เอกชนมีความเหมาะสมและต้องใช้เป็นแก้มลิง  กทม.ก็ต้องเวนคืนและจ่ายค่าที่ดินให้เจ้าของอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลที่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน การนำเรื่องดังกล่าวไปเชื่อมโยงว่าเป็นการต่อต้านหรือยกเลิกโครงการพระราชดำริ เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะ กทม.ยังคงน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำมาปรับใช้ โดยเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และเกิดประโยชน์สูงสุด” นายชัชชาติกล่าว

ถามถึงกรณีมีเสียงจากประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้นายกฯ ปลดออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.  นายชัชชาติกล่าวว่า อันนี้ก็แล้วแต่ท่านนายกฯ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น เมื่อถามว่าท้อใจหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ไม่เป็นไร เราก็ทำเต็มที่ เรื่องนี้ก็เคารพความเห็นทุกคน ตนคิดว่าก็มีคนทั้งชอบ-ไม่ชอบ แต่ทุกคนบอกได้ก็คงแล้วแต่ท่านนายกฯ ว่าจะปลด-ไม่ปลด แต่ว่าเราก็ตอบได้ทุกคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราทำอะไรอยู่

อย่างไรก็ตาม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาตอบโต้นายชัชชาติทันทีว่า ผู้ว่าฯ กทม.พูดไม่หมด โครงการบึงคู้บอนเป็นบึงรับน้ำหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ เพื่อปกป้องกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ไปแล้ว และผ่านการพิจารณาจากสำนักงบประมาณ ตลอดจนมีการออกแบบ แบบแปลน และปิดประกาศร่างพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.2564 เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.ต้องทำเมื่อรับตำแหน่งในปี 2565 คือการอนุมัติเดินหน้ากระบวนการเวนคืนต่อ แต่กลับไม่ดำเนินการ จนทำให้โครงการนี้หายไปจากแผนปฏิบัติงานของสำนักการระบายน้ำ และไม่ถูกบรรจุในร่างผังเมืองใหม่

"พื้นที่ดังกล่าวปัจจุบันส่วนหนึ่งกลายเป็นโครงการบ้านจัดสรร จึงขอตั้งคำถามไปยังผู้ว่าฯ กทม. ว่าสาเหตุที่ไม่ดำเนินโครงการต่อ เป็นเพราะเกรงใจที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทเอกชนหรือไม่" นายอรรถวิชช์กล่าว

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สรุปสถานการณ์อุทกภัยว่า ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 30 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ราชบุรี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ และชุมพร รวมถึงกรุงเทพมหานคร รวม 191 อำเภอ 1,228 ตำบล 8,714 หมู่บ้าน 1,177,404 ครัวเรือน 3,352,395 คน.

 

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ

แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

คนกรุงแห่ยื่นเยียวยา

"ศุภจี" เร่งหนุนส่งถุงยังชีพถึงพื้นที่น้ำท่วม คุมเข้มราคาสินค้า เบรกส่งออก 30-50% ป้องกันของขาดตลาด

‘ไทยพลัส’คึกคัก! มีสิทธิ30ล้านคน ยืนยันแล้ว22ล้าน

“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เทน้ำเทท่า! มีประชาชนผู้มีสิทธิในโครงการทั้งหมด 30.7 ล้านคน รายเดิมยืนยันสิทธิแล้วกว่า 22.3 ล้านราย แตะ 90% รัฐบาลย้ำผู้มีสิทธิที่เหลือกดยืนยันภายใน 15 ต.ค.