ไม่จบ!วิป3ฝ่ายล่ม รัฐบาลยํ้า3วันนายกฯคิวเอี้ยดฝ่ายค้านต่อรองซักฟอกพ.ย.

“อนุทิน” ควง “ภริยา” สักการะศาลหลักเมือง เอาฤกษ์เอาชัยก่อนศึกซักฟอก ไม่จบ! “วิป 3  ฝ่าย” ถกวันอภิปราย ม.151 นัดถกใหม่ 22 ต.ค. หลัง “รัฐบาล” อ้างภารกิจนายกฯ แน่นให้แค่ 3 วัน  “ฝ่ายค้าน” ยืนกรานซักฟอก 18 รมต.ต้อง 5 วัน “สาทิตย์” เสนอเลื่อนไป 4-9 พ.ย.ก็ไร้เสียงตอบรับ  “สส.ภูมิใจไทย” บอกเน้นสาระอย่ายึดติดวัน “มาร์ค” สวน “หนู” อย่าด้อยค่าซักฟอกแค่พิธีกรรม ย้ำบริหารจัดเวลางานนายกฯ ได้เคยเป็นมาก่อน  “อรรถกร” ปัดตอบ “กธ.” ควบรวม “ภท.”  ยธ.จ่อส่ง “ดีเอสไอ” สอบ 8 คนดังแฉคิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2569 เวลา 10.00 น.  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า ในวันนี้ (21 ต.ค.) วิป 3 ฝ่ายจะหารือกัน โดยรัฐบาลมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไปร่วมหารือ ซึ่งข้อเสนอของรัฐบาลคือต้องอยู่ในวันที่รัฐมนตรีไม่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้ง 18 คน โดยจะอยู่ในกรอบระหว่างวันที่ 27-30 ต.ค. เพราะหลังจากนั้นตนติดภารกิจที่ต่างประเทศ และมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่จังหวัดอุดรธานี รวมถึงมหกรรมพืชสวนโลก

นอกจากนี้ ตนยังติดภารกิจเดินทางไปร่วมการประชุมอาเซียนและการประชุมเอเปก รวมถึงยังมีพระราชพิธีต่างๆ ที่จะต้องมีการซักซ้อม เพราะฉะนั้นมีการพิจารณาแล้วว่าช่วงวันที่ 27-30 ต.ค. รัฐมนตรีทุกคนจะได้มาฟังการอภิปราย และช่วยกันชี้แจงได้ ซึ่งกรอบระยะเวลานี้ทางรัฐบาลจะแจ้งให้รัฐสภารับทราบ และเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผล ซึ่งสามารถยืดหยุ่นได้

 “นายภราดรจะไปหารืออาจจะมีการเพิ่มสัดส่วนเวลาให้ฝ่ายค้าน เพราะคนชี้แจงไม่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ถ้าใช้เวลาเป็นชั่วโมงคงออกแม่น้ำไปกันหมด แต่การชี้แจงต้องเน้นๆ เนื้อๆ ถามมาอย่างไรก็ตอบไปให้ชัดเจน พร้อมแสดงหลักฐานต่างๆ ดังนั้นหากเลื่อนวันในการอภิปรายไม่ได้ก็มาปรับเวลาในการอภิปรายให้ลงตัว โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องตึงเครียด ส่วนฝ่ายค้านจะรับข้อเสนอนี้ได้หรือไม่ ให้ขึ้นอยู่กับการหารือร่วมกันของทั้ง 3 ฝ่าย” นายอนุทินกล่าว

ถามว่า หลายคนคาดการณ์ว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เรื่องการปรับ ครม. และดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้ามาร่วมรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า ยังไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจเลย และยังกำหนดวันไม่เสร็จ เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้ที่พรรค กธ.จะมาควบรวมกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ นายกฯ ย้ำว่า เอาทีละขั้นตอน ขอรอให้กำหนดวันมาฟังการอภิปรายและลงมติก่อนค่อยว่ากัน

ต่อมาเวลา 11.11 น. นายกฯ พร้อมด้วยนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลที่ศาลหลักเมือง  กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม, นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และ พล.อ.ศรัณย์ เพชรานนท์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ศาลหลักเมือง จัดเครื่องบวงสรวงชุดใหญ่ พร้อมนำคณะนายกฯ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 5 จุดสำคัญ ได้แก่ หอพระพุทธรูป ศาลาจำลองเสาหลักเมือง องค์พระหลักเมือง ศาลเทพารักษ์ทั้ง 5 และเติมน้ำมันตะเกียงเพื่อสะเดาะเคราะห์ เสริมความเป็นสิริมงคล

จากนั้นนายอนุทินพร้อมคณะเดินทางต่อไปยังกระทรวงกลาโหมเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง อาทิ เจ้าพ่อหอกลอง ก่อนที่ พล.ท.อดุลย์จะนำเดินชมอาคารและสถานที่ภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม ระหว่างนั้นนายอนุทินสังเกตเห็นจุดมาร์กบนพื้นซึ่งติดไว้ด้วยเทปกาว จึงสอบถามถึงวัตถุประสงค์ โดย พล.ท.อดุลย์ชี้แจงว่าเป็นจุดกำหนดตำแหน่งสำหรับฝึกซ้อมเดินริ้วขบวน ซึ่งตนเองจะมาฝึกซ้อมเป็นประจำทุกเช้า ทำให้นายกฯ  สนใจและร่วมฝึกซ้อมเดินตามจุดมาร์กดังกล่าวด้วยตนเองนานประมาณ 20 นาที โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมร่วมฝึกซ้อมด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง ขณะที่ข้าราชการกระทรวงกลาโหมต่างเข้ามาขอถ่ายภาพร่วมกับนายกฯ

วิป 3 ฝ่ายไม่จบนัดถกใหม่

เวลา 12.10 น. พล.ท.อดุลย์จัดเลี้ยงอาหารกลางวันรับรองนายกฯ และคณะ ณ ห้องอัษฎางค์ ชั้น 3 ศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม โดยจัดเมนูอาหารแบบเดียวกับที่กำลังพลรับประทาน ประกอบด้วย ต้มยำไก่ ไข่เจียว น้ำพริกตาแดงพร้อมผักสด ปลากะพงผัดฉ่า และกะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ก่อนปิดท้ายด้วยถั่วเขียวต้มน้ำตาล สะท้อนบรรยากาศการรับประทานอาหารร่วมกันในแบบเรียบง่าย

มีรายงานว่า ระหว่างรับประทานอาหาร นายกฯ ได้ฝากให้กองทัพช่วยดูแลและเร่งฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในช่วงหลังน้ำลดอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ พร้อมกล่าวขอบคุณกองทัพที่ระดมกำลังพลและยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่เวลา 12.55 น. นายกฯ พร้อมคณะจะเดินทางออกจากกระทรวงกลาโหม โดยกล่าวขอบคุณ รมว.กลาโหม สำหรับการต้อนรับและอาหารกลางวันที่มีรสชาติอร่อย พร้อมระบุว่า การเดินทางมาครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้ได้รับทราบความเป็นอยู่ของกำลังพลอย่างใกล้ชิด

ที่รัฐสภา เวลา 15.15 น. ในการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร หรือวิป 3 ฝ่าย ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระกำหนดวันประชุมและการจัดสรรเวลาในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรี (ครม.), นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม เข้าร่วมประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุมวิป 3 ฝ่าย นายอรรถกรเดินออกจากห้องประชุมพร้อมระบุว่า ประชุมยังไม่แล้วเสร็จ ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดยืดของพรรค กธ.ต่อการโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151  จะมีการโหวตสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ว่า เราใช้สิทธิ์ตามสิ่งที่เราคิดว่าเราพึงมี แต่เราจะใช้ให้พอเหมาะพอควร

ถามถึงกระแสข่าวหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรค กธ.จะควบรวมกับพรรค ภท.ใช่หรือไม่ นายอรรถกรไม่ตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามว่า พรรค กธ.จะยกมือโหวตไว้วางใจให้กับรัฐบาลหรือไม่ นายอรรถกรกล่าวว่า เราจะต้องมีการพูดคุยกันในพรรคก่อนอยู่แล้ว เพราะธรรมเนียมของพรรค กธ.ก่อนจะมีการโหวตอะไรที่สำคัญเราต้องพูดคุยกันในพรรคอยู่แล้ว เมื่อถามอีกว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค กธ. มีท่าทีในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายอรรถกรกล่าวว่า เดี๋ยวจะต้องไปคุยกัน

ซักว่า พรรค กธ.มีดีลกับพรรค ภท.หรือไม่ นายอรรถกรกล่าวว่า เขาก็ไม่ได้มีดีลกับผม ผมไม่เคยได้คุยกับผู้ใหญ่ของพรรคอื่นๆ เท่าไหร่ เมื่อถามว่าจะมีแนวโน้มที่พรรค กธ.จะจับมือกับพรรค ภท.หรือไม่ ภายหลังโหวตผ่านอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จ นายอรรถกรกล่าวว่า เดี๋ยวต้องคุยกับคนอื่นก่อน เรื่องนี้ตนตอบแทนกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรมไม่ได้

จากนั้นเวลา 17.40 น. หลังจากที่มีการประชุมกว่า 2 ชั่วโมง ได้รับแจ้งว่า ที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายยังไม่สรุป นัดกันใหม่ในวันพฤหัสบดีที่ 22 ต.ค. เวลา 14.00 น. โดยได้ให้แต่ละฝ่ายไปทำการบ้านมา

โรมลั่นซักฟอกต้อง 5 วัน

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันการประชุมวิป 3 ฝ่าย ยังไม่ได้ข้อสรุป ในเรื่องของวันและเวลา ดังนั้นในวันที่ 22 ต.ค. น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 นัดประชุมและพูดคุยถึงเรื่องนี้อีกครั้ง

ถามว่า ขณะนี้กำลังติดปัญหาเรื่องอะไร นายรังสิมันต์กล่าวว่า ความต้องการของฝ่ายค้านคือ 5 วัน เราตั้งต้นจากตรงนั้นก่อน ปัญหาคือ ครม.บอกว่า 5 วันไม่ได้ ฉะนั้นหากจะต้องมีการเจรจาพูดคุยกันให้ลดไปกว่านี้ ต้องยอมรับว่าเราเตรียม 5 วันมาตลอด หากเป็น 5 วันเราพร้อมเลย แต่ปัญหาคือหากจะต้องมีการบีบเวลาของเรา เราจำเป็นต้องไปพูดคุยและปรับในเรื่องนี้

“หากเราใช้ฐานในอดีตสมัย พล.อ.ประยุทธ์มีการอภิปรายรัฐมนตรีประมาณ 10-11 คน เวลาจะอยู่ที่ประมาณ 42-45 ชม. แต่ครั้งนี้ 18 คน เราจำเป็นต้องครอบคลุม ดังนั้นการบีบเวลาเป็นไปได้ยากมากสำหรับพวกเรา เพราะจำเป็นต้องไปพูดคุยเพื่อให้ครอบคลุมทุกประเด็น ครอบคลุมรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ซึ่งมีข้อกล่าวหามากมาย หากจะบีบเวลาก็ต้องคุยกันวันใหม่ ซึ่งการพูดคุยกันเรื่องเวลาต้องพูดคุยกันล่วงหน้า แต่ต้องยอมรับว่าไม่ได้คุยล่วงหน้ากันอย่างเป็นกิจจะลักษณะตั้งแต่ต้น จึงทำให้เป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้การพูดคุยกันเรื่องเวลาเกิดขึ้นได้ไม่ง่าย” นายรังสิมันต์กล่าว

ถามว่า นายกฯ ระบุจะลดเวลาชี้แจงของ ครม.แล้วไปเพิ่มให้ฝ่ายค้านก็ยังไม่พอใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่มีข้อสรุป เพราะอัตราส่วนเดิมคือ 2 ต่อ 1 เช่น ฝ่ายค้านอภิปราย 60 ชั่วโมง รัฐบาลจะชี้แจง 30  ชั่วโมง ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาหาฉากทัศน์ความเป็นไปได้ ทั้งการลดเวลาชี้แจงของรัฐบาลและการอภิปรายของฝ่ายค้าน ทำให้ต้องมาพูดคุยกันใหม่ระหว่างฝ่ายค้านด้วยกันและ สส.ภายในพรรค ทำให้ต้องรื้อตั้งแต่ต้น

ซักว่า กรอบเวลาที่ ครม.กำหนดไว้ตั้งแต่ต้น 27-29 ต.ค. นายรังสิมันต์กล่าวว่า 3 วันของการอภิปรายนั้นไม่พอตั้งแต่ต้น ต่อให้มีการอภิปราย 24 ชั่วโมง ก็เป็นไปไม่ได้ ทำให้ต้องมีการพูดคุยและเคลียร์กันใหม่ตั้งแต่ต้น เมื่อถามว่านายกฯ มีภารกิจช่วงต้นเดือน พ.ย. นายรังสิมันต์กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสำรวจว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และรัฐบาลจะต้องไปเจรจากับ ครม.

ถามถึงการหาจุดตรงกลาง 4 วัน นายรังสิมันต์กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายพยายามหาจุดตรงกลาง แต่ละฝ่ายยังหาจุดตรงกลางไม่เจอ ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เพราะแต่ละฝ่ายกำลังหากันอยู่ แต่มีปัญหาเรื่องเวลาและจำนวนการอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน

พอถามว่าการหารือในวันที่ 22 ต.ค. จะได้ข้อสรุปหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ขณะนี้เป็นการคุยนอกรอบ ส่วนจะมีข้อสรุปได้หรือไม่ก็ยังจะต้องรอไปพิจารณาร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมวิป 3 ฝ่ายวันนี้ เบื้องต้นพรรคกล้าธรรมประสงค์ที่จะขอใช้เวลาในการอภิปราย แต่ไม่ได้ระบุว่าจะมีการอภิปรายสนับสนุนฝ่ายใด

ส่วนนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)  กล่าวว่า บรรยากาศในที่ประชุมยังคงไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องกรอบเวลาและวันอภิปรายได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นต่างกันอย่างชัดเจน โดยฝ่ายค้านยืนยันความจำเป็นในการขอเวลาอภิปรายรวม 5 วัน จำนวน 60 ชั่วโมง เนื่องจากมีรัฐมนตรีถูกยื่นอภิปรายมากถึง 18 คน จาก 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งทุกคนได้เตรียมข้อมูลไว้พร้อมแล้ว หากคำนวณตามบรรทัดฐานในอดีตสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยให้อภิปรายรัฐมนตรี 8-11 คน ใช้เวลา 40 ชั่วโมง (4 วัน) การอภิปรายรัฐมนตรี 18 คนในครั้งนี้ ตัวเลข 60 ชั่วโมง จึงมีความเหมาะสมและลงตัวที่สุด

ยอมขยับต้นพ.ย.ก็ไม่จบ

นายสาทิตย์กล่าวว่า ทางฝ่ายรัฐบาลมีตัวแทนฝ่ายบริหารและวิปรัฐบาลเข้าร่วมยืนยันกรอบเวลาตามมติ ครม.ว่า สะดวกให้เปิดอภิปรายได้เพียง 3 วันเท่านั้น คือในวันที่ 27-29 ต.ค.69 โดยอ้างว่ารัฐมนตรีติดภารกิจแน่น ทั้งการลงพื้นที่ต่างจังหวัด และการเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมอาเซียนในช่วงกลางเดือน พ.ย. จึงขอให้ฝ่ายค้านไปปรับลดจำนวนชั่วโมงและวันอภิปรายลง

“ผมจึงได้เสนอทางออกในการยืดหยุ่นเวลา โดยยินยอมให้เลื่อนขยับวันอภิปรายออกไปเป็นสัปดาห์ถัดไป เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่รัฐมนตรีติดภารกิจ เช่น เลื่อนไปช่วงวันที่ 4-9 พ.ย.แทน หรือหากรัฐมนตรีท่านใดติดภารกิจวันไหน ฝ่ายค้านก็พร้อมจะจัดคิวหลีกทางให้ เพื่อให้ได้กรอบเวลาอภิปรายเต็ม 5 วันตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ฝ่ายรัฐบาลยังคงยืนกรานตามกรอบเดิม ทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก” นายสาทิตย์กล่าว

วิปฝ่ายค้านกล่าวว่า ในท้ายที่สุดที่ประชุมจึงยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปทำการบ้าน โดยฝ่ายรัฐบาลนำข้อเสนอขยับวันของฝ่ายค้านกลับไปสอบถามทาง ครม.อีกครั้ง และฝ่ายค้านก็ได้นำโจทย์เรื่องการลดจำนวนชั่วโมงไปหารือร่วมกับ 6 พรรคร่วมฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 22 พ.ย. ทางวิปทั้ง 3 ฝ่ายได้นัดประชุมเจรจากันอีกครั้ง ในเวลา 14.00 น. โดยฝ่ายค้านคาดหวังว่าจะสามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวร่วมกันได้ทันที เพื่อให้ทุกฝ่ายมีเวลาเตรียมตัวอย่างเหมาะสมต่อไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า มีการเตรียมพร้อมไว้ทุกอย่าง และเชื่อว่ารัฐมนตรีทุกคนมีความพร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่างที่ฝ่ายค้านสอบถามเข้ามา สำหรับตนไม่มีประเด็นอะไรที่น่าหนักใจ เพราะที่ผ่านมาการทำงานก็ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา พร้อมที่จะชี้แจงทุกอย่างอยู่แล้ว

ถามว่ามีการเก็งข้อสอบของฝ่ายค้านที่จะนำมาอภิปรายหรือไม่จะเป็นเรื่องอะไร นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ความจริงเตรียมไว้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่ในกระแสสังคม คือ เรื่องการทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้กังวลอะไร

ซักว่ากังวลหรือไม่หากมีการปรับ ครม.หลังอภิปราย นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้ซีเรียสกับการที่จะเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ได้เป็น เพราะไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็สามารถทำงานได้ เป็น สส.ก็ทำงานได้ หรือถ้าไม่ได้เป็น สส.ก็สามารถทำงานในรูปแบบอื่นได้ และถ้าจะเป็นรัฐมนตรีก็สามารถทำงานในอีกบทบาทหนึ่งได้ ไม่ได้ซีเรียสอะไร

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยืนยันการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลต้องใช้เวลา 5 วัน ว่า แค่เริ่มติดกระดุมเม็ดแรกก็ผิดแล้ว แทนที่ฝ่ายค้านจะเอาเนื้อหาเป็นตัวตั้ง แล้วอภิปรายในภาพรวมให้ครอบคลุมทุกประเด็น กลับเอาเรื่องจำนวนวันเป็นตัวตั้ง เพื่อหวังจะเรียกคะแนนนิยมโดยไม่สนข้อเท็จจริง มีแต่จะสร้างความเบื่อหน่ายให้กับพี่น้องประชาชนที่รอฟังข้อเท็จจริงจากการอภิปราย ถือว่าเสียของและเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

“จนถึงวันนี้ก็มีแต่โหมโรงว่าข้อมูลในมือเป็นเรื่องลับ แต่พอเอาเข้าจริงก็ตกม้าตายทุกที ดังนั้นจึงอยากให้ฝ่ายค้านเน้นประสิทธิภาพมากกว่าปริมาณ ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง” นายธนกรกล่าว

สส.พรรค ภท.ยืนยันรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินวันนี้แน่นแฟ้นกลมเกลียว คงไม่ต้องให้ฝ่ายค้านมากังวล ขอแค่ฝ่ายค้านใช้เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างตรงไปตรงมา การอภิปรายครั้งนี้ก็จะมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์กับประชาชน แต่ถ้าเน้นสร้างวาทกรรม สาดโคลนก็เสียดายเวลาแทนพี่น้องประชาชนที่ต้องมานั่งทนฟัง

อย่าด้อยค่าแค่พิธีกรรม

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลยืนยันการอภิปรายไม่ไว้วางใจควรเป็นช่วงวันที่ 27-30 ต.ค. เพราะหลังจากนั้นติดภารกิจไปต่างประเทศว่า ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาสิ่งที่จะทำ คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นญัตติของฝ่ายค้านที่ยื่นต่อประธานสภาฯ ไปแล้ว คือการอภิปรายรัฐมนตรีทั้งหมด 18 คน ซึ่งฝ่ายค้านที่คุยกันต้องใช้เวลาประมาณ 5 วัน ในการอภิปรายทั้ง 18 คนอย่างครบถ้วนตามเนื้อหาสาระ ตรงนี้คือตัวตั้ง

“การอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลจะมาบอกว่าสะดวกตอบแค่เท่านี้ วันนั้นวันนี้ ก็อยากให้ทุกอย่างราบรื่น ส่วนภารกิจนายกฯ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ว่างตลอด ก็ต้องหาวิธีการกำหนดบริหารจัดการได้ ไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินไป” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ถามว่า นายกฯ ระบุจะเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านแล้วไปลดเวลาของฝ่ายรัฐมนตรีที่จะชี้แจง หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า คงไม่ใช่แบบนั้น ตนยังสงสัยว่าทำไมถึงอยากลดเวลาชี้แจงของตัวเอง อยากให้นายกฯ กลับไปทบทวนว่านายกฯ พูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในลักษณะด้อยค่ากระบวนการมาตั้งแต่ต้น ก็เลยคิดว่าเป็นแค่พิธีกรรมที่จะปล่อยผ่านไปให้เสร็จๆ แต่มันไม่ใช่ นี่เป็นกระบวนการสำคัญในการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตย

“ฝ่ายที่พูดก็อยากนำเสนอข้อมูลเต็มที่ และประสงค์จะได้คำตอบ แล้วก็อยากให้ สส.ทุกคนไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตามได้ฟังทั้งผู้อภิปรายและผู้ชี้แจงอย่างเต็มที่ แล้วตัดสินใจว่ารัฐมนตรีทั้ง 18 ราย สมควรจะได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ ถ้าเราเคารพกระบวนการประชาธิปไตยแบบนี้ มันไม่มีปัญหา สามารถบริหารจัดการเวลาได้ ผมก็เคยเป็นนายกฯ มาแล้ว” หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว

ถามอีกว่า นายกฯ บอกหลังจากวันที่ 30 ต.ค.เป็นต้นไปไม่ว่างแล้ว นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็ไม่เป็นไรถ้าไม่ได้ก็ไปวันหลังก็ได้ หากมีนัดหมายล่วงหน้าไปต่างประเทศที่จำเป็น เราเข้าใจอยู่แล้ว เราคงไม่ไปคาดคั้น แต่เราไม่เชื่อว่าจะไม่สามารถบริหารจัดการเวลาที่จะให้สภาฯ ใช้เวลาเพียง 1 สัปดาห์ในการตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ซักว่า หากไม่ได้จริงๆ ฝ่ายค้านจะรอหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทำไมจะไม่ได้ มันก็ได้อยู่แล้ว ถ้าจะให้ อย่างไรคงต้องรอวิป 3 ฝ่ายหารือกันด้วยเหตุผลว่าความจำเป็นของรัฐมนตรี 18 คน มีผู้อภิปรายกี่คน คนละกี่นาที ใช้เวลากี่ชั่วโมง มันคำนวณออกมาได้อยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลบอกไม่ต้องตอบยกมือให้อย่างเดียวมันก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าในที่สุดรัฐบาลนี้ไม่ได้เคารพการทำงานของสภาฯ มองแค่ทุกอย่างเป็นเรื่องพิธีกรรม

เมื่อถามว่า มีการมองกันหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการควบรวมกันระหว่างพรรค กธ.กับพรรค ภท. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะตนไม่ได้อยู่ทั้ง 2 พรรค ซึ่งได้ยินข่าวเพราะข่าวก็มีทุกวันว่าคนนั้นจะยุบรวบ คนนี้จะเปลี่ยนขั้ว

“โดยเจตนาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ให้ควบรวม แต่ส่วนใหญ่ใช้วิธีขับตัวเองออกจากพรรค แล้วไปสังกัดพรรคใหม่ แต่อย่างไรแล้วมาถามพวกตนไม่ได้ ต้องไปถามพรรค ภท.กับพรรค กธ.ว่ามีเหตุผลอย่างไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว

วันเดียวกัน มีรายงานจากกระทรวงยุติธรรมแจ้งว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มี น.ส.เอ (นามสมมุติ) เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาดำเนินคดีกับนายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม, นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท โดมคลาวด์ จำกัด (DomeCloud) ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี Blockchain, นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต., นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน., นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสำนักข่าว Spacebar, รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ เปิดเผยความลับของเอกสารใดๆ

จ่อสอบคนดังแฉคิวอาร์โค้ด

สำหรับคำร้องระบุว่า เมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 นายธรรมธีร์ กับพวก ได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง สส.ในการเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ลักลอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่ออันเป็นความลับ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่าลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ให้กับผู้ใด และรวมทั้งมีการแบ่งหน้ากันทำในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อันเข้าข่ายอาจเป็นการบ่อนทำลาย ยุยงปลุกปั่น บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร สร้างความวุ่นวายในสังคมให้กระทบในวงกว้างเพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงยุติธรรม นำโดยนายสุรไกร นวลศิริ หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี และในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ได้เป็นผู้รับเรื่องไว้แทนปลัดกระทรวงยุติธรรม และจะได้พิจารณาส่งเรื่องให้ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

มีรายงานว่า ล่าสุดหนังสือร้องเรียนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการกลั่นกรองของหัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม และจะมีการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลไปตามลำดับชั้น ทั้งในส่วนของหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่จะเป็นผู้พินิจพิจารณาเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดว่ามีพฤติการณ์ใดหรือองค์ประกอบใดเข้าข่ายที่จะต้องส่งเรื่องไปให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบ เพื่อตั้งเรื่องสืบสวน หรือรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เนื่องด้วยทางผู้ร้องมีความประสงค์จะให้เป็นคดีอาญา

อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญคือการต้องดูว่าข้อมูลและการร้องเอาผิดในครั้งนี้เข้าข่ายตามกฎหมายของดีเอสไอ ในส่วนของคดีอาญาจริงหรือไม่ หรือมีประเด็นใดที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายเลือกตั้ง เพราะหากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็มีเหตุจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องคำร้องนี้ไปให้ทางสำนักงาน กกต.เป็นผู้ดำเนินการแทน

แหล่งข่าวภายในกระทรวงยุติธรรมระบุว่า สำหรับเจ้าของหนังสือที่เป็นผู้ยื่นคำร้องส่งมายังปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีเอาผิดบุคคลทั้ง 8 รายนั้น ยืนยันมีตัวตนอยู่จริง เพียงแค่ไม่ประสงค์ออกนาม และถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนั้น ซึ่งผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่ กกต.แต่อย่างใด

แหล่งข่าวระบุว่า คำร้องการยื่นตรวจสอบในครั้งนี้ที่ประสงค์ให้ตรวจสอบพฤติการณ์ของคณะบุคคลทั้ง 8 ราย หากมองความเชื่อมโยงไปยังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะพบว่าศาลได้มีคำวินิจฉัยว่าการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ฉะนั้นก็เป็นสิทธิ์ของผู้ร้องที่อาจจะมองว่าการกระทำของคณะบุคคลทั้ง 8 รายนี้มีเจตนาจะเป็นการล้มการเลือกตั้งหรือไม่

“ท้ายสุดแล้วเรื่องนี้จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าเป็นการกระทำตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใสของการเลือกตั้ง หรือมีเจตนาเป็นการล้มการเลือกตั้งอย่างไร ซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ” แหล่งข่าวระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง